บทที่ 8 ไล่พวกเขาออกไป

น้ำเสียงเย็นชาของณัฐพลเปรียบเสมือนมีดที่กรีดลึกลงไปในใจของณิชาภัทร ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแล่นพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรงจนเธอจุกอก

แต่เพียงชั่วพริบตา ความเจ็บปวดนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความโล่งใจ

โชคดีเหลือเกินที่เธอหย่าขาดจากเขาแล้ว ผู้ชายคนนี้ไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายความรู้สึกเธอได้อีกแม้แต่ปลายเล็บ

เมื่อเห็นผู้จัดการร้านเดินเข้ามาด้วยสีหน้าลำบากใจระคนรู้สึกผิด ณิชาภัทรไม่เพียงแต่ไม่ขยับหนี แต่กลับกระตุกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทั้งเย็นชาและถือดี

เธอค่อย ๆ ล้วงหยิบการ์ดสีดำใบหนึ่งออกจากกระเป๋าอย่างใจเย็น นิ้วเรียวยาวคีบมันไว้ ก่อนจะวางลงบนตู้กระจกเบา ๆ

"ขอโทษนะคะ" เธอช้อนตาขึ้นมองผู้จัดการร้าน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แหวนวงนี้... ฉันเอาค่ะ"

สายตาของผู้จัดการร้านตกลงบนการ์ดใบนั้น ทันใดนั้นรูม่านตาก็หดเกร็งด้วยความตกตะลึง!

บัตรสีดำสนิทตลอดทั้งใบ ตัดขอบด้วยลวดลายนูนต่ำสีทองอร่าม ตรงมุมขวาล่างสลักคำว่า 'จรรยาชาติ' ไว้อย่างประณีต ดูเรียบหรูแต่ทรงอำนาจอย่างเหลือล้น

นี่มันคือบัตร 'ซูพรีมแบล็กการ์ด' เป็นบัตรระดับสูงสุดของศูนย์การค้าเคเคแอล มีการออกบัตรให้เพียงไม่เกินสิบใบทั่วโลก!

สีหน้าขออภัยของผู้จัดการเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกโดยพลัน เขารีบโค้งตัวลงต่ำจนแทบจะขนานกับพื้น น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความนอบน้อม

"คุณผู้หญิง! คุณคือสมาชิกบัตรซูพรีมแบล็กการ์ดของเรา! กรุณารอสักครู่นะครับ ผมจะรีบดำเนินการให้เดี๋ยวนี้!"

เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าบัตรนั้นเป็นของจริง ท่าทีของเขาก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ราวกับกลัวว่าจะบริการณิชาภัทรได้ไม่ดีพอ

ณิชาภัทรเคาะนิ้วลงบนตู้กระจกเบา ๆ เป็นจังหวะ หางตาเหลือบไปมองณัฐพลและอริสาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

"พวกเขาสองคนขวางหูขวางตาฉันจริง ๆ"

เพียงประโยคเดียว ผู้จัดการร้านก็เข้าใจความหมายในทันที

เขารีบเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยร่างกำยำสองนายเข้ามา แล้วผายมือเชิญณัฐพลและอริสาด้วยท่าทางที่ดูสุภาพทว่าแฝงด้วยความเด็ดขาดตามระเบียบปฏิบัติ

"ทั้งสองท่านครับ ต้องขอประทานโทษด้วย เพื่อไม่ให้รบกวนประสบการณ์การใช้จ่ายของแขกคนสำคัญระดับสูงสุดของเรา รบกวนเชิญพวกคุณออกจากร้านด้วยครับ"

ทั้งคู่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยร่างยักษ์สองคนประกบซ้ายขวา แล้ว 'เชิญ' ออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว

อริสาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง!

ณิชาภัทรไปมีอิทธิพลขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วไอ้บัตรสีดำนั่นมันคืออะไรกันแน่?

