บทที่ 13 สามีสวมรอย EP13

เพลงขวัญพูดไม่ออก ก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง สถานะของเธอจะเปลี่ยนไป กลายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของไอ้ผู้ชายปากปีจอคนนี้ ทั้งที่ตกลงกันแล้วว่าจบงานก็ต่างคนต่างอยู่ แล้วจะผูกมัดกันด้วยกระดาษแผ่นนั้นไปเพื่ออะไร

“ขวัญกับหมอก ตอนนี้เป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และที่ไม่มีใครบอกลูกล่วงหน้า ก็เพราะพ่อเป็นคนขอร้องคุณอาทั้งสองเอาไว้เอง” กำพลรับสารภาพด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“คุณพ่อทำแบบนี้ทำไมคะ ขวัญไม่เข้าใจ แค่จัดงานแต่งบังหน้าก็น่าจะจบเรื่องแล้ว พอเสร็จงานก็ต่างคนต่างอยู่สิคะ”

“จะไม่มีการต่างคนต่างอยู่ทั้งนั้น ขวัญและหมอกจะต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ในฐานะสามีภรรยา”

กำพลประกาศกร้าว ก่อนที่น้ำเสียงดุดันจะค่อย ๆ อ่อนลงเมื่อเห็นหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยในตาของลูกสาว

“มันถึงเวลาแล้วนะลูก ที่หนูจะต้องเรียนรู้และรับช่วงต่อกิจการของเรา พ่อเหนื่อยแล้วนะขวัญ พ่อแก่เกินกว่าจะแบกรับงานทุกอย่างเอาไว้คนเดียว ตอนลูกเรียนจบแล้วบอกว่าอยากเข้าวงการบันเทิง พ่อก็ตามใจเพราะเห็นว่ามันคือความสุขของลูก พ่อสนับสนุนหนูทุกอย่าง แต่หนูรู้ไหมขวัญ ว่าตั้งแต่ลูกก้าวเข้าไปยืนในแสงสว่างจอมปลอมนั่น ไม่เคยมีวันไหนเลยที่พ่อจะมีความสุข”

ร่างท้วมของกำพลทรุดนั่งลงบนโซฟา ดูแก่ชราลงไปถนัดตา

“ข่าวทุกข่าวที่เกิดขึ้นกับลูก มันไม่ใช่ข่าวที่ทำให้พ่อภูมิใจเลย มีแต่ข่าวสาดสีตีไข่ ข่าวเสียหายเรื่องผู้ชายไม่เว้นแต่ละวัน”

“แต่คุณพ่อก็รู้ความจริงนี่คะ ว่าขวัญไม่ได้เป็นคนมั่วแบบนั้น” เพลงขวัญเถียงเสียงอ่อนลง หัวใจกระตุกวูบ บิดาไม่เคยระบายความอึดอัดใจให้เธอฟังแบบนี้มาก่อนเลย ลึก ๆ เธอก็ยอมรับผิดว่าตัวเองเป็นลูกที่ละเลยความรู้สึกของพ่อ คิดเอาเองตื้น ๆ ว่าแค่ข่าวไร้สาระ พ่อคงไม่คิดมาก

“พ่อรู้ลูก พ่อรู้ดีว่าลูกสาวพ่อเป็นคนยังไง แต่สังคมเขาไม่ได้รู้อย่างพ่อ” กำพลเงยหน้าขึ้นสบตาบุตรสาว

“พ่อเป็นนักการเมือง เป็นผู้ใหญ่ที่มีคนนับหน้าถือตา แต่พักหลังมานี้ เวลาพ่อไปงานสังคม ทุกสายตาที่มองมาที่พ่อ มันเต็มไปด้วยการเหยียดหยาม ซุบซิบนินทา พ่อไม่สามารถสวมหน้ากากทำตัวเฉยชากับสายตาพวกนั้นได้เหมือนที่ลูกทำหรอกนะขวัญ และนี่แหละ คือเหตุผลที่พ่ออยากให้ขวัญแต่งงานกับผู้ชายที่พ่อไว้ใจ ผู้ชายที่พ่อมองขาดว่ามีศักยภาพพอที่จะปกป้องดูแลลูกแทนพ่อได้ พ่อคงจะนอนตายตาหลับ ถ้าได้เห็นลูกอยู่ในความดูแลของตาหมอก”

