บทที่ 9 ค่าชดเชยทางเศรษฐกิจหนึ่งร้อยล้าน
เช้านี้ เงินค่าชดเชยจำนวนห้าร้อยล้านบาทจากตระกูลจรรยชาติถูกโอนเข้าบัญชีอย่างตรงเวลา ไม่ขาดแม้แต่สตางค์แดงเดียว
เม็ดเงินก้อนนี้คือความมั่นใจที่ทำให้เธอกล้าที่จะ 'ล้มกระดาน' และงัดข้อกับบิดา รวมถึงพวก 'เสือสิงห์กระทิงแรด' เขี้ยวลากดินในบริษัทได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
"พี่คะ เชื่อใจณิชานะ" ณิชาภัทรสบตาภากรอย่างมุ่งมั่น
ประกายความเชื่อมั่นในแววตาของผู้เป็นน้องสาว ช่วยปัดเป่าความลังเลสุดท้ายในใจของภากรจนหมดสิ้น เขาพยักหน้าหนักแน่น ก่อนจะยกหูโทรศัพท์ภายในขึ้นมาสั่งการด้วยน้ำเสียงสุขุมทว่าทรงพลัง "แจ้งผู้ถือหุ้นทุกคน บ่ายสามโมงวันนี้ เรียกประชุมผู้ถือหุ้นด่วน"
ณิชาภัทรเดินกลับไปยังห้องทำงานส่วนตัวที่ถูกทิ้งร้างมานานถึงสามปี
เมื่อผลักบานประตูเข้าไป ทุกอย่างกลับสะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นผง
เห็นได้ชัดว่าพี่ชายสั่งให้คนคอยทำความสะอาดห้องนี้อยู่เสมอ ราวกับรอคอยให้เธอกลับมานั่งที่นี่ได้ทุกเมื่อ
ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในหัวใจ ณิชาภัทรทิ้งตัวลงนั่งหลังโต๊ะทำงานตัวเดิมที่คุ้นเคย เธอหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมา ปลายนิ้วเรียวระรัวลงบนหน้าจอ ส่งข้อความหาชัยกร
[ได้รับเงินค่าชดเชยแล้ว ขอบคุณค่ะ]
เพียงชั่วอึดใจ ข้อความตอบกลับก็เด้งขึ้นมา
ติ๊ง—
ชัยกรไม่ได้ตอบกลับด้วยถ้อยคำตามมารยาทเยิ่นเย้อ เขาเพียงส่งพิกัดโลเคชันมาให้ พร้อมกับข้อความสั้นๆ
[ใจกลางเมือง เพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดของคฤหาสน์แพลทินัม เรือนหอของเรา]
[หลังจากนี้ในทุกสัปดาห์ แบ่งเวลาสักสองวันกลับไปเยี่ยมคุณปู่ที่ไร่กับผม เล่นละครให้สมบทบาทก็พอ]
ณิชาภัทรจ้องมองคำว่า "เรือนหอ" บนหน้าจอด้วยความเข้าใจ
นี่คือการเว้นระยะห่างและพื้นที่ส่วนตัวให้แก่กัน และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์เพื่อตบตาคุณปู่ของชัยกรได้อย่างแนบเนียน
เธอพิมพ์ตอบกลับไป
[ตกลงค่ะ ฉันจะไม่หลุดปากต่อหน้าคุณปู่แน่นอน]
เมื่อวางโทรศัพท์ลง ณิชาภัทรหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อจัดระเบียบความคิดที่ยุ่งเหยิง เตรียมพร้อมสำหรับศึกหนักในบ่ายวันนี้
......
เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุมชั้นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทเขียวภักดี
บรรยากาศรอบโต๊ะประชุมทรงรีขนาดมหึมาเต็มไปด้วยความกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
ณิชาภัทรและภากรนั่งเคียงคู่กันที่หัวโต๊ะ ภากรจ้องมองเก้าอี้ว่างเปล่าหลายตัวฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาที่มืดครึ้มลงเรื่อยๆ สีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์ถึงขีดสุด
ประกายความเย็นชาพาดผ่านดวงตาของณิชาภัทร
เข็มนาฬิกาบนผนังชี้บอกเวลาบ่ายสามโมงตรงอย่างแม่นยำ
"ไม่รอแล้ว" ณิชาภัทรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เธอเปิดแล็ปท็อปตรงหน้า เชื่อมต่อภาพสไลด์ขึ้นสู่จอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่
[การประเมินความเสี่ยงและมติชะลอโครงการ 'ดาวฤกษ์']
หัวข้อตัวหนาบนหน้าจอทำให้สีหน้าของผู้ถือหุ้นที่นั่งอยู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ทันทีที่ณิชาภัทรลุกขึ้นยืน เสียงกระแนะกระแหนอันคุ้นหูก็ดังแทรกขึ้นมาทันที
"อ้าว นี่มันคุณหนูนิชาภัทรไม่ใช่เหรอครับ?" หุ้นส่วนชายวัยกลางคนที่มีศีรษะล้านเลี่ยนตรงกลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองเธอด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม "ทำไมล่ะครับ ไปปรนนิบัติสามีที่ตระกูลภูสมสายอยู่ตั้งสามปี เป็นแม่บ้านแม่เรือนจนเบื่อแล้วหรือไง ถึงได้วิ่งแจ้นกลับมาหาประสบการณ์ชีวิตที่บริษัท?"
