บทที่ 12 ปกป้อง

“เธอกลัวหรออยู่ข้างหลังไว้ก็แล้วกัน”

นี่เป็นคำพูดของผมที่ออกมาจากปากตัวเองเป็นประโยคแรกพร้อมกับนำมือของตัวเองไปจับไว้ที่แขนของเธอเบาๆ ก่อนจะกระชากให้เธอมาหลบอยู่ข้างหลังผมเอาไว้เพื่อที่ว่าจะได้ปลอดภัย

“ได้ครับเสี่ย เฮ้ย! พวกเราลุย!”

ทันใดทันผมก็ได้ยินเสียงไอ้พวกลูกน้องของไอ้เสี่ยตัณหากลับคนนั้นพูดขึ้นก่อนที่จะตรงเข้ามายังผม ผมอยากจะจบปัญหานี้เร็วๆ ไม่อยากให้ร้านของคนอื่นต้องมาเดือดร้อนด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือผมไม่อยากให้คนข้างหลังของผมต้องกลัวจนตัวสั่น จึงตัดสินใจเอามือไปคว้าวัตถุสีดำข้างหลังออกมาสับไกก่อนที่จะเล็งไปยังไอ้พวกนั้นทันที

กรื๊ก!

“พวกมึงเข้ามาตาย!”

เสียงเย็นชาของผมพูดขึ้นพร้อมกับส่งสายตาที่แน่วแน่ไปยังพวกมัน ให้รับรู้ความถ้าเข้ามาผมยิงจริง

“เฮ้ยไอ้โซฟัส เอาจริงหรอกวะ”

เสียงของไอ้เทลพูดขึ้นมาจากด้านหลังของผมพร้อมกับเดินขึ้นมายืนแนบข้างของตัวผมเอง

“เออเอาจริงว่ะไอ้เทล”

ผมจึงตอบไอ้เทลกลับไปมันคงรู้ดีว่าผมอยากจบปัญหานี้เร็วๆ ไม่อยากให้มันยืดยื้อให้เสียเวลา เบื่อจะเอาเวลาดี ๆ ไปเกี่ยวกับสิ่งไร้ประโยชน์

“งั้นกูเอาด้วยว่ะ” เสียงไอ้เทลตอบมา

“น่าสนุกดีว่ะ” ต่อด้วยเสียงไอ้คิวพี

“แบบนี่กูชอบ” เสียงไอ้แวนเดอร์

“เอาถึงขั้นตายไหมวะ” ปิดท้ายด้วยไอ้รูธ

พวกมันเดินขึ้นมายืนในระนาบเดียวกับผมเหมือนกับยืนหน้ากระดานพร้อมกับสับไกปืนเล็งไปยังไอ้พวกนั้นทันที

กริ๊ก!

“เฮ้ย! ไอ้โซฟัสพาผู้หญิงไปก่อนเถอะวะ เดี๋ยวทางนี้พวกกูเคลียเอง”

เสียงของไอ้แวนเดอร์บอกกับผม มันไม่อยากให้เจนิสเห็นความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น

“เอางั้นหรอวะไอ้แวนเดอร์” ผมย้ำถามไอ้แวนเดอร์ทันที

“เออ ไปเถอะพวกกูจัดการได้สบาย”

เมื่อได้ยินสียงของไอ้แวนเดอร์ตอบกลับมาผมก็รีบคว้าแขนของเจนิสที่อยู่ข้างหลังของผมเดินออกมาจากเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าทันที ผมลากเธอเดินมายืนใกล้รถของตัวเองก่อนจะถามเธอขึ้น

“ไม่เป็นไรใช่ไหม?”

“เอ่อ .. ฉะ ฉันไม่เป็นอะไรหรอกว่าแต่นะ นายเก็บปืนก่อนดีไหม?”