ไฟริษยาลุกโชนขึ้นในอกของเธอจนแทบคลั่ง

โดยเฉพาะในจังหวะที่ถูกกันตัวออกมา เธอได้ยินเสียงนอบน้อมของพนักงานดังแว่วออกมาอย่างชัดเจนว่า "รูดบัตรเรียบร้อยครับ ยอดสิบห้าล้านบาท"

กึก!

เล็บของอริสาจิกเข้าไปในฝ่ามือจนเจ็บแปลบ!

เธอข่มความอับอายและโทสะเอาไว้ แล้วหันไปมองณัฐพลด้วยขอบตาที่เริ่มแดงระเรื่อ น้ำเสียงสั่นเครือปนสะอื้นอย่างไม่เข้าใจ

"พี่ณัฐคะ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? สาจำได้ว่าคุณลุงไม่ได้โอนเงินให้พี่ณิชามาตั้งนานแล้วนี่คะ เพราะบริษัทกำลังขาดสภาพคล่อง แล้วตอนนี้บริษัทก็ลำบากขนาดนั้น ถึงพี่ณิชาจะมีเงินเก็บ ก็ควรจะเอาไปช่วยพยุงบริษัทก่อนไม่ใช่เหรอคะ? ทำไมถึงเอามาซื้อของฟุ่มเฟือยขนาดนี้?"

เธอลอบสังเกตสีหน้าของณัฐพลอย่างระมัดระวัง ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกใหญ่ด้วยข้อสันนิษฐานที่ร้ายกาจที่สุด

"หรือว่า... หรือว่าพี่ณิชาจะขายหุ้นบริษัททิ้งไปแล้วคะ?"

สีหน้าของอริสาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล

"นั่นมันน้ำพักน้ำแรงทั้งชีวิตของคุณลุงเลยนะคะ! ทำไมพี่ณิชาถึงทำตัวไม่รู้ความแบบนี้!"

เมื่อเห็นใบหน้าของณัฐพลมืดครึ้มลงจนน่ากลัว อริสาก็ก้มหน้าลงต่ำแล้วลอบยิ้มเยาะในใจ

เธอจงใจพูดเรื่องหุ้น!

คุณลุงรับปากว่าจะให้เธอเข้าไปทำงานที่บริษัทเขียวภักดีแล้ว ขอแค่เธอแย่งหุ้นในมือของณิชาภัทรมาได้ ตำแหน่งของเธอในบริษัทก็จะมั่นคงทันที!

ภายในร้าน ณิชาภัทรไม่ได้รับรู้ถึงแผนการสกปรกที่หน้าร้านเลยแม้แต่น้อย

เธอมองดูพนักงานบรรจงวางแหวนเพชรน้ำงามลงในกล่องกำมะหยี่หรูหรา แล้วชี้ไปยังแหวนผู้ชายดีไซน์เรียบหรูแต่ราคาสูงลิบที่วางอยู่ข้างกัน

"ช่วยห่อแหวนผู้ชายที่เข้าคู่กันวงนั้นให้ฉันด้วยค่ะ"

"ได้เลยครับคุณผู้หญิง!"

เมื่อเดินหิ้วถุงใส่แหวนออกมา ณิชาภัทรก็เห็นคนทั้งสองยืนดักรออยู่หน้าร้านทันที

เธอคร้านจะใส่ใจ จึงทำท่าจะเดินเลี่ยงไปอีกทางโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง

"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"

ณัฐพลพุ่งตัวเข้ามาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น แรงบีบมหาศาลราวกับจะบดกระดูกเธอให้แตกละเอียด

เขาจ้องหน้าเธอเขม็ง คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น "เธอไปเอาเงินมาจากไหน?"

ณิชาภัทรเจ็บจนต้องนิ่วหน้า สะบัดแขนอย่างแรงแต่ก็ไม่หลุด ความโกรธจึงพุ่งพล่านขึ้นมาทันที

"ณัฐพล คุณอย่ามาทำตัวบ้า ๆแถวนี้นะ! ประธานบริษัทภูสมสายผู้ยิ่งใหญ่ มายืนฉุดกระชากลากถูอดีตภรรยากลางห้างดังแบบนี้ ถ้าอยากขึ้นหน้าหนึ่งนักก็เชิญ แต่ฉันไม่เล่นด้วย!"

