บทที่ 8 สามีสวมรอย EP8

“อย่ามาสั่งสอนฉัน นายมันก็แค่ตัวแทน การแต่งงานพรุ่งนี้มันก็แค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้น”

เพลงขวัญกระแทกเสียงทิ้งท้าย ก่อนจะหมุนตัวสะบัดหน้าเดินหนีไปหาบิดาที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาในห้องรับแขก หลังจากที่ท่านขอตัวไปคุยกับคุณอาประภพตามลำพัง เธอไม่อยากเสวนากับผู้ชายปากคอเราะร้ายคนนี้อีกต่อไปแล้ว เพราะยิ่งคุยก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกเขามองทะลุปรุโปร่งจนน่าหงุดหงิด

“คุณพ่อคุยธุระเสร็จแล้วใช่ไหมคะ ถ้างั้นเรากลับกันเถอะค่ะ” ทันทีที่ประชิดตัวบิดา เพลงขวัญก็ร้องขอกลับบ้านทันที เธออึดอัดจนไม่อยากยืนหายใจร่วมกับคนในบ้านหลังนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว

“อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนสิหนูขวัญ” พิณนาราเอ่ยชวนตามมารยาท แม้ว่าใจจริงจะไม่ได้พิศวาสอยากได้หลานสาวคนนี้มาเป็นสะใภ้สักเท่าไร ตราบใดที่นางยังปักใจเชื่อข่าวคาวหน้าหนึ่งนั่น

“ไม่ละค่ะ ขวัญกินไม่ลง” เพลงขวัญปฏิเสธทันควัน ไม่เหลือเยื่อใย เพราะเธอยังจำถ้อยคำดูถูกของคุณอาพิณนาราก่อนหน้านี้ได้ฝังใจ

“แล้วพบกันพรุ่งนี้ที่โรงแรมนะหนูขวัญ อาขอโทษแทนพี่เขาด้วยนะลูก” ประภพเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดูและรู้สึกผิด

“ค่ะ ขวัญลาละค่ะ” เพลงขวัญพนมมือไหว้บิดามารดาของเจ้าบ่าวตัวแทนอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะเดินกระแทกส้นเท้ากลับไปที่รถซึ่งจอดรออยู่บริเวณหน้าคฤหาสน์

“ฉันขอบใจมากนะภพ พิณ หมอกด้วยนะลูก อาขอบใจจริง ๆ ที่ช่วยรักษาเกียรติและหน้าตาให้กับน้อง”

กำพลเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ หลังจากตกลงเงื่อนไขกับเพื่อนรักเสร็จสรรพแล้วว่า งานแต่งงานในวันพรุ่งนี้จะดำเนินต่อไปตามกำหนดการเดิมทุกประการ และคนที่จะก้าวขึ้นเวทีไปเป็นเจ้าบ่าว รวมถึงถือทะเบียนสมรส คู่กับบุตรสาวของเขา จากนายปราณ ก็จะถูกสลับตัวเป็นปริญญ์แทน ผู้ชายที่เขามองขาดและหมายมั่นอยากได้มาเป็นลูกเขยตั้งแต่แรกเริ่ม

พิณนารามองแผ่นหลังของกำพลที่เดินจากไปด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทุกอย่างจบลงและมีข้อสรุปแล้วก็จริง ทว่าลึก ๆ นางยังต่อต้านอยู่ดี งานแต่งดำเนินต่อไปโดยเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าว ข้อนี้นางจำใจยอมรับเพื่อรักษาหน้าตาทางสังคมได้ แต่ส่วนเรื่องที่จะบังคับให้เด็กสองคน จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายนั้น นางไม่เห็นด้วยเลยสักนิด

“หมอก แน่ใจแล้วใช่ไหมลูก”

ประภพหันกลับมาเอ่ยถามบุตรชายคนเล็กเป็นครั้งสุดท้าย น้ำเสียงของคนเป็นพ่อเต็มไปด้วยความห่วงใย เพราะตั้งแต่เล็กจนโต เขาไม่เคยตีกรอบหรือบังคับจิตใจปริญญ์เลยแม้แต่ครั้งเดียว เขารู้ดีว่าเด็กคนนี้ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไร ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดมักจะออกมาดีเสมอ เขาทำได้เพียงเป็นกำแพงคอยสนับสนุนและยืนเคียงข้างอยู่ห่าง ๆ

“การแต่งงานไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะหมอก ลูกรู้ใช่ไหม” พิณนาราสำทับอีกแรง

“ผมไม่ใช่ไม้นะครับแม่ ที่จะก่อเรื่องแล้วทิ้งปัญหาหนีไปอย่างไร้ความรับผิดชอบ ใช่ว่าผมจะไม่เคยตามล้างตามเช็ดวีรกรรมของไม้เสียเมื่อไร เพียงแต่คราวนี้ สเกลงานมันอาจจะใหญ่ระดับประเทศกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาก็เท่านั้นเอง” ปริญญ์ตอบยิ้ม ๆ หวังให้มารดาคลายกังวล

“ถ้าแต่งงานเสร็จแล้ว ลูกจะทำยังไงต่อไป”

นี่คือสิ่งที่ประภพกังวลที่สุด หลังจากได้ฟังเจตนารมณ์อันแรงกล้าของกำพลที่ตั้งใจจะยกกิจการให้ปริญญ์รับช่วงต่อ เพื่อที่ตัวเองจะได้ลงสนามการเมืองอย่างเต็มตัว ครั้นจะปล่อยให้เพลงขวัญผู้ซึ่งไม่มีหัวด้านการบริหารมาดูแลไร่องุ่นและโรงบ่มไวน์นับร้อยไร่ตามลำพัง กำพลก็กลัวว่าธุรกิจที่สร้างมากับมือจะพังครืนไม่เป็นท่า

“ก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิมไงครับ จบงานแต่ง เคลียร์สื่อเสร็จ ผมก็เก็บกระเป๋ากลับเกาะ” ปริญญ์ตอบหน้าตาเฉย ราวกับว่าพรุ่งนี้เขาแค่ไปรับจ้างเดินแบบขัดตาทัพ

“แล้วหนูขวัญล่ะลูก” ประภพโยนหินถามทาง

“เขาก็อยู่ส่วนเขาที่กรุงเทพฯ สิครับ ชีวิตใครชีวิตมัน”

“ทำแบบนั้นได้ที่ไหนกัน หลังแต่งงานลูกกับหนูขวัญก็กลายเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามประเพณีแล้วนะ”

พิณนาราแย้งทันควัน เพราะต่อให้นางไม่ปลื้มลูกสะใภ้คนนี้ แต่ในฐานะผู้หญิง นางคงไม่ยอมให้ลูกชายแต่งงานแล้วทิ้งขว้างให้ฝ่ายหญิงอยู่ลำพังอย่างแม่ม่ายขันหมากแน่ แม้การแต่งงานครั้งนี้จะไม่ได้เริ่มต้นด้วยความรัก แต่ก็แอบหวังลึก ๆ ว่า ความเข้มงวด นิ่งขรึม และความอดทนสูงของปริญญ์ อาจจะช่วยปราบพยศและขัดเกลาเพลงขวัญที่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ให้กลับมาเป็นหลานสาวที่น่ารักเหมือนสมัยวัยเด็กได้ ซึ่งข้อนี้นางมีความเห็นตรงกับกำพล

“มันก็แค่จัดฉากบังหน้าเพื่อรักษาเกียรติคุณอาไม่ใช่หรือครับ พอไม้กลับมา ทุกอย่างก็ค่อยกลับไปเป็นเหมือนเดิม” ชายหนุ่มอธิบายตามความเข้าใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป