บทที่ 11 ตอนที่4 นางเป็นใคร?
"เจ้าควรกลับวังบูรพาได้แล้ว อย่ามัวท่องเที่ยวจนเกินไป" ชายหนุ่มคนแรกที่ถูกเรียกขานว่าอาจินเอ่ยเตือนชายคนที่สองด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
"อะไรกัน?" ชายคนที่ถูกไล่ให้กลับวังบูรพากล่าวโต้แย้ง "ท่านเป็นถึงพระอนุชาของเสด็จพ่อยังสามารถออกมาอาศัยอยู่ข้างนอกได้เลย แล้วทำไม่รัชทายาทเยี่ยงข้าจะออกมาท่องเที่ยวไม่ได้บ้าง"
"ข้ามิได้เกี่ยวข้องอันใดกับเสด็จพ่อของเจ้า"
"อ้อ...นั่นสินะ ขนาดชื่อแซ่ยังเปลี่ยนจากเฟยหลงเหอจิน เป็น หยางเหอจิน ท่านมิได้เกี่ยวข้องอันใดกับสกุลเฟยหลงแล้วจริงๆ"
"พูดให้น้อยลงหน่อยเถิดเฟยหลงเซียน"
"อ่า...ถึงกับเรียกนามเต็มยศกันเลยทีเดียว" เฟยหลงเซียนถึงกับครางในลำคอพร้อมส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
หยางเหอจินเลิกสนใจเฟยหลงเซียนอีกต่อไป เขาเปลี่ยนมาใช้สกุลของมารดาแล้วมันหนักส่วนใดของเจ้าหลานชายผู้นี้กัน!
"ถึงท่านจะตัดขาดตัวเองออกจากราชวงศ์แล้วแต่อย่างไรเสียท่านก็ยังคงเป็นเสด็จอาของข้า เป็นพระอนุชาของเสด็จพ่อไม่มีวันเปลี่ยนแปลง" เฟยหลงเซียนยังคงไม่ยินยอมให้น้องชายสุดที่รักของบิดาต้องหมางเมินจนเกินไป ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเรื่องราวความบาดหมางของบิดากับท่านอาเป็นเรื่องใด หากแต่เขาจะไม่ยอมให้ทั้งสองเกลียดกันเด็ดขาด
"หยุดเรียกข้าว่าเสด็จอาได้แล้ว ข้ากับเจ้าอายุห่างกันแค่สองปี เป็นแค่สหายกันก็พอ" หยางเหอจินเอ่ยแค่นั้นก่อนจะหมุนกายงามสง่าเดินเบี่ยงต่อไปยังทิศทางหนึ่ง
เฟยหลงเซียนยืนขมวดคิ้วนับนิ้วในใจ เขาอายุยี่สิบห้าปี เช่นนั้นแล้วเขากับท่านอาจะยังถือว่าเป็นสหายกันได้อย่างไร ต้องเป็นพี่ชายสิถึงจะถูก "หากมิให้เรียกท่านอา ข้าก็จะเรียกท่านว่าพี่ใหญ่...พี่ใหญ่!"
คนถูกเรียกว่าพี่ใหญ่หยุดปลายเท้ากึก เขามีน้องชายเมื่อใดกัน!
เฟยหลงเซียนเลิกคิ้วยียวนท่วงท่าสำราญรื่นเริง “เอาน่า! พี่ใหญ่ ท่านก็เลิกตีหน้าตายทำลายบรรยากาศอันชื่นมื่นเสียทีเถิด”
ชายหนุ่มกล่าวพลางเดินตามแผ่นหลังตั้งตรงของหยางเหอจิน “ว่าแต่ เหตุใดท่านเดินมาทางนี้ เราจะไปทางนั้นกันมิใช่รึ?” เขากล่าวพลางเบนสายตาไปทางเบื้องหลังที่เป็นทิศทางตรงกันข้ามที่พี่ใหญ่หมาดๆ ของเขากำลังเดินไป
หยางเหอจินหาได้ตอบคำอันใด เขาเพียงเดินไปตามทิศทางที่รถม้าคันหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวไปแบบไร้ทิศทาง เขาต้องรู้ให้ได้ว่าสตรีน่ารักนางนั้นเป็นใครกันแน่!
รถม้าคันเดิมที่มีหนี่ม่านใช้แส้สะกิดม้าหาได้เฆี่ยนตีมันไม่
ฝ่ามือน้อยๆ ของหนี่ม่านกำบังเหียนม้าเอาไว้แน่นคล้ายกับว่าหากปล่อยมือไปม้าพวกนี้จะหยุดวิ่งกระนั้นหาได้บังคับม้าให้วิ่งไปแบบปกติไม่
ภายในรถม้าที่ยังคงวิ่งไปแบบไร้จุดหมายเสียงแว่วหวานยังคงเอ่ยคำเรียบเรื่อยใส่กัน “ข้ามีนามว่าหนิงเหมย สาวใช้ของข้ามีนามว่าหนี่ม่าน แล้วเจ้าเล่า”
“เรียกว่าข้าอาเจินก็ได้”
“อืม...อาเจิน”
ซูเจินกึ่งนั่งกึ่งนอนในท่วงท่าสบายๆ มือหนึ่งถือขนมส่งใส่ปากเคี้ยวแก้มพอง อีกมือหนึ่งถือหนังสืออ่านอย่างเพลินเพลิน
ในขณะที่หนิงเหมยกำลังนั่งนิ่งๆ ฝ่ามือน้อยๆ วางซ้อนกันบนหน้าตักอย่างสำรวมเฉกเช่นคุณหนูผู้ดีดังปกติตามวิสัย สายตาคู่สวยยังคงจับจ้องที่ใบหน้าเรียวเล็กน่ารักของซูเจิน นางกำลังสังเกตว่าสตรีตรงหน้ามีรูปลักษณ์ที่ดีมากนัก ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก ดวงตากลมโต แก้มนวลน่าหยิก แต่ทำไมถึงได้…
“จะจ้องข้าอีกนานหรือไม่?” ซูเจินเอ่ยถามออกมาในที่สุดเมื่อถูกสตรีตรงหน้าจ้องมองไม่วางตา
หนิงเหมยถึงกับสะดุ้งเฮือก
“สงสัยอันใดก็ถามมา หากข้าตอบได้ข้าจะตอบ” ซูเจินกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงตากลมโตจ้องมองคู่สนทนาตรงๆ
ไม่รู้ว่าทำไมหนิงเหมยถึงรู้สึกถูกชะตากับสตรีน่ารักแต่โหดเหี้ยมนางนี้หนักหนา นางจึงคลี่ยิ้มอ่อนโยนจริงใจส่งให้ ก่อนเริ่มชวนคุยคล้ายหยั่งเชิงลองภูมิ “ข้าช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ ข้านับว่าเป็นเจ้าชีวิตของเจ้า”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
“เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไม่วิธีตอบแทนข้าอย่างไร”
“เจ้าช่วยชีวิตของข้าเอาไว้ เจ้าต้องการให้ข้าตอบแทนสิ่งใดจงบอกมา หากข้าทำได้ข้าย่อมทำ” ซูเจินกล่าวจบเพียงไหวไหล่น้อยๆ กินขนมต่ออย่างอร่อยก็เท่านั้น
“เหตุที่เจ้าพูดอย่างนี้เพราะว่าข้าเป็นสตรีเช่นเดียวกับเจ้าใช่หรือไม่”
“...”
ซูเจินละสายตากลมโตจากหนังสือในมืออีกคราเพื่อมองไปยังหนิงเหมยนิ่งๆ “อันใดของเจ้ากัน?”
“แล้วหากว่าข้าเป็นบุรุษเล่า ข้าช่วยชีวิตของเจ้าแล้ว เจ้าจะยอมเป็นเมียของข้าหรือไม่”
“...”
ขนมถึงกับตกจากมือของซูเจิน
“แล้วหากว่าเจ้าเป็นบุรุษ ส่วนข้าเป็นสตรีที่ช่วยเหลือเจ้า และข้านั้นก็ต้องการให้เจ้าตอบแทนข้าโดยการรับข้าเป็นเมีย เจ้าจะยอมหรือไม่”
ครานี้ซูเจินถึงกับสำลักขนมในปาก
หลังจากจิบชาล้างคอจนหยุดไอจากอาการสำลัก ซูเจินจึงเริ่มต่อความ “ไม่ว่าใครจักเป็นฝ่ายช่วยเหลือใคร การตอบแทนกันย่อมมิใช่การเป็นเมีย บ้ารึ? ข้ามิได้ใจง่ายปานนั้น ช่วยกันเสร็จแล้วก็แยกทางกัน โอกาสตอบแทนกันย่อมมีในสักวันอยู่แล้ว อย่าบอกนะว่าเจ้าชอบข้า เจ้าบ้าไปแล้ว ถึงแม้เจ้าจะงามมากนัก ใบหน้าจะอ่อนหวาน รอยยิ้มจะล่อลวงใจหนักหนา แต่ว่าข้าชอบบุรุษนะ อ้อมแขนของบุรุษอบอุ่นกว่าอ้อมแขนของสตรีแน่ๆ ข้าจำได้ อ้อมแขนของท่านพ่ออบอุ่นที่สุด เจ้าต้องบ้าแน่ๆ ดูแขนของเจ้าเถิด เรียวเล็กเยี่ยงนั้น จะโอบกอดข้าได้อย่างไรกัน” ซูเจินบ่นยาวเหยียดไม่ไว้หน้าเลยสักนิด