ณัฐพลหน้าถอดสี เมื่อนึกขึ้นได้ถึงสถานะทางสังคมของตน จึงยอมคลายมือออก

เขาสอดมือล้วงกระเป๋ากางเกง มองเธอด้วยสายตาดูแคลนจากมุมสูง น้ำเสียงเต็มไปด้วยการตำหนิสั่งสอน

"บริษัทเขียวภักดีกำลังวิกฤตแค่ไหน เธอก็รู้ดีอยู่แก่ใจไม่ใช่เหรอ? ถ้าเธอมีความคิดสักนิด ก็ไม่ควรเอาเงินสิบห้าล้านมาละลายกับเครื่องประดับไร้สาระพวกนี้!"

มือที่แนบอยู่ข้างลำตัวของณิชาภัทรกำหูถุงหิ้วแน่น แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเขาลำเอียงเข้าข้างอริสาแค่ไหน แต่พอได้ยินกับหู หัวใจของเธอก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกวูบด้วยความเจ็บปวด

"หึ ทีเมื่อกี้ตอนภูสมสายใช้สิทธิ์บัตรทองมากดหัวฉัน ทำไมไม่เห็นพูดแบบนี้บ้างล่ะ?"

แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน

"แหวนวงนี้ถ้าอริสาใส่คือของมีค่า แต่พอฉันใส่ กลับกลายเป็นของไร้สาระงั้นสิ?"

ณัฐพลมองความดื้อรั้นในแววตาของเธอ แล้วตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง

"หุ้นบริษัทเขียวภักดีที่เป็นชื่อเธอยังอยู่ใช่ไหม? ฉันทนดูเธอผลาญสมบัติพ่อแม่แบบนี้ต่อไปไม่ได้ เอาอย่างนี้ ฉันจะออกเงินซื้อหุ้นทั้งหมดของเธอเอง แล้วเธอโอนหุ้นไปให้อริสาดูแลแทน ณิชาภัทร ฉันทำเพื่อเธอนะ" น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความเหนื่อยหน่ายระคนหวังดีจอมปลอม

อริสาแสร้งทำท่าตกใจ รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "พี่ณัฐคะ ทำแบบนั้นไม่ได้นะคะ"

ปากบอกไม่ได้ แต่ความโลภในดวงตานั้นแทบจะทะลักออกมา

เธอหันไปมองณัฐพลด้วยสายตาซาบซึ้ง แล้วเอ่ยเสียงหวาน "แต่พี่ณัฐวางใจเถอะค่ะ สารับรองว่าจะไม่ทำตัวเหลวไหลผลาญน้ำพักน้ำแรงของคุณลุงเหมือนพี่ณิชาแน่นอน"

ณิชาภัทรมองดูละครฉากใหญ่ของชายหญิงคู่เดิมตรงหน้า แล้วแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความสมเพช

"ฉันตกลงแล้วเหรอ?"

น้ำเสียงเย็นเยียบของเธอขัดจังหวะบทสนทนาเพ้อฝันของทั้งคู่

"ฉันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ พวกเธอก็มายืนแบ่งสมบัติของฉันต่อหน้าต่อตาฉันเนี่ยนะ?"

เธอกวาดตามองณัฐพลตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจและหมางเมิน

"เมื่อก่อนฉันไม่เคยสังเกตเลยว่า นอกจากคุณจะ 'สองมาตรฐาน' แล้ว ยังหลงตัวเองและชอบบงการชีวิตคนอื่นขนาดนี้"

ณิชาภัทรขยับตัวจะเดินหนี

"ถ้าขวางทางฉันอีก อย่าหาว่าฉันไม่เตือน ฉันจะใช้สิทธิ์วีวีไอพีให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาลากพวกคุณออกไปจากห้างนี้เดี๋ยวนี้!"