เสียงของเธอตอบผมอย่างกับคนติดอ่างก่อนที่จะใช้นิ้วมือตัวเองชี้ไปทางปืนที่อยู่ในมือผมไปด้วย ผมจึงรู้สาเหตุที่เธอพูดติดอ่างทันทีก็เพราะว่าเธอกลัวปืนที่อยู่ในมือของผมทันที

ผมจึงรีบเก็บปืนไปเหน็บเก็บไว้ที่เอวก่อนที่จะเห็นท่าทางของเธอมันก็เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากผมได้ ผมจึงถามขึ้น

“กลัวหรอ?”

“กลัวสิใครจะไม่กลัวปืนบ้างล่ะ เอ่อ..ขอบใจนะที่ช่วยฉันจากเรื่องบ้าๆ พวกนั้น ถ้าเกิดไม่ได้นายฉันไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นยังไงเหมือนกัน ฉันชื่อเจนิสนะ”

ผมนึกแล้วว่าคำแรกที่เธอจะพูดก็คือคำว่ากลัว แล้วมันก็ใช่เสียด้วย เป็นครั้งแรกที่ผมได้รับรอยยิ้มจากคนตรงหน้า รอยยิ้มที่สวยไม่มีการตอแหลพร้อมกับการแนะนำชื่อ

“อ๋อ ไม่เป็นไร ชื่อโซฟัส”

ผมตอบเธอเสียงเรียบๆ

“ยิ่งดีที่ได้รู้นะโซฟัส”

เธอตอบผมอีกครั้ง หลังจากนั้นผมกับเจนิวก็เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น ทุกๆ วันผมก็คอยมารับส่งเธอจากการทำงานจนคนอื่นๆ คิดว่าเป็นแฟนกันเสียแล้ว ผมยอมรับได้เลยว่าผมรู้สึกว่าเธอเป็นคนที่น่ารัก คอยสร้างอารมณ์ความขบขันให้ผมได้ยิ้มเสมอ และยังเป็นผู้หญิงคนแรกที่ผมพาไปให้ไอ้พวกเพื่อนผมรู้จักหรือว่าผมจะรักเธอเข้าแล้ว

จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อผมไปรับเธอที่หน้าร้านอาหารของน้องสาวตัวเองที่เธอทำงานอยู่ เมื่อเธอออกมาผมกับตะลึงถึงสภาพของเจนิสเลยจริงเธอเปียกไปทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า

“เกิดอะไรขึ้นเจนิสทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ?”

ผมจึงรีบเข้าไปถามเธออย่างเค้นเอาคำตอบ

“คือ...ว่าเกิดเรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อยนะ ไม่มีอะไรจริงๆ นะโซฟัส” และนี่ก็คือคำตอบของเจนิส เธอตอบผมพร้อมกับทำท่าทางก้มหน้าก้มตาไม่เงยมองหน้าผม มันเป็นสิ่งที่ผมรู้ได้ทันทีว่าเธอโกหก เธอโกหกไม่เก่งเอาเสียเลย

“ใส่ซะเดี๋ยวก็เป็นปอดบวมกันพอดี”

จากนั้นผมก็ถอดเสื้อแจ๊สเก็ตของตัวเองให้เจนิสทันที ถ้าขืนเป็นแบบนี้ก็ไม่สบายกันพอดี

“ขอบคุณนะ” เสียงขอบคุณเบาเอ่ยขึ้นเบาๆ

“แล้วก็มานี่!”

เป็นแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน สำหรับผมทำไมร้านอาหารของน้องสาวตัวเองถึงไม่มีการจัดการบริหารกันให้ดีนะ ถึงได้มีการแกล้งกันเกิดขึ้นจากเพื่อนร่วมงานในระดับที่รุนแรงถึงขั้นลงมือ

ผมจับมือของเจนิสก่อนที่จะลากเธอเข้ามาร้านอาหารทันที

เจนิส?

เมื่อเข้ามาทุกคนต่างเรียกชื่ออเจนิสอย่างพร้อมเพียงกันและมองมาทางผมกับเจนิสเป็นจุดศูนย์กลาง ผมเบือนหน้าตรงไปที่ผู้จัดการร้านและสั่งเขาทางสายตาว่าให้เงียบ!

“ใครสาดน้ำใส่เธอ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป