บทที่ 6
แจ็คพยักหน้า แล้ววิ่งออกไปอย่างตื่นเต้น
แต่ครู่เดียวก็กลับมา แล้วส่ายหน้าให้ฉัน
"ผมหาโทรศัพท์แม่ไม่เจอ ในนั้นมีแต่โทรศัพท์ของป้าจอยครับ"
ฉันชะงักไป "โทรศัพท์ป้าจอยอยู่ในลิ้นชักหัวเตียงแม่เหรอ?"
แจ็คพยักหน้า
ความรู้สึกคลื่นไส้ตีตื้นขึ้นมาในอก ดูท่าสองคนนี้คงย้ายมาอยู่ด้วยกันอย่างออกหน้าออกตาแล้วสินะ แถมจอยยังทำตัวประหนึ่งเป็นนายหญิงของบ้านนี้เสียด้วย
ฉันแค่นหัวเราะในใจ ไม่ดูเงาหัวตัวเองบ้างเลยว่าคู่ควรหรือเปล่า!
ฉันเก็บสีหน้า แล้วพูดกับแจ็คต่อว่า "งั้นลูกช่วยแม่ไปดูที่ห้องทำงานพ่อหน่อยสิ ถ้ามีคนเห็น ลูกต้องจำไว้นะว่านี่เป็นความลับของเราสองคน ห้ามบอกใครเด็ดขาดนะลูก!"
เด็กๆ มักจะตื่นเต้นกับภารกิจแบบนี้อยู่แล้ว พอได้ยินแบบนั้นแกก็รีบกระโดดโลดเต้นออกไปทันที
แต่น่าเสียดายที่สักพักแกก็กลับมามือเปล่า "ลิ้นชักในห้องพ่อล็อคหมดเลยครับ หาไม่เจอ"
ดูท่าอาทิตย์คงจะซ่อนมือถือฉันไว้แล้วจริงๆ เพราะกลัวว่าฉันจะส่งข่าวบอกคนภายนอก
ฉันลูบหัวแจ็คเบาๆ "หาไม่เจอก็ไม่เป็นไรลูก อย่าลืมนะว่านี่เป็นความลับของเรา ห้ามบอกใครนะ"
แจ็คพยักหน้าอย่างจริงจัง แล้วเดินออกจากห้องไป
แต่ฉันกลับมองดูห้องที่มืดสลัวด้วยความสับสน อาทิตย์เอามือถือฉันไปซ่อนไว้ที่ไหนกันแน่? จะอยู่ที่ห้องทำงานหรือเปล่า? สงสัยฉันต้องหาโอกาสเข้าไปดูสักครั้งแล้ว
ไม่นานโชคชะตาก็เข้าข้างฉัน คืนนั้นไฟที่บ้านดับลง
แจ็ควิ่งมาบอกฉันว่าเขาจะออกไปกินข้าวข้างนอกกับพ่อและป้าจอย ฉันได้แต่พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
แต่ในใจกลับเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น โอกาสมาถึงแล้ว
พอรอจนทุกคนออกไป บ้านทั้งหลังก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด รอบตัวมืดมิดไปหมด
ฉันลุกจากเตียง เดินขึ้นไปที่ห้องทำงานชั้นบนแล้วบิดลูกบิดประตูเปิดเข้าไป
ในห้องเงียบกริบ แต่หัวใจฉันกลับเต้นแรงราวกับตีกลอง ทั้งที่รู้ว่าไม่มีใครอยู่บ้าน แต่เวลานี้ฉันกลับกลัวแทบตาย
ตู้กระจกในห้องสะท้อนแสงจันทร์จากหน้าต่าง ภายในตู้เรียงรายไปด้วยรางวัลความสำเร็จของบริษัทตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ฉันกวาดตามองผ่านๆ แล้วไปหยุดสายตาที่โต๊ะทำงานของอาทิตย์
ฉันเอื้อมมือไปดึงลิ้นชัก มันล็อคอยู่เหมือนที่แจ็คบอกจริงๆ คนอย่างอาทิตย์ระมัดระวังตัวเป็นที่สุด เขาไม่มีทางวางกุญแจทิ้งไว้ในที่ที่หาเจอได้ง่ายๆ แน่นอน
และก็เป็นไปตามคาด ฉันหาไปรอบหนึ่งแล้วแต่ไม่เจออะไรเลย
ฉันยืนอยู่กลางห้องทำงาน พยายามครุ่นคิดอย่างละเอียดว่าอาทิตย์จะเอากุญแจไปไว้ที่ไหน
จากที่ฉันรู้จักเขา เขาคงไม่ไว้ใจอะไรทั้งนั้น นอกจากตัวเขาเอง ซึ่งหมายความว่าเขาต้องพกกุญแจติดตัวไว้ตลอด
แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่บ้าน ฉันก็เลยมืดแปดด้านอีกครั้ง
ทันใดนั้น สมองฉันก็แล่นปรู๊ดขึ้นมา
อาทิตย์เป็นคนที่แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวชัดเจนมาก อย่างเช่นการออกไปกินข้าวเย็นนี้ เขาไม่มีทางพกกระเป๋าเอกสารไปด้วย และจะไม่รับสายเรื่องงานเด็ดขาด
และกุญแจดอกนั้นก็น่าจะอยู่ในกระเป๋าเอกสารของเขา
พอคิดได้ดังนั้น ฉันก็รีบวิ่งลงไปข้างล่างด้วยความตื่นเต้น ตรงไปที่โถงทางเข้า แล้วก็เจอกระเป๋าเอกสารของอาทิตย์วางอยู่ตรงนั้น
เป็นไปตามคาด พวงกุญแจสีเงินวาววับนอนสงบนิ่งอยู่ในนั้น
ฉันคว้ากุญแจแล้ววิ่งกลับขึ้นไปข้างบน ไล่ไขลิ้นชักโต๊ะทำงานทีละอัน จนกระทั่งเจอโทรศัพท์ของตัวเองในลิ้นชักหนึ่ง
ฉันรีบกดปุ่มเปิดเครื่องด้วยความร้อนรน แต่โทรศัพท์กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะฉันไม่ได้ใช้มันมาปีกว่าแล้ว แบตเตอรี่คงหมดเกลี้ยงไปนานแล้ว
แต่ตอนนี้ไฟดับ ฉันชาร์จแบตไม่ได้เลย
โทรศัพท์เครื่องนี้สำหรับฉันตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับก้อนอิฐธรรมดาๆ
ในขณะที่ฉันกำลังกระวนกระวายเดินวนไปวนมา จู่ๆ ไฟในห้องทำงานก็สว่างจ้าขึ้น
หัวใจฉันกระตุกวูบ นึกว่าอาทิตย์กลับมาแล้ว
จนกระทั่งฉันไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ ในบ้าน ถึงได้รู้ตัวว่าไฟมาแล้ว
เยี่ยมไปเลย สวรรค์เป็นใจช่วยฉันชัดๆ!
ฉันรีบหาที่ชาร์จมาเสียบอย่างตื่นเต้น ไม่นานหน้าจอโทรศัพท์ก็สว่างขึ้น
ฉันใส่รหัสผ่านตามความทรงจำ แต่กลับปลดล็อคไม่ได้
ตอนนั้นเองที่ฉันรู้ตัวว่าไอ้สารเลวอาทิตย์มันเปลี่ยนกระทั่งรหัสผ่านของฉัน
ฉันลองสุ่มรหัสอยู่หลายครั้งก็ไม่ถูก จนโทรศัพท์ถูกล็อคไปสามสิบวินาที
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันคงเสียเวลาอันมีค่านี้ไปเปล่าๆ ฉันกลั้นหายใจพยายามตั้งสติคิดว่าอาทิตย์จะใช้รหัสอะไร
พอครบสามสิบวินาที เหมือนอะไรดลใจให้ฉันลองใส่รหัสเป็นวันเกิดของจอย แล้วโทรศัพท์ก็ปลดล็อคได้จริงๆ
ความโกรธพุ่งพล่านขึ้นมาในอก อาทิตย์ลักลอบได้เสียกับจอยก็เรื่องหนึ่ง แต่ถึงขั้นเอารหัสวันเกิดจอยมาตั้งเป็นรหัสผ่านมือถือฉัน นี่มันไม่เห็นหัวกันเลยชัดๆ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามามัวโกรธแค้นเรื่องพวกนี้ ฉันรีบกดโทรหา 'แอนน์' เพื่อนสนิทที่สุดของฉัน
เวลานี้ฉันเชื่อใจได้แค่เธอคนเดียวเท่านั้น
เสียงรอสายดังไม่นานปลายสายก็รับ แอนน์ยังคงน้ำเสียงเนือยๆ เหมือนเดิม
"ฮัลโหล? ว่าไงอาทิตย์? ยัยจันทร์เพื่อนฉันเป็นยังไงบ้าง?"