ณัฐพลจ้องหน้าเธอ ใช้น้ำเสียงเข้มขึ้น "ณิชาภัทร ถึงเราจะหย่ากันแล้ว แต่เราก็ยังมีความผูกพันกันมาตั้งแต่เด็ก เธอมองเจตนาดีของฉันเป็นเรื่องร้ายไปได้ยังไง?"

"รปภ.!"

ณิชาภัทรไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด จึงตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่เสียงดัง

ใบหน้าของณัฐพลเย็นเฉียบลงทันที

เขาเป็นถึงประธานบริษัทภูสมสาย ขืนถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลากตัวออกไปจากห้างและข่าวหลุดออกไป มีหวังหุ้นบริษัทคงร่วงระนาว!

"ณิชาภัทร ถ้าเธอคิดได้เมื่อไหร่ ก็ติดต่อฉันมาได้ตลอด"

พูดจบ เขาก็รีบดึงแขนอริสาที่ยังทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างให้เดินจากไป

ณิชาภัทรไม่เสียเวลาชายตามองพวกเขาอีก เธอเรียกรถแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังสำนักงานใหญ่ของบริษัทเขียวภักดีทันที

นับตั้งแต่แต่งงานกับณัฐพลเมื่อสามปีก่อน เธอก็ลาออกจากทุกตำแหน่งในบริษัท ทุ่มเทเวลาทั้งหมดเพื่อเป็นช้างเท้าหลัง สนับสนุนสามีและทำหน้าที่ภรรยาที่ดี

พอตอนนี้มองย้อนกลับไป เธอก็รู้สึกว่ามันช่างน่าสมเพชสิ้นดี

ตึกสูงตระหง่านของบริษัทเขียวภักดีที่เธอไม่ได้เหยียบย่างเข้ามาถึงสามปี ดูคุ้นเคยแต่ก็แปลกตา

ณิชาภัทรไม่ได้แจ้งใครล่วงหน้า เธอตรงดิ่งไปยังห้องทำงานของพี่ชาย... ภากร

เธอใช้เวลาตลอดช่วงเช้า พลิกดูเอกสารโครงการและงบการเงินย้อนหลังสามปีทั้งหมดอย่างรวดเร็ว รวมถึงศึกษาโครงสร้างองค์กรใหม่ทั้งหมด

ยิ่งดู หัวใจของเธอก็ยิ่งหนักอึ้ง

เธอพบว่าหัวหน้าแผนกสำคัญ ๆ หลายคนถูกคุณพ่อสั่งย้ายหรือปลดออกด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ส่วนคนที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ แม้ภายนอกจะดูนอบน้อมต่อพี่ชาย แต่ลับหลังกลับคอยขัดแข้งขัดขา ทำงานแบบผักชีโรยหน้า

อำนาจของพี่ชายกำลังถูกลิดรอนจนแทบจะกลายเป็นหุ่นเชิด!

สัญญาณเตือนภัยดังลั่นในหัวของณิชาภัทร

เรื่องนี้ต้องมีคนชักใยอยู่เบื้องหลังแน่นอน! และคนคนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพ่อแท้ ๆ ของเธอ... อชิระ!

เธอปิดแฟ้มเอกสารลง แล้วเดินไปหาภากรที่กำลังนั่งกุมขมับด้วยความเคร่งเครียดเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน ก่อนจะวางเอกสารฉบับหนึ่งลงตรงหน้าเขา

"พี่กร สั่งฝ่ายกฎหมายให้เตรียมตัว... เรียกประชุมผู้ถือหุ้นด่วนค่ะ"

ภากรเงยหน้าที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยในตาขึ้นมองน้องสาวด้วยความอ่อนล้า "ณิชา... จะประชุมผู้ถือหุ้นตอนนี้มัน..."

ณิชาภัทรพูดแทรกขึ้นมา น้ำเสียงหนักแน่นชัดเจนทุกถ้อยคำ

"พี่คะ ครั้งนี้... ฉันจะเข้าร่วมประชุมด้วย และฉันจะสนับสนุนพี่เต็มที่"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป