บทที่ 13 ตามล่า
ตอนที่ 13. ตามล่า
เสียงฟ้าร้องดังครืนอยู่ด้านนอก ฝนเริ่มตกหนักจนหยดน้ำกระแทกกระจกเป็นจังหวะ ภายในห้องทำงาน ปรเมศยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำ ดวงตาจับจ้องรูปถ่ายในมือราวกับกำลังจมอยู่ในอดีตก่อนจะค่อย ๆ วางมันลง
“เรียกภานุเข้ามา” เขาสั่งเสียงเรียบไม่นาน ประตูก็ถูกเปิดออก ชายร่างสูงในชุดดำเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ภานุเป็นมือขวาที่อยู่กับปรเมศมานานหลายปีและรู้ความลับเกือบทุกอย่าง
“คุณปรเมศ”
“อัศวินเริ่มสงสัยอะไรหรือยัง”
ภานุส่ายหน้า “ยังครับ แต่คุณลลินบอกว่า ช่วงนี้เขาอยู่บ้านกับพาขวัญบ่อยขึ้น” รอยยิ้มเย็น ๆ ปรากฏบนใบหน้าปรเมศอีกครั้ง
“ผู้หญิงคนนั้นนี่น่ารำคาญจริง ๆ”
น้ำเสียงเขาเรียบมากเรียบจนน่ากลัว
“ตอนแรกฉันคิดว่าจะปล่อยไว้ เพราะยังไงอัศวินก็เกลียดเธออยู่แล้ว”
“แต่ตอนนี้…” ชายวัยกลางคนค่อย ๆ เคาะนิ้วลงบนโต๊ะ
“ถ้ามันเริ่มรักกันขึ้นมาจริง ๆ ทุกอย่างที่ฉันวางไว้จะเสียหมด”
ภานุเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามต่ำ ๆ “จะให้ผมจัดการคุณพาขวัญไหมครับ”
ปรเมศหัวเราะเบา ๆ ทันที
“ฆ่า?” ภานุถามอย่างรวดเร็วแต่ปรเมศส่ายหน้า
“ไม่จำเป็น” จากนั้นสายตาเขาก็ค่อย ๆ เย็นลง
“บางครั้ง…การทำให้คนคนหนึ่ง ‘อยู่ต่อ’ ทั้งที่หัวใจพังหมดแล้ว มันทรมานกว่าตายอีก”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเย็นวาบปรเมศลุกขึ้นเดินไปที่กระจกอีกครั้งสายตาจ้องออกไปยังเมืองที่เต็มไปด้วยแสงไฟ
“ฉันใช้เวลาหลายปีสร้างความเกลียดในใจอัศวินปลูกมันทีละนิดจนเด็กคนนั้นเชื่อว่า พาขวัญคือศัตรู”
เขายิ้มบาง ๆ “แล้วอยู่ ๆ จะให้ทุกอย่างจบด้วยความรักงั้นเหรอ”
ไม่มีวันในตอนนั้นเอง โทรศัพท์อีกเครื่องบนโต๊ะก็ดังขึ้นปรเมศกดรับสายโดยไม่มองหน้าจอ
“ว่าไง” ปลายสายรีบพูดทันที
“คุณวรันต์เริ่มสืบเรื่องอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อนครับ” แววตาปรเมศเปลี่ยนทันทีบรรยากาศในห้องเงียบลงอย่างน่ากลัว
“สืบไปถึงไหนแล้ว”
“ยังไม่ลึกมากครับ แต่เหมือนจะเริ่มสงสัยเรื่องเอกสารเก่า”
ปรเมศนิ่งไปหลายวินาที ก่อนหัวเราะในลำคอเบา ๆ “งั้นก็ถึงเวลาปิดปากบางคนแล้วสินะ” ภานุเงยหน้าทันที
“คุณหมายถึง…”
“คนขับรถคนนั้นยังอยู่ใช่ไหม”
น้ำเสียงปรเมศเย็นจนไร้อารมณ์ “ถ้ามันพูดเมื่อไหร่ ทุกอย่างจบแน่”
ภานุพยักหน้ารับทันที “ผมจะจัดการเองครับ”
ปรเมศยกแก้วไวน์ขึ้นจิบช้า ๆ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นอย่างอันตราย
“เกมนี้…ฉันเป็นคนเริ่ม เพราะงั้นคนที่จะจบมันได้ ก็ต้องเป็นฉันเท่านั้น
เช้าวันต่อมา
ภายในบริษัทวรเมธากุล บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดจากการประชุมผู้ถือหุ้นตั้งแต่เช้า ทอัศวินเดินออกจากห้องประชุมด้วยสีหน้าเย็นชา เนกไทถูกกระชากคลายออกเล็กน้อยเพราะความหงุดหงิด
“คุณอัศครับ” เลขารีบเดินเข้ามา
“มีเอกสารด่วนจากฝ่ายตรวจสอบครับ” ชายหนุ่มรับแฟ้มมาเปิดดูทันที แต่ยิ่งอ่าน คิ้วก็ยิ่งขมวดแน่น
“บัญชีเก่านี่ใครอนุมัติ”
“เป็นเอกสารเมื่อสิบปีก่อนครับ เกี่ยวกับอุบัติเหตุของคุณหญิง…”
มือของอัศวินชะงักทันที อุบัติเหตุของแม่เขาสายตาคมไล่อ่านเอกสารเงียบ ๆ ก่อนจะหยุดอยู่ตรงชื่อหนึ่ง
“ปรเมศ อัครเดชากุล”
หัวใจเขากระตุกวูบ เพราะชื่อนี้คืออดีตหุ้นส่วนของพ่อและเป็นคนที่หายไปจากวงการธุรกิจหลังเกิดเรื่องไม่นาน
“เอามาจากไหน” น้ำเสียงอัศวินต่ำลงทันที
เลขารีบตอบ “ฝ่ายเอกสารเพิ่งค้นเจอครับ เหมือนมีคนพยายามเอาออกไปก่อนหน้านี้ แต่ไม่สำเร็จ” บางอย่างในใจอัศวินเริ่มผิดปกติโดยเฉพาะเมื่อเห็นว่า หลักฐานหลายอย่างขัดกันเองเขาเงียบไปพักใหญ่ ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสายแรกที่โทรออกไม่ใช่พ่อแต่เป็นพาขวัญ ปลายสายรับค่อนข้างเร็ว
“ค่ะคุณอัศ?” เสียงหวานนั้นทำให้ความตึงในอกเขาคลายลงอย่างประหลาด
“อยู่ไหน”
“ฉันอยู่โรงพยาบาลค่ะ พาคุณพ่อมาตรวจ”
อัศวินนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนถามเสียงเรียบ
“กลับบ้านกี่โมง” พาขวัญชะงักทันทีเพราะปกติเขาไม่เคยถามแบบนี้
“คง…เย็น ๆ ค่ะ”
“อืม”
เขากำลังจะวางสายแต่จู่ ๆ ก็พูดขึ้นอีก
“กลับดี ๆ”
พาขวัญนิ่งไปเลยหัวใจอุ่นวาบขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ค่ะ…” เธอตอบเบามากหลังวางสาย อัศวินกลับมองโทรศัพท์ตัวเองนิ่ง ๆก่อนจะขมวดคิ้วเหมือนหงุดหงิดเขาเป็นอะไรไปกันแน่
ในขณะเดียวกัน ภายในรถสีดำที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาล ชายคนหนึ่งกำลังมองภาพพาขวัญผ่านเลนส์กล้อง
“เจอตัวแล้วครับ”
เขาพูดผ่านโทรศัพท์ ปลายสายเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงของปรเมศจะดังขึ้นช้า ๆ
“เฝ้าไว้”
“ครับ”
“และถ้ามีใครเริ่มขุดเรื่องเมื่อสิบปีก่อน…”
น้ำเสียงของปรเมศเย็นลงอย่างน่ากลัว
“ก็ทำให้มันเงียบไปตลอดกาล”
ช่วงเย็น
ฝนเริ่มตกอีกครั้ง พาขวัญเดินออกมาจากโรงพยาบาลพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ สีหน้าดูเหนื่อยล้าจากการวิ่งจัดการเรื่องคุณพ่อทั้งวัน
“เดี๋ยวผมไปส่งนะครับ” คีรินพูดขึ้นพลางเดินมาด้วยกันพาขวัญรีบส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรค่ะหมอ วันนี้ฉันรบกวนหมอมาทั้งวันแล้ว”
“คุณเรียกว่ารบกวน แต่ผมเต็มใจ” น้ำเสียงอบอุ่นนั้นทำให้เธอหลุดยิ้มบาง ๆ แต่ยังไม่ทันตอบ
เอี๊ยดดด! เสียงเบรกดังสนั่นรถเก๋งสีดำคันหนึ่งพุ่งเข้ามาจอดใกล้ทางเท้าด้วยความเร็วผิดปกติ พาขวัญสะดุ้งทันทีก่อนทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วมาก
ประตูรถเปิดออก ชายร่างใหญ่สองคนพุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว
“คุณพาขวัญ!”
คีรินรีบดึงเธอเข้าหาตัวทันที แต่ชายคนหนึ่งกลับคว้าแขนพาขวัญไว้แน่น
“ปล่อยนะ!” เธอร้องตกใจ
