บทที่ 12 ตอนที่5 เกี้ยวพาราสี 1

หนิงเหมยถึงกับมองซูเจินตาปริบๆ นางรู้สึกหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้เลยทีเดียวเมื่อถูกบ่นขนาดนั้น

ซูเจินรู้สึกขนลุกยิ่งนักและกำลังคิดว่ามันไม่ถูกต้องอย่างยิ่งยวด “เจ้าเอาเรื่องของใครมาถามข้ากัน”

หญิงสาวอมยิ้มน้อยๆ “ก็แค่เรื่องราวบุรุษคนหนึ่งกับสตรีนางหนึ่ง” นางตอบตามตรง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นางมิได้ถือว่าเป็นความลับอันใด มันคล้ายกับเรื่องเล่าประโลมโลกก็เท่านั้น นางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

“บุรุษผู้หนึ่งมีภรรยาอยู่แล้ว วันหนึ่งเขาได้รับบาดเจ็บแล้วมีสตรีนางหนึ่งได้ช่วยเหลือเขาเอาไว้ บุรุษผู้นั้นจึงตอบแทนนางด้วยการรับนางเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง จนภรรยาคนแรกของเขาต้องตรอมใจตาย”

“อ่อ...” ซูเจินก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี “แล้วอย่างไร?”

หนิงเหมยอมยิ้มน้อยๆ สีหน้าปลดปลง ส่ายหัวไปมา “ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่ต้องการรู้ในเรื่องที่ข้าสงสัยว่าข้าเข้าใจไปเองคนเดียวหรือไม่ กับการที่สตรีกับบุรุษมีบุญคุณต่อกันจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องรับเป็นเมียเพื่อหยามสตรีอีกคน

ซูเจินเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวแบบคิดเอาเอง “สตรีนางนั้นเคยช่วยเหลือพ่อของเจ้าก็เลยมีบุญคุณต่อกัน ต่อมาสตรีนางนั้นก็ทำให้พ่อเจ้าหลงรักหัวปักหัวปำจนนอกใจแม่ของเจ้า ใช่หรือไม่?”

“...”

หนิงเหมยถึงกับอึ้งงันตาโต ด้วยไม่คิดว่าคู่สนทนาจะฉลาดเป็นกรดถึงเพียงนี้

ซูเจินยังคงครุ่นคิดประหนึ่งว่าเป็นเรื่องของตน “แม่ของเจ้าตรอมใจตายเพราะพ่อของเจ้านอกใจไปรักกับสตรีนางนั้น ใช่หรือไม่?”

หนิงเหมยยิ่งกะพริบตาพูดอันใดไม่ออกทั้งสิ้น

ซูเจินยังคงเอ่ย “สตรีนางนั้นต่ำช้ามาก นางกล้าใช้มารยากับพ่อของเจ้า แต่ว่า...ก็แค่มารยาชั้นต่ำของสตรีนางหนึ่ง เหตุใดพ่อของเจ้าต้องแต่งเข้าบ้านด้วยเล่า แค่บอกว่า...” 

หญิงสาวกระแอมหนึ่งทีทำเสียงทุ้มต่ำคล้ายเสียงบุรุษ “ข้ามิอาจรับเจ้าเป็นเมียได้ แต่หากมีโอกาสข้าย่อมต้องตอบแทน”

นางปรับเสียงให้เป็นปกติแล้วกล่าวต่อ “แค่นี้ยากอันใด หากนางอยากให้พ่อเจ้าตอบแทนโดยการรับนางนอนใต้ร่าง พ่อเจ้าก็แค่เพียงสนองนางให้แล้วก็จบๆ กันไป แค่นี้ใช้ได้แล้ว อยากให้ทำกี่ทีก็ไม่น่ามีปัญหา เหตุใดต้องพาเข้าบ้านมาหยามแม่ของเจ้าด้วยเล่า เฮ้อ!” หากเป็นท่านพ่อของนางก็คงทำอย่างที่นางว่ามานี่ล่ะ ตอบแทนกันเสร็จก็แยกย้าย พอใจกันทั้งสองฝ่าย

หนิงเหมยได้ฟังความเยี่ยงนั้นถึงกับสำลักอากาศที่ใช้หายใจ นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอไหนเลยจะคุ้นเคยกับคำพูดตรงไปตรงมาเยี่ยงนี้กัน แต่ทว่าคำพูดเมื่อครู่นี้ช่างตรงใจนางยิ่ง

“แต่ว่านะอาเจิน บุรุษที่ดีย่อมต้องรับผิดชอบสตรีที่ตนได้ครอบครอง พ่อของข้าย่อมต้องรับผิดชอบสตรีนางนั้น” หนิงเหมยยังคงสรรหาเหตุผลเข้าข้างบิดาแห่งตน ซึ่งอาจจะช่วยให้นางได้รู้สึกเคารพบิดาขึ้นมาบ้างสักเล็กน้อยก็ยังดี

“อ้อ...” ซูเจินลากเสียงยาว “เป็นเช่นนั้นรึ?” นางทำท่าครุ่นคิดไม่สร่างซา “เช่นนั้นแล้วหากข้าชอบบุรุษในเมืองสักคน ข้าแค่มารยาให้มากเข้าไว้ เขาก็คงรีบแต่งข้าแล้วกระมัง อา...ข้าคงต้องรีบหาสามีสักคนแล้ว จะได้ไม่ต้องระหกระเหินไร้บ้านเยี่ยงนี้” นางกล่าวพร้อมตบมือฉาดใหญ่ นิสัยและกิริยาล้วนได้มาจากซูหยางผู้เป็นบิดาทั้งสิ้น

หนิงเหมยถึงกับหัวเราะพรืด “เจ้าจักมารยาใส่บุรุษแบบใดกัน”

“อืม...” อีกครั้งที่ซูเจินต้องคิดหนัก “ต้องรูปงาม อืม...” หัวคิ้วขมวดเป็นปมดวงตากลมๆ จริงจังแน่วแน่ “ต้องร่ำรวยด้วย อืม...แล้วก็ต้องเป็นคนดี มีความรับผิดชอบ ที่สำคัญต้องไม่ฉลาดมากนัก หลอกง่ายหน่อยกำลังดี หึหึ!”

หนิงเหมยยิ่งหัวเราะชอบใจ

“ข้าคิดถูกรึ? ควรเป็นอย่างนั้นใช่หรือไม่?” ซูเจินเริ่มตื่นเต้น อันที่จริงนั่นเป็นความคิดที่ดีทีเดียว หลังจากที่นางต้องบ้านแตกอยู่แบบไร้หลักเยี่ยงนี้ หนทางแก้แค้นยังยากนักและยังต้องใช้ปัจจัยเกื้อหนุน การจับบุรุษร่ำรวยสักคนเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว

“สตรีต้องมารยาเท่านั้น ต้องมารยาเข้าไว้ ถึงจะได้บุรุษมาครอบครอง อา...แล้วข้าต้องมารยาอย่างไรบ้าง?” นางเริ่มเห็นแสงสว่างในชีวิต

หนิงเหมยมองซูเจินนิ่งๆ สายตาเริ่มฉายแววร้าวลึก “ที่เจ้าว่ามาล้วนถูกต้องทั้งสิ้น หากแต่ข้ากลับคิดต่าง”

“หืม...”

หนิงเหมยถอนหายใจคำรบหนึ่ง “แน่นอนว่าสตรีย่อมมารยา มีสตรีนางใดบ้างที่ไม่มารยา แค่มองตาส่งยิ้มก็เรียกว่ามารยาได้ หากแต่ถ้าบุรุษหนักแน่นมากพอ ปัญหาทั้งหลายก็คงไม่เกิด” นางเอ่ยกับซูเจินด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยก็เท่านั้น

“ความผิดทั้งหมดล้วนเกิดมาจากบุรุษทั้งสิ้น ไม่ว่าบุรุษผู้นั้นจะเป็นคนดีมีความรับผิดชอบปานใด หากบุรุษมีรักแท้ที่มั่นคงมากพอ ไม่ว่าเขาจักเจอสตรีสักกี่นาง เจอมารยาร้ายกาจสักเท่าใด การนอกใจต้องไม่เกิด เจ้าคิดว่าอย่างนั้นหรือไม่?”

ซูเจินกลอกตาไปมา “หากบุรุษฉลาดมากๆ เหมือนท่านพ่อของข้าทุกคนก็แย่น่ะสิ แล้วอย่างนี้ข้าจะหลอกล่อใครได้เล่า?”

หนิงเหมยได้ฟังพลันกะพริบตาปริบๆ ข้ากับเจ้ากำลังคุยเรื่องเดียวกันใช่หรือไม่?

ในขณะที่สองสตรีกำลังเริ่มจะคุยกันคนละทาง เสียงของหนี่ม่านพลันตะโกนเข้ามา “คุณหนูเจ้าคะ ม้าของเรามันไม่ยอมหยุดวิ่งเจ้าค่ะ ทำอย่างไรดีเจ้าคะ”

ซูเจินกินขนมต่อมิได้สนใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป