บทที่ 10 สามีสวมรอย EP10
“ทั้งที่คุณเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องท้องมันเป็นความจริงหรือข่าวลือ คุณไม่ใช่คนไร้เหตุผลแบบนี้นะพิณ คุณรู้ไหมว่าการที่คุณช่วยตาไม้หนี มันทำให้สถานการณ์ทุกอย่างยิ่งเลวร้ายลงไปแค่ไหน หนูขวัญเองก็ยืนยันแล้วว่าไม่ได้เป็นอย่างที่สื่อประโคมข่าว คุณเป็นผู้ใหญ่ คุณไม่ควรหูเบาและให้ท้ายลูกในทางที่ผิด”
“ฉันก็แค่ทำหน้าที่ของคนเป็นแม่ ในเมื่อลูกไม่อยากแต่งงาน ฉันก็ต้องช่วยหาทางออกให้ลูกสิคะ”
“แล้วผลลัพธ์มันเป็นยังไงล่ะพิณ สุดท้ายคนที่ต้องมารับเคราะห์ รับกรรมแทน ก็คือตาหมอก คุณหยุดให้ท้ายและปกป้องตาไม้แบบผิด ๆ เสียที ที่ตาไม้กลายเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ขาดความรับผิดชอบแบบนี้ มันเป็นเพราะใครถ้าไม่ใช่เพราะคุณ”
“นี่คุณกำลังด่าฉัน โทษฉันอยู่หรือคะภพ” พิณนาราระเบิดเสียงกลับ น้ำตารื้นขึ้นมาด้วยความโกรธและน้อยใจ นางทำอะไรผิดนักหนา การที่แม่คนหนึ่งอยากปกป้องลูกชายจากผู้หญิงที่มีข่าวคาว และอยากให้ลูกมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข มันผิดมากหรือไง
“ผมไม่ได้โทษคุณคนเดียว แต่ผมกำลังโทษ ‘เรา’ ต่างหาก” เสียงของประภพอ่อนลง แต่เต็มไปด้วยความปวดร้าว “เราเลี้ยงลูกมาด้วยความลำเอียง เลี้ยงตาไม้แบบตามใจจนเสียคน ขีดเส้นทางปูพรมแดงให้เดิน ใช่ว่าผมจะไม่รู้ว่าตาไม้แอบไปทำเรื่องเสื่อมเสียอะไรไว้ลับหลังบ้าง แต่เพราะผมรัก ผมถึงหลับตาข้างหนึ่ง”
ประภพก้าวเข้าไปจับไหล่ภรรยา บีบเบา ๆ เพื่อเรียกสติ “แต่คุณลองมองดูตาหมอกสิพิณ คุณเห็นความแตกต่างไหม ลูกคนหนึ่งคุณรักและประคบประหงมจนไม่รู้จักโต แต่อีกคน เราแทบไม่เคยกางปีกปกป้อง ไม่เคยส่งเสริมอะไรเขาเลยด้วยซ้ำ แต่เขากลับดิ้นรนสร้างเนื้อสร้างตัวจนประสบความสำเร็จ ผมไม่ได้อยากเปรียบเทียบลูกตัวเอง แต่ผมแค่อยากให้คุณนึกถึงจิตใจของตาหมอกบ้าง คุณมีลูกชายสองคนนะพิณ ไม่ใช่มีแค่ตาไม้คนเดียว”
ประภพไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิภรรยารุนแรง แต่รอยร้าวของความลำเอียงที่ฝังรากลึกมานาน มันทำให้เขาสะท้อนใจ ลึก ๆ แล้วเขารู้ว่าปริญญ์ต้องแอบรู้สึกน้อยใจอยู่บ้าง เพียงแต่เด็กคนนั้นเข้มแข็งเกินกว่าจะแสดงความอ่อนแอออกมาให้พ่อแม่เห็น
พิณนารายืนนิ่งงัน น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม นางเถียงไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว เพราะรู้เต็มอกว่าสิ่งที่สามีพูดคือความจริงทุกประการ
แต่ไหนแต่ไร นางผูกพันและโอ๋ตาไม้มากกว่าตาหมอกจริง ๆ มันเริ่มมาจากตอนเด็ก ๆ ที่ตาไม้ร่างกายอ่อนแอ ป่วยบ่อย อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยก็ต้องแอดมิตเข้าโรงพยาบาล ทำให้สัญชาตญาณความเป็นแม่ของนางทุ่มความสนใจไปที่ลูกคนโตจนหมด จนละเลยลูกชายอีกคนที่ร่างกายแข็งแรงกว่า ใช่ว่านางไม่รักตาหมอก แต่เพราะเขาเก่ง เป็นผู้ใหญ่ และดูแลตัวเองได้ดีมาตลอด นางจึงชะล่าใจและปล่อยปละละเลยเขา
“แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไงคะ ไม่ใช่ว่าฉันไม่รักตาหมอกเสียหน่อย คุณเองก็รู้” นางสะอื้นถามเสียงสั่น
“ผมรู้ว่าคุณรักลูก แต่คำถามคือ แล้วลูกล่ะ เขารู้หรือเปล่า” ประภพจ้องลึกลงไปในดวงตาที่พร่ามัวด้วยน้ำตาของภรรยา “คุณบอกรักตาไม้ทุกเช้า แล้วกับตาหมอกล่ะพิณ คุณจำได้ไหมว่า คุณกอดและบอกว่ารักเขา ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”
คำถามนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจ พิณนาราเข่าอ่อนทรุดลงนั่งกับโซฟา ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาย
คำพูดของสามีไม่มีคำไหนเกินจริงเลย นางบอกรักลูกชายคนโต โทรหา ไลน์ถามไถ่แทบทุกวัน แต่กับปริญญ์ล่ะ นางแทบจะจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าดึงร่างหนา ๆ นั้นเข้ามากอดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ตลอดห้าปีที่ลูกชายคนเล็กไปตากแดดตากลมสร้างฟาร์มอยู่ที่เกาะทางใต้ นับครั้งได้ที่นางบินลงไปเยี่ยม การพูดคุยก็มีแค่โทรศัพท์หาเดือนละไม่กี่ครั้ง ถามไถ่เรื่องสารทุกข์สุกดิบทั่วไป แต่ไม่เคยเลย ไม่มีสักครั้งเดียวที่นางจะหลุดปากพูดคำว่ารักและคิดถึง ให้ลูกคนนี้ได้ชื่นใจ
“ยังไม่สายเกินไปหรอกนะพิณ ถ้าคุณจะเริ่มแสดงความรักให้เขาเห็นตั้งแต่วันนี้” ประภพดึงร่างภรรยาเข้ามากอดลูบหลังปลอบโยน “เหตุการณ์ครั้งนี้มันสอนอะไรเราได้หลายอย่างนะ ตาหมอกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าเราจะละเลยเขาแค่ไหน แต่สำหรับเขา ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าคำว่าครอบครัว”
ชายสูงวัยถอนหายใจยาวเมื่อนึกถึงหลานสาวอีกคน “ส่วนหนูขวัญ การที่เด็กคนนั้นมีนิสัยแข็งกร้าว เอาแต่ใจ ก็มาจากการอบรมเลี้ยงดูที่ขาดความอบอุ่น ซึ่งก็ไม่ได้ต่างอะไรจากครอบครัวเราหรอก กำพลเลี้ยงลูกมาตัวคนเดียวในสังคมที่ต้องแก่งแย่งชิงดี หนูขวัญก็เลยต้องสร้างเกราะป้องกันตัวเองแบบนั้น แต่ผมเชื่อนะพิณ ผมเชื่อว่าถ้าหนูขวัญได้แต่งงานกับตาหมอก ได้อยู่ใกล้ชิดกับคนที่มีความสุขุมและใจเย็น บางทีความรักและความใส่ใจของตาหมอก อาจจะช่วยกะเทาะเปลือกและดึงหลานสาวที่น่ารักคนเดิมของเรากลับมาได้”
“ค่ะ” พิณนาราสะอื้น รับคำสั้น ๆ ในอ้อมกอดสามี
มือบางกำแน่น สัญญากับตัวเองในใจว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป นางจะมอบความรัก ความใส่ใจให้แก่ลูกทั้งสองเท่าๆ กัน