สิ้นเสียงนั้น เสียงหัวเราะขบขันก็ดังตามมาเป็นระลอก
"คุณกวินพูดถูก การประชุมผู้ถือหุ้นนี่มันเรื่องความเป็นความตายของบริษัท ผู้หญิงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยจะเข้ามาเสนอหน้าทำไม?"
"นั่นสิครับคุณภากร น้องสาวคุณถึงจะเป็นผู้ถือหุ้นก็จริง แต่สามปีมานี้เธอเอาแต่เลี้ยงลูกดูแลผัวอยู่ก้นครัว จะไปทันเกมธุรกิจได้ยังไง ขืนให้คนนอกมาชี้นิ้วสั่งคนใน มีหวังพาพวกเราลงเหวกันหมด!"
ถ้อยคำดูถูกถากถางสาดซัดเข้ามาไม่หยุดหย่อน
ปัง!
ภากรตบโต๊ะเสียงดังสนั่นพร้อมกับลุกพรวดขึ้น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความโทสะ
"หุบปากกันให้หมด!"
หน้าอกของเขากระเพื่อมไหวด้วยแรงอารมณ์ อยากจะชี้หน้าด่ากราดพวกไม้ใกล้ฝั่งพวกนี้ให้สาสม
คนพวกนี้จะไปรู้อะไร!
ณิชาภัทรน้องสาวของเขา ก่อนแต่งงานเธอสอบได้ที่หนึ่งของคณะทุกปี สมัยเรียนก็ช่วยคุณพ่อสะสางปัญหาซับซ้อนในบริษัทมานับไม่ถ้วน โปรเจกต์ทำเงินหลายตัวก็มาจากมันสมองของเธอทั้งนั้น!
การแต่งงานสามปีที่ผ่านมา เธอแค่ไม่ได้ออกสื่อ ไม่ได้แปลว่าเธอทิ้งวงการ! และไม่ได้แปลว่าเขี้ยวเล็บของเธอจะทื่อลง!
"พี่คะ นั่งลงก่อน"
ในขณะที่ภากรกำลังจะระเบิดอารมณ์ปกป้องน้องสาว ณิชาภัทรกลับยื่นมือไปแตะแขนเขาเบาๆ เพื่อปราม
น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมไปด้วยพลังที่ทำให้คนฟังสงบลง
ณิชาภัทรรู้ดีว่า คนพวกนี้ขนาดพี่ชายเธอที่เป็นรักษาการประธานยังไม่ให้ความเกรงใจ นับประสาอะไรกับคำพูดของเธอ
การใช้ปากอธิบาย คือการแก้ตัวที่ไร้น้ำหนักที่สุด
ในเมื่อพวกเขาดูถูกเธอ เธอก็จะใช้สิ่งเดียวที่คนพวกนี้เข้าใจและยอมศิโรราบ งัดปากพวกเขาให้สนิท!
ณิชาภัทรค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้น กวาดมองไปรอบห้องด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง จ้องลึกเข้าไปในตาของคนที่ปากดีเมื่อครู่ ริมฝีปากสีแดงสดขยับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่ชัดเจนทุกพยางค์
"ก็ด้วยสิทธิ์ที่ดิฉัน... ถือหุ้นของบริษัทเขียวภักดีอยู่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์"
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางห้องประชุม!
ทุกคนชะงักค้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ยี่สิบเปอร์เซ็นต์?!
เป็นไปไม่ได้!
โครงสร้างผู้ถือหุ้นของเขียวภักดีเป็นเรื่องที่รู้กันดีในวงใน คุณอชิระผู้ก่อตั้งถืออยู่ยี่สิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ ภากร ณิชาภัทร และคุณหญิงนันท์ชวัลผู้เป็นแม่ ถือคนละสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในมือรายย่อยและกรรมการคนอื่น
เธอจะไปเอายี่สิบเปอร์เซ็นต์มาจากไหน?!
ณิชาภัทรเหมือนจะอ่านความคิดของพวกเขาออก มุมปากยกยิ้มเย็นชายิ่งกว่าเดิม
"คุณแม่ของดิฉัน ได้โอนหุ้นทั้งสิบเปอร์เซ็นต์ในชื่อของท่าน มาให้ดิฉันทั้งหมดแล้ว"
"และเรื่องนี้ นอกจากคนในครอบครัวเรา ก็ไม่มีใครรู้"
พูดง่ายๆ ก็คือ นอกจากบิดาที่ยังมีชื่อแขวนเป็นประธานใหญ่ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัทเขียวภักดีในตอนนี้ ก็คือเธอ... ณิชาภัทร!
