บทที่ 9 สามีสวมรอย EP9

ประภพถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองสบตาบุตรชาย “มันไม่ใช่แค่การจัดฉากนะหมอก พรุ่งนี้ลูกต้องจดทะเบียนสมรสกับหนูขวัญด้วย”

“อะไรนะครับ” ปริญญ์เบิกตากว้าง ความเยือกเย็นที่รักษามาตลอดพังทลายลง “ไม่ใช่แค่เดินเข้าพิธีให้มันจบ ๆ ไปหรือครับ”

ชายหนุ่มตกใจอย่างหนัก เขาคิดมาตลอดว่าจบงานแต่งแล้วก็ต่างคนต่างอยู่ แยกย้ายกันไปใช้ชีวิต ดีไม่ดีหากพี่ชายของเขากลับมา อาจจะมีการปรับความเข้าใจและสวมรอยใช้ชีวิตคู่กันจริง ๆ เสียด้วยซ้ำ

“หมอกกับหนูขวัญจะต้องจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย นั่นคือเงื่อนไขของอาพล” พิณนาราย้ำชัด

“แล้วนี่ คุณดาราหน้าเหวี่ยงนั่นรู้เรื่องนี้หรือเปล่าครับ”

ปริญญ์คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเพลงขวัญต้องยังไม่รู้เรื่องเงื่อนไขสัญญาทาสนี้แน่ ๆ ไม่อย่างนั้นแม่คุณคงไม่ออกฤทธิ์แค่เมื่อครู่ แล้วยอมสะบัดก้นกลับบ้านไปง่าย ๆ หรอก สำหรับเขาน่ะ ทะเบียนสมรสก็แค่กระดาษแผ่นเดียว ไม่ได้สลักสำคัญอะไรหากหัวใจไม่ได้ผูกพัน แต่กับแม่ดาราดังที่รักความอิสระและหยิ่งทะนงรายนั้น ไม่มีทางยอมแน่ ๆ เขาฟันธง

ประภพส่ายหน้าช้า ๆ “อายังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับขวัญ อาพลเพิ่งยื่นเงื่อนไขนี้กับพ่อเมื่อกี้ และเราก็รู้กันดีว่าถ้าบอกตอนนี้ ขวัญคงได้อาละวาดบ้านแตกแน่ ลำพังแค่แต่งกับคนที่ไม่ได้รักแถมไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ว่าแย่แล้ว ถ้าต้องถึงขั้นจดทะเบียนสมรสผูกมัดชีวิตด้วยกัน ลึก ๆ พ่อเองก็เห็นว่ามันไม่เข้าท่านัก ถ้าเกิดอนาคตเข้ากันไม่ได้ขึ้นมาจริง ๆ ต้องมาฟ้องหย่าให้เป็นข่าวใหญ่โต กลายเป็นพ่อม่ายแม่ม่ายทั้งที่อายุยังน้อย คิดแล้วพ่อก็ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของอาพลสักเท่าไร”

“ผมบอกเลยนะครับว่ารายนั้นไม่มีทางยอมเซ็นแน่ คงได้อาละวาดกลางงานแต่งแหง ๆ” ปริญญ์นวดขมับตัวเอง

“เราถึงต้องเก็บเรื่องทะเบียนสมรสไว้เป็นความลับ จนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้าย” ประมุขของบ้านพ่นลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง

“ผมไม่เข้าใจครับพ่อ ทำไมต้องถึงขั้นจดทะเบียนกันด้วย”

“ฟังพ่อนะหมอก ที่อาพลยื่นคำขาดให้ลูกและหนูขวัญจดทะเบียนกันตามกฎหมาย เพราะอาพลหวังจะใช้ทะเบียนสมรสนั้น ดึงลูกให้เข้ามาช่วยดูแลกิจการของครอบครัว และที่สำคัญที่สุด เขาต้องการให้ลูกเป็นคนดูแลปกป้องหนูขวัญ”