ดูท่าอาทิตย์คงจะใช้เบอร์นี้โทรหาแอนน์บ่อยๆ ไม่งั้นเธอคงไม่มีปฏิกิริยาแบบนี้
ฉันรีบพูดขึ้นว่า "แอนน์ นี่ฉันเองนะ!"
แอนน์ชะงักไป "จันทร์เหรอ? แกเป็นยังไงบ้าง? ตลอดปีที่ผ่านมาฉันพยายามจะไปเยี่ยมแก แต่อาทิตย์ก็กีดกันท่าเดียว ฉันล่ะโมโหจะตายอยู่แล้ว แกต้องจัดการเขาให้ฉันนะ!"
พอได้ยินเสียงแอนน์ น้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
"แอนน์... พวกเราโดนอาทิตย์หลอกกันหมดแล้ว"
ฉันเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ฉันเพิ่งรู้ให้เธอฟังอย่างละเอียด
แอนน์โกรธจนแทบจะลุกขึ้นเต้น "มันจะมากเกินไปแล้ว! อีตาอาทิตย์กับนังจอยกล้าทำเรื่องระยำแบบนี้ได้ยังไง? แล้วฉันก็โง่เชื่อมันมาได้ตั้งปีกว่า!"
"แกรอก่อนนะ ฉันจะไปหาแกเดี๋ยวนี้แหละ"
ฉันรีบห้ามแอนน์ไว้ "แอนน์ ตอนนี้ยังไม่ได้ ลูกยังอยู่ในกำมือพวกมัน ถ้าฉันหนีไปคนเดียวมันง่าย แต่ฉันต้องเอาลูกและบริษัทของฉันคืนมาให้ได้ทั้งหมด!"
ฉันขอให้แอนน์หาทางส่งมือถืออีกเครื่องเข้ามาให้ เพื่อจะได้ติดต่อกันสะดวกขึ้นในภายหลัง เพราะฉันคุยโทรศัพท์เครื่องนี้นานไม่ได้ เดี๋ยวอาทิตย์จะจับพิรุธได้
หลังจากวางสาย ฉันก็ลบประวัติการโทรทิ้ง รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก พอมีแอนน์คอยช่วย ฉันก็เบาใจไปได้เปราะหนึ่ง
ฉันกลับมานอนบนเตียง แต่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เอากุญแจไปคืนในกระเป๋าของอาทิตย์
ฉันลุกขึ้นรีบลงไปข้างล่าง เอากุญแจใส่คืนที่เดิมอย่างรวดเร็ว แต่จังหวะที่กำลังจะกลับขึ้นข้างบน เสียงประตูหน้าบ้านก็ดังขึ้น
ฉันได้ยินเสียงแจ็คตะโกน "เย้! ไฟมาแล้ว!"
ฉันรู้ว่าเวลานี้ยังไงก็คงหนีกลับเข้าห้องไม่ทันแน่ๆ เลยตัดสินใจเดินเข้าไปรินน้ำในครัวแทน
พอเดินออกมาก็สบตากับอาทิตย์และจอยพอดี
พวกเขาชะงักไป ดูเหมือนจะคาดไม่ถึงว่าฉันจะอยู่ข้างล่าง
"ที่รัก? คุณลงมาทำอะไรตรงนี้?"
ฉันชูแก้วน้ำในมือให้ดู "พวกคุณหายไปไหนกันมา? ฉันหิวน้ำจะแย่ เลยต้องลงมาหาน้ำกินเองนี่ไง"
