บทที่ 1 สามีสวมรอย EP 1
บรรยากาศภายในห้องรับแขกสุดหรูของคฤหาสน์ตระกูลประภพเวลานี้ คุกรุ่นและตึงเครียดราวกับมีกองเพลิงที่มองไม่เห็นสุมอยู่ตรงกลาง เครื่องปรับอากาศที่เย็นเฉียบไม่ได้ช่วยดับความเดือดดาลของประมุขแห่งตระกูลกำพลได้เลยแม้แต่น้อย
“นี่มันอะไรกันประภพ แกเห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างนั้นหรือ”
กำพลตะคอกลั่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ชี้หน้าเจ้าของบ้านที่เอาแต่นั่งก้มหน้าหลบสายตาอยู่บนโซฟาหลุยส์ราคาแพง โดยมีภรรยาอย่างพิณนารานั่งร่ำไห้ด้วยความเสียใจและรู้สึกผิดอยู่เคียงข้าง ท่าทีจำนนของทั้งสองยิ่งทำให้กำพลเดือดพล่านราวกับน้ำที่กำลังเดือดปะทุในเตาไฟ
มีอย่างที่ไหนมาบอกว่าให้เลื่อนงานแต่งงาน ทั้งที่ทุกอย่างเตรียมการเอาไว้หมดแล้ว พรุ่งนี้คือวันงาน แขกเหรื่อที่จะมาร่วมเป็นสักขีพยานล้วนแล้วแต่เป็นคนใหญ่คนโตระดับประเทศ ทั้งในแวดวงธุรกิจไฮโซและนักการเมืองระดับแนวหน้า แล้วแบบนี้เขาในฐานะนักการเมืองรุ่นเก๋าที่คร่ำหวอดในวงการมานานนับยี่สิบปี จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
อุตส่าห์ป่าวประกาศงานแต่งของบุตรสาวเพียงคนเดียวเสียใหญ่โต แต่พอจะถึงวันงานอยู่รอมร่อ เจ้าบ่าวที่เขาเปรียบเสมือนลูกชายอีกคน เด็กหนุ่มที่เขารักและเอ็นดู ส่งเสียให้ร่ำให้เรียนเสียจนจบปริญญาโทจากเมืองนอกเมืองนา หมายมั่นปั้นมือว่าจะให้กลับมาดูแลกิจการไร่องุ่นนับร้อยไร่และโรงผลิตไวน์ที่ชื่อเสียงกระฉ่อนไปไกลถึงต่างประเทศ รวมถึงเป็นลูกเขยที่จะคอยดูแลบุตรสาวสุดที่รักไปจนสิ้นลมหายใจ กลับมาหนีหายอย่างไร้ร่องรอย
“ฉันขอโทษ”
ประภพ เจ้าของบ้านที่พ่วงตำแหน่งเพื่อนรักสมัยมหาวิทยาลัย พร่ำพูดได้แต่คำว่าขอโทษ น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความอับอาย เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นความผิดของครอบครัวเขาเพียงฝ่ายเดียว ที่ไม่อาจรั้งตัว ‘ปราณ’ บุตรชายคนโตเอาไว้ได้ อยู่ๆ เจ้าตัวดีก็แอบเก็บกระเป๋า ทิ้งไว้เพียงจดหมายสั้นๆ ซองหนึ่ง บอกว่ายังไม่พร้อมที่จะแต่งงาน แต่ไม่กล้าปฏิเสธซึ่งๆ หน้าเพราะหวั่นเกรงบารมีของกำพล จึงตัดสินใจหนีเอาตัวรอด ทิ้งภาระและหน้าตาที่พังทลายไว้ให้พ่อแม่รับกรรม
“คำว่าขอโทษมันช่วยอะไรได้หรือไง งานแต่งจัดขึ้นพรุ่งนี้ แกคิดว่าฉันควรจะทำยังไง ยืนถือไมค์ยกเลิกงาน แล้วป่าวประกาศบอกใครต่อใครว่าลูกสาวของฉันถูกเจ้าบ่าวทิ้งกลางอากาศอย่างนั้นเหรอ”
“ขวัญไม่ยอมหรอกนะคะ”
ร่างระหงในชุดเดรสแบรนด์เนมเข้ารูปผุดลุกขึ้นจากโซฟา เพลงขวัญพยายามระงับสติอารมณ์ที่กำลังจะระเบิดเต็มแก่ มือเรียวที่ถูกตกแต่งเล็บมาอย่างดีกำกระดาษจดหมายสั่งลาของปราณแน่นจนยับยู่ยี่
“ขวัญเป็นถึงดารามีหน้ามีตาในสังคม อยู่ๆ ต้องมาเป็นข่าวหน้าหนึ่งว่าเจ้าบ่าวหนีงานแต่งแบบนี้ แล้วขวัญจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ถ้าไม่อยากแต่งตั้งแต่ทีแรก แล้วจะมาขอขวัญแต่งงานทำไมกัน เห็นขวัญเป็นตัวอะไร ตลกกันมากหรือไงคะ”
หญิงสาวกวาดสายตาแข็งกร้าวพร้อมจะเหวี่ยงทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ให้เละเป็นโจ๊ก ถ้าไม่ติดว่าคุณอาทั้งสองเป็นเพื่อนรักของคุณพ่อ เธอคงได้ถอนหงอกด่ากราดจนหมดหัวไปแล้ว ด้วยอุปนิสัยของเพลงขวัญที่เป็นคนค่อนข้างโผงผาง ไม่เคยยอมสยบให้ใคร โดยเฉพาะคนที่ทำให้เธอไม่พอใจด้วยแล้ว อย่าหวังว่าคนอย่างดาราสาวฉายาตัวแม่จะปล่อยให้อยู่อย่างสงบสุข
หึง! คิดแล้วมันน่าเจ็บใจนัก อยากจะตามไปตบหน้าไอ้เจ้าบ่าวเฮงซวยให้เลือดกบปาก มีอย่างที่ไหนมาทิ้งจดหมายอ้างว่าเกรงกลัวบารมีคุณพ่อ เหตุผลพรรค์นั้นมันยังไม่ทำให้เธอโกรธจนตัวสั่น เท่ากับใจความในย่อหน้าสุดท้ายที่เธอกำลังบีบมันอยู่ในมือเวลานี้
‘ผมไม่อาจยอมรับเรื่องเด็กในท้องของขวัญได้ ผมแต่งงานกับขวัญผมก็อยากที่จะมีลูกของตัวเอง ไม่ใช่ลูกของคนอื่นแบบนี้ อย่าโกรธผมเลยนะขวัญ ผมคงทนรับสายตาของคนอื่นที่มองผมเหมือนเป็นควายไม่ได้’
หน็อย! คิดว่าตัวเองเป็นใครกันถึงได้กล้ามาตัดสินเพลงขวัญแบบนี้ โง่ งมงาย เชื่อเข้าไปสิไอ้พาดหัวข่าวเสี้ยมจอมปลอมพวกนั้น ทำไมถึงไม่โผล่หัวมาถามเธอเองตรงๆ ว่าเป็นจริงอย่างที่ข่าวลงหรือเปล่า ไม่ใช่คิดทึกทักเอาเองแล้ววิ่งหางจุกตูดหนีไป ทิ้งความฉิบหายเอาไว้ให้เธอแบบนี้
