บทที่ 1 เขาไม่รัก
ตอนที่ 1.เขาไม่รัก
“บริษัทวรเมธากุลกำลังจะล้มละลาย” ข่าวพาดหัวตัวใหญ่ขึ้นเต็มหน้าจอประชุม บรรยากาศภายในห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคน
อัศวินนั่งอยู่หัวโต๊ะ ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย เย็นชาจนน่ากลัว ดวงตาคมกวาดมองตัวเลขขาดทุนมหาศาลบนจอโปรเจกเตอร์โดยไม่พูดอะไร
หุ้นตก ธนาคารปฏิเสธสินเชื่อ โครงการถูกระงับ ทุกอย่างพังพร้อมกันเหมือนถูกใครจงใจเหยียบให้จมดิน
“ถ้ายังหาเงินทุนไม่ได้ภายในเดือนนี้…” ผู้บริหารคนหนึ่งกลืนน้ำลาย “บริษัทเราอาจต้องประกาศล้มละลายครับ”
ปัง! แฟ้มเอกสารถูกอัศวินปาลงโต๊ะทันที ทุกคนสะดุ้ง
“แล้วพวกคุณมีไว้ทำไม” เสียงเขาเย็นจัด
“หรือเอาแต่นั่งรอให้บริษัทล้มละลาย”
ไม่มีใครกล้าพูดต่อ เพราะทุกคนรู้ดีว่าอัศวินกำลังแบกทุกอย่างไว้คนเดียว หลังพ่อของเขาล้มป่วยกะทันหันแต่ปัญหาคือ…ไม่มีใครยื่นมือมาช่วยตระกูลวรเมธากุลอีกแล้ว เพราะทุกคนรู้ว่าพวกเขากำลังจะจบ
“คุณอัศวินครับ…” เลขาหนุ่มเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าลำบากใจ
“คุณภักดีอนันต์ขอพบครับ” ทั้งห้องเงียบลงทันทีเพราะชื่อ “ภักดีอนันต์” คือชื่อของตระกูลที่อัศวินเกลียดที่สุด
ตระกูลของคนที่เขาเชื่อว่า…ฆ่าแม่ตัวเอง ดวงตาคมแข็งกร้าวขึ้นทันที
“ไล่มันไป”
“แต่เขาบอกว่า…มีข้อเสนอที่จะช่วยบริษัทได้ครับ”
อัศวินหัวเราะในลำคออย่างเย็นชา
“คนอย่างมันเนี่ยนะจะช่วยฉัน”
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่สุดท้ายเขาก็เดินเข้าห้องรับรองอยู่ดีและทันทีที่ประตูเปิด สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับหญิงสาวในชุดเดรสสีครีมนั่งอยู่ข้างผู้เป็นพ่อ “พาขวัญ” ผู้หญิงที่เขาไม่อยากเห็นหน้าที่สุด แต่กลับสวยขึ้นกว่าในความทรงจำ
ใบหน้าหวานละมุน ดวงตาใสสะอาด และรอยยิ้มอ่อนโยนแบบเดิมน่ารำคาญชะมัด อัศวินละสายตาจากเธอทันที ก่อนนั่งลงฝั่งตรงข้ามด้วยท่าทีเย็นชา
“มีอะไรก็พูดมา ผมไม่มีเวลาคุยกับศัตรู”
คุณภักดีอนันต์ไม่ได้โกรธ เขาเพียงเลื่อนเอกสารชุดหนึ่งไปตรงหน้าอัศวิน
“ผมจะอัดเงินทุนเข้าบริษัทคุณทั้งหมด”
อัศวินนิ่งไป เพราะจำนวนเงินในเอกสาร…มากพอจะช่วยชีวิตบริษัทได้จริง
“ต้องการอะไร” นักธุรกิจวัยกลางคนยิ้มบาง ๆ
“แต่งงานกับลูกสาวผม”
บรรยากาศทั้งห้องหยุดนิ่ง อัศวินค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาคมเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“อะไรนะ”
พาขวัญเม้มปากแน่น มือเล็กกำชายกระโปรงเบา ๆทั้งที่เตรียมใจมาแล้ว แต่แววตารังเกียจของเขา…ก็ยังทำให้เจ็บอยู่ดี
“คุณก็รู้ว่าตอนนี้ไม่มีใครกล้าช่วยคุณ” พ่อของเธอพูดเรียบๆ
“แต่ถ้าสองตระกูลเราเกี่ยวดองกัน ทุกอย่างจะง่ายขึ้น”
อัศวินหัวเราะออกมาเสียงต่ำ สายตาหันไปมองพาขวัญอย่างเย็นชา “เลยเอาลูกสาวมาซื้อผม?” สีหน้าพาขวัญซีดลงทันที
“ไม่ใช่นะคะ ฉัน...”
“หุบปาก” สองพยางค์สั้น ๆ ทำเอาทั้งห้องเงียบกริบอัศวินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“ต่อให้บริษัทผมเจ๊ง ผมก็ไม่มีวันแต่งงานกับลูกสาวฆาตกร”
พาขวัญนิ่งงัน แม้จะรู้ว่าเขาเกลียดเธอแต่คำพูดนั้นก็ยังเหมือนมีดแทงกลางใจ ทว่าในวินาทีเดียวกันเลขารีบวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“คุณอัศวินครับ! ธนาคารจะยึดโครงการหลักของเราแล้ว!”มือของอัศวินชะงัก
“อีกอย่าง…” เลขาก้มหน้าเสียงเบา “คุณท่านอาการทรุดครับ”
โลกทั้งใบของเขาเงียบลงทันที เขาหันกลับไปมองเอกสารบนโต๊ะอีกครั้ง ก่อนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดขึ้น ศักดิ์ศรี ความเกลียด ความแค้น ทุกอย่างถูกบีบให้จนมุม และคนที่มองเขาอยู่เงียบ ๆ ตลอดเวลา…คือพาขวัญ ผู้หญิงที่รักเขามานานหลายปีหญิงสาวค่อย ๆ พูดด้วยน้ำเสียงสั่นนิด ๆ
“ถ้าคุณไม่อยากแต่งก็ไม่เป็นไรนะคะ…” เธอยิ้มทั้งที่ตาแดง
“ฉันไม่อยากบังคับคุณ” ประโยคนั้นกลับยิ่งทำให้อัศวินหงุดหงิด เพราะเธอดูเหมือนคนดีเกินไปทั้งที่เขาอยากเกลียดเธอให้หมดใจ
สุดท้าย ชายหนุ่มหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นเอกสารดังปึกก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า
“จำเอาไว้พาขวัญ การแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะฉันรักเธอ”
เขามองหน้าเธอตรง ๆ “แต่เพราะครอบครัวเธอติดหนี้เลือดครอบครัวฉัน”
หลังข่าวการแต่งงานถูกประกาศออกไป ทั้งวงการธุรกิจก็แทบระเบิด “ทายาทวรเมธากุลแต่งงานกับลูกสาวภักดีอนันต์?”
“สองตระกูลคู่อริกลับมาเกี่ยวดองกันได้ยังไง?”
“หรือทั้งหมดเป็นแค่การซื้อขายทางธุรกิจ?”
นักข่าวเล่นข่าวกันสนุก แต่คนที่กลายเป็นตัวตลกมากที่สุดคือพาขวัญเพราะทุกคนรู้ดี…เจ้าบ่าวไม่ได้เต็มใจแต่ง
คืนก่อนวันแต่งงานพาขวัญนั่งอยู่คนเดียวในห้องนอน
ชุดเจ้าสาวสีขาวถูกแขวนไว้ข้างผนังอย่างสวยงาม แต่หัวใจของเธอกลับหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก พิมพ์ดาวนั่งกอดอกมองเพื่อนด้วยสายตาปวดใจ
“แกยังจะยิ้มอีกเหรอพาขวัญ” หญิงสาวเงียบไปนิด
ก่อนตอบเบา ๆ “อย่างน้อย…ฉันก็ได้แต่งงานกับคนที่รัก”
พิมพ์ดาวแทบอยากเขย่าตัวเพื่อน “แต่เขาไม่ได้รักแก!”
คำพูดนั้นทำให้ห้องเงียบลงทันที พาขวัญยิ้มจาง ๆ
“ฉันรู้”
เธอรู้ดีกว่าใครทั้งหมด รู้ว่าอัศวินเกลียดเธอ รู้ว่าเขาไม่อยากแต่ง
รู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่มีความรักเลยสักนิดแต่ถึงอย่างนั้น…เธอก็ยังเลือกเขาอยู่ดี
“บางที…” พาขวัญมองชุดเจ้าสาวนิ่ง ๆ “ถ้าฉันพยายามมากพอ วันหนึ่งเขาอาจเปิดใจให้ฉันบ้าง”