“แต่นายนั่นไม่ใช่ปราณนะคะพ่อ เขาเป็นแค่นายปริญญ์ เป็นแค่ตัวแทนที่มาสวมรอยเไม่พื่อกู้สถานการณ์ไม่ใช่หรือคะ”

“ไม่มีการสวมรอยอะไรทั้งนั้น นับจากวินาทีที่จรดปากกา สามีของลูกคือปริญญ์ ชื่อในทะเบียนสมรสก็คือปริญญ์ ป้ายชื่อที่ติดหน้างานและบนเวทีก็คือปริญญ์ ไม่ใช่ปราณ เพราะฉะนั้น พ่อขอให้เรื่องนี้มันจบลงตรงนี้ ทำเพื่อความสบายใจของพ่อสักครั้งเถอะนะขวัญ”

กำพลทอดสายตามองบุตรสาวด้วยความสงสารและเด็ดขาดในทีเดียวกัน เขาไม่มีวันยอมให้การลงทุนครั้งนี้จบลงด้วยการหย่าร้างเด็ดขาด ผู้ชายที่เป็นทองแท้อย่างปริญญ์ไม่ได้หาเจอกันง่าย ๆ สักวันหนึ่ง เพลงขวัญจะต้องขอบคุณเขาที่ดึงดันบังคับให้แต่งงานในวันนี้

“การแต่งงานที่ถูกบังคับ ปราศจากความรักความผูกพัน ยังไงมันก็อยู่กันไม่ยืดหรอกค่ะพ่อ สุดท้ายเราก็ต้องหย่ากันอยู่ดี อีกอย่าง ขวัญก็ตัดสินใจแล้วว่าจบงานคืนนี้ ขวัญจะบินไปพักผ่อนที่ยุโรป” หญิงสาวยื่นคำขาด

พิณนาราและประภพที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ ได้แต่ลอบถอนหายใจยาว พวกเขาไม่เข้าใจความคิดของหนุ่มสาวสมัยนี้เลยจริง ๆ ทำไมถึงได้มองเรื่องการหย่าร้างเป็นเรื่องล้อเล่น พูดกันง่ายดายเหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า สำหรับคนหัวโบราณอย่างพวกเขา เมื่อแต่งงานกันแล้วก็ต้องมีผัวเดียวเมียเดียว ต่อให้เริ่มต้นโดยปราศจากความรัก แต่ถ้าได้ลองใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ความผูกพันก็จะก่อตัวขึ้นกลายเป็นความรักไปเอง

“เอาแบบนี้ดีไหมหนูขวัญ เรื่องอนาคตหลังจากนี้ เราค่อยมาหารือกันอีกรอบหลังจบงาน” ประภพก้าวเข้ามาไกล่เกลี่ยด้วยน้ำเสียงประนีประนอม

“ยังไงวันนี้ก็ยังเหลืองานเลี้ยงฉลองที่ต้องรับแขกอีกมาก ไปพักผ่อนเอาแรงกันก่อนดีกว่า ขืนเถียงกันไปตอนนี้ก็ไม่มีใครยอมใครอยู่ดี อาเชื่อนะว่า ถึงแม้หนูขวัญกับตาหมอกจะไม่ได้เริ่มทำความรู้จักหรือศึกษานิสัยใจคอกันมาก่อน แต่อาขอเวลาสักนิด ถ้าพวกลูกสองคนยอมลดทิฐิ เปิดใจ และลองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันดู บางที ความคิดและความอคติในวันนี้ อาจจะเปลี่ยนไปก็ได้นะลูก”

ประภพพยายามใช้เหตุผลเข้าลูบ เพราะรู้จังหวะดีว่าขืนดึงดันคุยกันตอนนี้ รังแต่จะพังกันไปข้างหนึ่ง อีกอย่าง เขาดูแววตากำพลออกว่า ไม่มีทางยอมให้เกิดการหย่าร้างขึ้นง่าย ๆ แน่

“ไม่มีทางค่ะ”

“ไม่มีวันครับ”

เสียงของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวสวนขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป