บทที่ 11 สาระแน
ในขณะที่มีชายคนหนึ่งพยายามเข้าไปเพื่อช่วยเหลือ ไอ้เสี่ยคนนั้นก็พูดขึ้นมาดักไว้ก่อน นี่ก็คิดว่าฉลาดและเก่งเหลือเกิน
“อย่ามายุ่ง นังนี่มันเป็นเด็กเลี้ยงของข้า ดื้อจริงนะ มันไม่รักดีแอบหนีมาเที่ยวกับผู้ชายคนอื่น ใช่ไหม?”
คำพูดของเจนิสมันไม่ได้ผล เมื่อไอ้เสี่ยเฒ่าหัวงูคนนั้นกับกระชากแขนของเธอก่อนที่จะเดินออกจากร้าน
“ไม่จริงนะคะ ฉันไม่ได้เป็นเด็กเขาไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ แล้วฉันทำงานอยู่ที่ร้านนี้ไม่ได้หนีออกมาเที่ยวอย่างที่เขาพูด ช่วยฉันด้วยนะคะ ช่วยด้วย!”
เสียงอันสั่นเครือของเธอลั่นวาจาออกมาอีกครั้ง รู้ได้ทันทีว่าเธอจะต้องร้องไห้อยู่แน่ในขณะนี้เพราะดูท่าทางจะไม่มีใครฟังที่พูดเลย
“จะเอาเมียกูไปไหน!”
จนกระทั่งในขนาดนี้ความอดทนของผมได้หมดลงแล้ว ผมจึงตะคอกขึ้นไปแบบนั้น ความจริงผมไม่ชอบเสือกเรื่องของคนอื่นหรอก แต่กับเธอแล้วผมยอมรับว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ผมประทับใจไม่น้อย ไม่แต่งตัวโป๊เปลือยเกินพอดีดั่งเช่นคนอื่น ทำตัวติดดินเอามาก ๆ ร่าเริงเป็นตัวของตัวเอง
นี่คือสิ่งที่น่าดึงดูดให้มอง การกระทำคือสิ่งที่ดึงดูดให้ช่วย
ผมลุกขึ้นจากโต๊ะตัวเองก่อนจะเดินไปประจันหน้ากับไอ้เสี่ยคนนั้นอย่างเปิดเผย แต่ยังไม่วายได้ยินไอ้เพื่อนเวรของผมพูดขึ้น
“คราวนี่ไอ้โซฟัสเอาจริงว่ะ” ไอ้เทลพูด
“รักแรกพบของมันป่าววะ” ไอ้แวนเดอร์พูด
“มันแอบซุกเมียไว้หรือวะ” ไอ้คิวพีพูด
“คนอย่างมันจะเป็นพลเมืองดีโดยไม่หวังผลยากว่ะ ค่อยดูกันไปเถอะ ดีไม่ดีกูว่ามีอะไรให้น่าติดตามอีกยาวเลย” ปิดท้ายด้วยไอ้รูธพูด
พอเจนิสเห็นผมก็สะบัดแขนออกจากการจับกุมของไอ้เสี่ยนั้นหลุดก็วิ่งมากระชากแขนของผมทันที
“ช่วยฉันด้วย ฉันไม่ได้เป็นเด็กเขานะ”
เธอรีบพูดก่อนจะกระชากแขนผมด้วยความขอร้อง
“ยุ่งอะไรด้วยวะไอ้หนู!” เสียงไอ้เสี่ยตัณหากลับที่อยู่ตรงหน้าผมถามขึ้นมาอย่างไม่พอใจ
“แล้วยุ่งอะไรกับเมียกูวะ!”
เสียงของผมตอบกลับบ้างแล้วก็ส่งสายตาไปให้มันรับรู้ด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งๆ ที่ผมพูดไปแล้วนะว่าเธอคนนั้นเป็นเมียของผม แต่พวกมันก็ไม่ถอย แถมยังพูดขึ้นมาอีกครั้งในเชิงคำสั่งขึ้นมาอีก
“ถ้าไม่อยากมีเรื่องส่งนังนั้นมาให้ข้า!”
ไอ้เสี่ยตัณหากลับคนเดิมพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“แต่กูอยากมีถ้าไม่อยากเข้าโลงตอนนี้ก็รีบไสหัวไปซะ”
ผมตอบพวกมันไปด้วยอารมณ์ที่ฉุนกว่าเก่าด้วยแรงโทสะที่เริ่มจะมากขึ้นแล้วผมยังไม่รู้ว่าจะควบคุมมันได้ขนาดไหน ปกติไม่ได้ร้อนมากกว่านี้ แต่ครั้งนี้ร้อนมากกว่าครั้งไหน ๆ เลยก็ว่าได้
“งั้นมึงก็ได้มีสมใจแน่ แต่ไม่ใช่กับข้าแต่เป็นลูกน้องข้าต่างหาก เฮ้ย! มานี่หน่อย”
ไอ้เสี่ยตัณหากลับคนนั้นพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเหยียดอย่างเหนือกว่าส่งมาให้กับผมก่อนที่มันจะเรียกลูกน้องทั้งสามคนให้วิ่งเข้ามาหา บอกได้เลยว่ามันกระจอกสำหรับคนอย่างผม
ไม่ได้หลงฝีมือตัวเอง แค่เปรยสายตามองมันก็รับรู้ได้เหมือนพวกผีเห็นผีมากกว่า พวกมันคงยังไม่รู้สินะว่าผมเป็นใคร เลวร้ายกว่าพวกมันขนาดไหน ทำไมต้องกลัวเพียงแค่ลูกน้องกระจอกสามคน ที่ฝีมือ ท่าทางยังดูไม่ลงรอยกันด้วยซ้ำ
“ครับเสี่ย มีอะไรให้พวกผมรับใช้ครับ”
“จัดการไอ้หน้าอ่อนนี้หน่อย มึงไม่ตายดีแน่ไอ้หนูเพราะลูกน้องข้าแต่ละคนเก่งด้านต่อสู้ทั้งนั้น ฮ่าๆ”
ผมเกือบจะตอบพวกมันไปแล้วแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีมือเล็กๆ เข้ามากระชากที่ต้นแขนใหญ่ของตัวเอง ก่อนที่เธอจะพูดขึ้น
“นายแบบนี้ไม่ไหวหรอก หนีเถอะนะสู้ไปก็เจ็บตัวเปล่าๆ อย่าเอาชีวิตมาเสี่ยงเลย ช่วยแค่นี้ก็ดีแล้ว ยังไงก็ ขอบคุณมากนะที่ช่วยฉัน”
ผมมองลงไปที่ตาของเธออย่างอัตโนมัติ สายตาเธอมีแววความเป็นห่วงและความกลัวอยู่อย่างชัดเจน ดวงตาระริกระรี่ตื่นตระหนกอยู่ตลอดเวลา แต่ต้องจำยอมเพียงเพราะกลัวว่าผมจะเจ็บตัว
“เธอกลัวหรออยู่ข้างหลังไว้ก็แล้วกัน”
นี่เป็นคำพูดของผมที่ออกมาจากปากตัวเองเป็นประโยคแรกพร้อมกับนำมือของตัวเองไปจับไว้ที่แขนของเธอเบาๆ ก่อนจะกระชากให้เธอมาหลบอยู่ข้างหลังผมเอาไว้เพื่อที่ว่าจะได้ปลอดภัย
“ได้ครับเสี่ย เฮ้ย! พวกเราลุย!”
ทันใดทันผมก็ได้ยินเสียงไอ้พวกลูกน้องของไอ้เสี่ยตัณหากลับคนนั้นพูดขึ้นก่อนที่จะตรงเข้ามายังผม ผมอยากจะจบปัญหานี้เร็วๆ ไม่อยากให้ร้านของคนอื่นต้องมาเดือดร้อนด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือผมไม่อยากให้คนข้างหลังของผมต้องกลัวจนตัวสั่น จึงตัดสินใจเอามือไปคว้าวัตถุสีดำข้างหลังออกมาสับไกก่อนที่จะเล็งไปยังไอ้พวกนั้นทันที
กรื๊ก!
“พวกมึงเข้ามาตาย!”