ภากรหันขวับมามองน้องสาวด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ความประหลาดใจจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแห่งความเข้าใจ
อย่างนี้นี่เอง!
มิน่าล่ะ วันนี้ณิชาภัทรถึงได้พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม!
เขารับลูกต่อทันที เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบ
"ท่านกรรมการทั้งหลาย สิ่งที่น้องสาวผมพูด พวกคุณคงได้ยินชัดเจนแล้ว"
"ถ้าพวกคุณยังไม่ยอมรับในตัวน้องสาวผม คิดว่าเธอไม่มีคุณสมบัติพอจะร่วมตัดสินใจ..." เขาเว้นจังหวะ กวาดสายตามองไปรอบห้องแล้วเน้นเสียงทีละคำ "ผมก็ยินดีที่จะโอนหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของผม ให้น้องสาวด้วยเช่นกัน"
"และเมื่อถึงตอนนั้น การประชุมวันนี้คงไม่ใช่แค่ประชุมผู้ถือหุ้นธรรมดา" ภากรยิ้ม ทว่าเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
"แต่มันจะเป็นวาระการแต่งตั้งประธานกรรมการบริษัทเขียวภักดีคนใหม่"
น้ำหนักของประโยคนี้ รุนแรงยิ่งกว่าคำพูดของณิชาภัทรเมื่อครู่เสียอีก!
หุ้นของณิชาภัทรรวมกับภากร จะเท่ากับสามสิบเปอร์เซ็นต์! ซึ่งหมายถึงอำนาจการควบคุมเบ็ดเสร็จ!
ถึงเวลานั้น อย่าว่าแต่ร่วมตัดสินใจเลย พวกเขาอยากจะเขี่ยใครในห้องนี้ออกไป ก็เป็นเรื่องง่ายแค่พลิกฝ่ามือ!
ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบสงัดชนิดที่ว่าเข็มตกสักเล่มคงได้ยิน
กวินที่เมื่อครู่ยังปากเก่ง หน้าถอดสีสลับเขียวคล้ำ เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม ไม่กล้าปริปากแม้แต่คำเดียว
คนอื่นๆ ต่างก็นั่งนิ่งราวกับรูปปั้น สายตาที่มองณิชาภัทรเปลี่ยนจากความดูแคลนเป็นความยำเกรงและหวาดกลัวในพริบตา
ณิชาภัทรคลี่ยิ้มมั่นใจอย่างผู้ชนะ
เธอมองปฏิกิริยาของทุกคนด้วยความพึงพอใจ และกำลังจะเข้าสู่ประเด็นหลักเพื่อนำเสนอแผนงาน—
แอ๊ด—
ประตูบานหนาหนักของห้องประชุมถูกผลักเข้ามาจากด้านนอก
เสียงส้นสูงกระทบพื้นดังกังวานใกล้เข้ามา ร่างระหงในชุดสูทโอต์กูตูร์คอลเลกชันล่าสุดจากชาเนลเดินนวยนาดเข้ามาในห้อง
อริสามาพร้อมกับรอยยิ้มหวานหยดย้อยดูไร้พิษสง เธอโค้งศีรษะให้คนในห้องเล็กน้อย
"ขอโทษด้วยนะคะทุกท่าน พอดีรถติดมากเลยมาช้าไปหน่อย"
ภากรขมวดคิ้วแน่น กำลังจะเอ่ยปากไล่ถามว่าเธอมีสิทธิ์อะไรเข้ามาในห้องนี้
แต่อริสาราวกับมองไม่เห็นสีหน้าบึ้งตึงของเขา เธอเดินตรงไปยังเก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง นั่งลงอย่างเชื่องช้า ประสานมือวางบนโต๊ะพร้อมรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะใสซื่อบริสุทธิ์
"อ้อ ลืมแนะนำตัวไปเลยค่ะ ดิฉันเพิ่งเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเขียวภักดีหมาดๆ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ"
สายตาของณิชาภัทรปาดผ่านอริสาอย่างเรียบเฉย ก่อนจะเหลือบไปมองเก้าอี้ว่างอีกไม่กี่ตัวที่เหลือ แล้วก็เข้าใจสถานการณ์ทันที
ดูท่า... ในเมื่ออริสาซื้อหุ้นจากเธอไม่ได้ ก็คงไปกว้านซื้อจากพวกตาแก่ที่โดดประชุมวันนี้สินะ
แต่ทว่า...
ณิชาภัทรคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว หุ้นในมือพวกตาแก่พวกนั้นรวมกันแล้วยังไงก็ไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์
เศษหุ้นแค่นั้น จะไปสร้างคลื่นลมอะไรได้ ไม่น่ากลัวสักนิด
สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ คือการคุมเกมและดึงผู้ถือหุ้นที่เหลือในห้องนี้ให้มาอยู่ข้างพี่ชายให้หมด
เมื่อคิดได้ดังนั้น สีหน้าของณิชาภัทรจึงไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
"ยินดีต้อนรับค่ะ"