ปริญญ์นิ่งอึ้ง สังหรณ์ใจเริ่มก่อตัวเป็นเมฆดำทะมึน “คุณอาคงไม่ได้หมายความว่า จะบังคับให้ผมทิ้งเกาะ กลับมาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อคอยเป็นพี่เลี้ยงเด็กหรอกนะครับ”

นั่นคือฝันร้ายที่สุดสำหรับเขา เขาไม่ชอบสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยมลพิษ ผู้คนใส่หน้ากากเข้าหากัน และวงการมายาที่หาความจริงใจแทบไม่ได้

“อาพลอยากให้ลูกกลับมาปักหลักที่กรุงเทพฯ บ้าง สลับกับขึ้นเหนือไปดูแลไร่องุ่นและโรงบ่มไวน์บ้าง เพราะท่านต้องการวางมือจากธุระให้ลูกดูแลต่อ”

ประภพบอกความจริงออกไป แม้จะรู้คำตอบดีว่าลูกชายผู้รักอิสระคงต่อต้านสุดตัว และเขาก็ได้ทักท้วงกำพลไปแล้วว่า คนที่มอบวิญญาณให้เกาะและเกลียวคลื่นอย่างปริญญ์ ไม่มีทางยอมตอกบัตรใส่สูทเป็นผู้บริหารในเมืองหลวงได้หรอก

“แล้วฟาร์มไข่มุกของผมล่ะครับ นั่นชีวิตผมทั้งชีวิตนะพ่อ ผมมีพนักงานต้องดูแล มีงานที่รักต้องทำ ผมทิ้งมันมาอยู่ที่นี่ไม่ได้หรอก”

“เอาเถอะ เรื่องนั้นเอาไว้ค่อยคุยกันอีกทีหลังจบงานแต่งก็แล้วกันนะลูก วันนี้ลูกเดินทางมาเหนื่อย ๆ ขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนเถอะ พรุ่งนี้ยังมีศึกหนักรออยู่อีกทั้งวัน”

พิณนาราเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของบุตรชาย จึงรีบตัดบทให้เขาขึ้นไปพักผ่อน ไม่อยากให้กังวลไปมากกว่านี้

หลังจากแผ่นหลังกว้างของบุตรชายคนเล็กหายลับขึ้นบันไดไป ประภพก็ค่อย ๆ หันกลับมาหาภรรยาคู่ชีวิต แววตาอบอุ่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นจริงจังและเฉียบขาด

“คุณรู้ใช่ไหมพิณ ว่าตาไม้อยู่ที่ไหน”

พิณนาราสะดุ้งเฮือก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ “คะ คุณ”

“ผมไม่ได้โง่นะพิณ” ประภพถอนใจยาว “ผมไม่เข้าใจว่าคุณสนับสนุนให้ลูกทำเรื่องบ้า ๆ แบบนี้ไปทำไม”

แค่เห็นปฏิกิริยาของภรรยา เขาก็เดาได้ทันทีว่าต้องมีส่วนรู้เห็นกับการหลบหนีของปราณแน่นอน แต่ที่เขาไม่เข้าใจคือเหตุผล ถ้าเป็นเพียงเพราะข่าวดาราฉาว ทางออกของปัญหามันมีมากมาย เช่นการนั่งจับเข่าคุยกันอย่างเปิดอก ไม่ใช่การทำตัวเป็นคนขี้ขลาดตาขาวแบบนี้ เขาเลี้ยงลูกมากับมือ ทำไมเขาจะไม่รู้นิสัยของลูกแต่ละคน

“ฉันไม่อยากได้ลูกสะใภ้ที่ท้องกับผู้ชายคนอื่น ตาไม้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนคะ อีกอย่าง ฉันก็ไม่เคยเห็นด้วยกับการคลุมถุงชนให้เด็กสองคนนี้แต่งงานกันตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ยิ่งมามีข่าวเรื่องตั้งท้องโผล่มาอีก ฉันพูดตรง ๆ เลยนะคะว่าฉันรับผู้หญิงคนนี้ไม่ได้” พิณนาราระเบิดความในใจออกมา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป