บทที่ 1 สูญเสียทั้งพ่อแม่

เด็กสาววัย 17 ปี นั่งร้องไห้น้ำตาไหลไม่หยุดอยู่หน้าโลงศพ 2 โลง เธอร้องไห้ไม่หยุด ร้องจนตาบวม ร้องแทบขาดใจเหมือนจะเป็นลม ท่ามกลางแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ธารินทร์... ชายวัยกลางคนทนดูไม่ไหว สะกิดภรรยา พากันเดินไปหาเด็กสาวแล้วประคองให้ลุกขึ้นมานั่งเก้าอี้พลางกอดปลอบใจ

“เข้มแข็งไว้นะลูก ลุงกับป้ารู้ว่าหนูเสียใจ แต่ร่างกายหนูจะไม่ไหวเอานะ” ธารินทร์จับมือเด็กสาวเอาไว้แน่น ขณะที่จิตราภรณ์กอดและลูบแผ่นหลังที่สะท้านขึ้นลงตามแรงสะอื้นไปมา ก่อนจะหยิบยาดมขึ้นมาจ่อจมูกของเธอเอาไว้

“หนูไม่เหลือใครแล้ว คุณพ่อกับคุณแม่หนู... อึก... ฮือ...” กานต์สินีตัดพ้อ ธารินทร์เม้มริมฝีปากแน่น สงสารเด็กสาวจับใจ เขาเคยเห็นเธอตอนเป็นเด็กตัวจ้อย ขณะนั้นเธอสดใสร่าเริง เติบโตมาอย่างดี พ่อกับแม่ของเธอเป็นเพื่อนสนิทของเขา

ปรีชา มัทธภณตระกูล เป็นหมอโรคหัวใจที่เก่งอันดับต้นๆ ของประเทศ ส่วนศศิกานต์... ภรรยาของปรีชา เป็นเจ้าของสำนักงานบัญชี สองสามีภรรยาประกอบอาชีพสุจริต สั่งสอนลูกสาวคนเดียวมาเป็นอย่างดี เลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพ เพียงข้ามคืนที่ทั้งคู่เดินทางกลับจากต่างจังหวัด เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกเบรกแตกพุ่งเข้าชนรถเก๋งของสองสามีภรรยาพังยับเยิน ทั้งคู่เสียชีวิตคาที่ สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับลูกสาวคนเดียวเป็นอย่างมาก ตอนนี้กานต์สินีเหมือนนกน้อยที่กำลังฟันฝ่ากับพายุฝนลำพัง ไม่มีญาติ ไม่มีที่พึ่ง เหลือเพียงตัวคนเดียว

“ใครบอกว่าเฟย์ไม่เหลือใคร เฟย์ยังเหลือลุงกับป้าอยู่นี่ไง ลุงกับป้าสัญญาว่าจะดูแลเฟย์เหมือนลูกสาวแท้ๆ เลย เฟย์ไม่ต้องกลัวนะ”

“ฮือ...” กานต์สินียังคงร้องไห้อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งถึงเวลาที่พระมาสวดพระอภิธรรมศพ เธอปาดน้ำตาออกจากใบหน้าแล้วประคองสติลุกขึ้นไปทำหน้าที่ของตัวเอง จนกระทั่งจบงานศพคืนแรก ธารินทร์และจิตราภรณ์พากานต์สินีกลับบ้าน คืนนั้นทั้งคู่นอนที่บ้านของกานต์สินีเพราะเป็นห่วง กลัวว่าเธอจะอยู่คนเดียวไม่ได้

จิตราภรณ์คอยดูหลานสาวนอกไส้อย่างใกล้ชิด รอให้เธออาบน้ำเข้านอนเรียบร้อยแล้วจึงลงมาที่ห้องรับแขก ธารินทร์นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ที่โซฟา เมื่อเห็นภรรยาเดินลงมาเขาจึงเอ่ยปากถาม

“หนูเฟย์หลับแล้วเหรอ”

“ค่ะ คงจะเหนื่อยและเพลียมาก ร้องไห้จนตาบวมไปหมด”

“น่าสงสารเหลือเกิน เพิ่งจะอายุ 17 ต้องมาเสียทั้งพ่อเสียทั้งแม่ไปพร้อมๆ กัน” ธารินทร์พูดจบแล้วถอนหายใจ จิตราภรณ์เอื้อมมือไปกุมมือหนาของสามี ก่อนจะเริ่มปรึกษาหารือ

“เรื่องหนูเฟย์เราจะเอายังไงดีคะ ตอนนี้หนูเฟย์ก็ไม่เหลือใครแล้ว”

“เราต้องรับอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าเฟย์จะเรียนจบ เสียแต่ว่าตอนนี้ไม่เหมาะที่จะให้เฟย์ตามไปอยู่ที่ชิลีด้วย ตอนนี้เฟย์ใกล้เรียนจบม.ปลายแล้ว ต้องให้เฟย์เรียนให้จบก่อน ส่วนจะเรียนปริญญาตรีที่ไทยหรือต่างประเทศค่อยว่ากันอีกที จริงๆ แล้วเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ใช่ปัญหา พ่อกับแม่ของเฟย์วางแผนชีวิตไว้ดีมาก เงินจากประกันอุบัติเหตุ ประกันชีวิต ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ ให้เฟย์ใช้ทั้งชีวิตก็ยังใช้ไม่หมด แต่สิ่งที่เราต้องคอยดูแลคือตอนนี้เฟย์กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ กำลังเป็นวัยรุ่น ต้องการคนที่จะดูแลไม่ให้ใครมารังแก คอยเป็นที่ปรึกษาในเรื่องต่างๆ” ธารินทร์พูดในสิ่งที่ตัวเองคิด

“แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะคะ จะพาไปอยู่ชิลีด้วยก็ไม่ได้ เอ๊ะ! อย่าบอกนะคะว่า...”

บทถัดไป