บทที่ 9 ตอนที่3 สหายใหม่ (ผู้น่ากลัว) 3

อึดใจแขนข้างหนึ่งที่กำลังรัดรึงหนี่ม่านของชายที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่พลันขาดกระเด็นตกลงบนพื้นดินตามท่อนเอ็นเมื่อครู่ เลือดสดๆ ไหลทะลักสาดกระจาย

สาวใช้ที่กำลังหลับตากรีดร้องถึงกับลืมตาเบิกกว้างร่างทั้งร่างพลันผงะ

ร่างใหญ่หนาของชายฉกรรจ์ตรงหน้าหนี่ม่านล้มตึงนัยน์ตาเถลือกถลนแทบออกมานอกเบ้า เสี้ยวเวลาหัวของมันพลันตกอยู่ใต้ฝ่าเท้าของใครบางคน

เจ้าของฝ่าเท้าที่กำลังเหยียบย่ำหัวของชายใจโฉดจนจมดินคือสตรีในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม

ซูเจินคือสตรีผู้เป็นเจ้าของฝ่าเท้าและเป็นคนที่ตัดความเป็นชายของเจ้าพี่ใหญ่แห่งกลุ่มชายฉกรรจ์จนขาดกระเด็นตามด้วยท่อนแขนที่รัดรึงหนี่ม่านเมื่อครู่

พี่ใหญ่ของกลุ่มกระตุกร่างถี่ๆ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวปานจะขาดใจแต่ไม่สามารถอ้าปากร้องออกมาได้แม้เพียงเสียงเดียวเนื่องจากมันถูกเหยียบหัวจนใบหน้าบิดเบี้ยวลิ้นจุกปาก

หนี่ม่านรีบถอยหลังกรูด

หนิงเหมยยืนตัวเกร็งจ้องมองด้วยดวงตากลมโตเบิกกว้าง

ชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนยืนอ้าปากค้างตัวแข็งทื่อ

ซูเจินมีเพียงมีดสั้นเล่มหนึ่งในมือ เลือดสดๆ ไหลท่วมมีดสั้นและฝ่ามือน้อยๆ ของนาง

หญิงสาวยืนนิ่งจ้องมองทุกคนด้วยสายตากลมโตที่เย็นชาใบหน้างดงามที่เรียบเฉยฝ่าเท้าน้อยๆ ข้างหนึ่งยังเหยียบอยู่บนหัวของชายฉกรรจ์ที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่ นางขยี้ปลายเท้าไปมาให้ใบหน้าของชายใต้ฝ่าเท้าบิดเบี้ยวจนมีเลือดซึมออกจากเบ้าตากระทั่งโลหิตสายหนึ่งรินหลั่งออกมาจากจมูกและริมฝีปากก่อนจะยกเท้าขึ้นเพียงนิดแล้วกระทืบลงไปอย่างแรงนำพาให้ร่างใหญ่หนาของมันกระตุกดิ้นพล่าน

“อย่ารีบตายเชียว” เสียงเย็นเยียบเอ่ยออกมาจากริมฝีปากเล็กบางของซูเจิน “เจ็บแค่นี้เอง เจ้าควรจะทนเอาไว้ ลูกน้องของเจ้ากำลังยืนมองเจ้าอยู่ ลืมไปแล้วหรือไร หืม...” จบเสียงเย็นชานางจึงยกยิ้มแสยะตรงมุมปาก

“อา...อา...” ชายใต้ฝ่าเท้าร้องได้แค่นั้น

“จ...เจ้า...นางปีศาจ” เสียงของชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่ยืนล้อมหนิงเหมยเอาไว้เอ่ยออกมาพลางชี้นิ้วมาทางซูเจิน “นางปีศาจจากที่ใด”

สตรีผู้ถูกเรียกว่านางปีศาจมิได้ตอบคำ นางเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเอียงหน้ามองเจ้าของประโยคด้วยสายตาคู่งามกะพริบปริบๆ แลดูน่ารักผิดกับฝ่าเท้าน้อยๆ ที่กำลังเหยียบย่ำคนตัวใหญ่จนชักกระตุก

“พวกเรา!” อีกเสียงหนึ่งจากสี่บุรุษตัวใหญ่คำราม “จัดการมัน!”

จบคำพวกชายใจหยาบก็พากันกรูเข้าใส่ซูเจินที่กำลังยืนทำตาใสมองอยู่

การต่อสู้แบบชายสี่รุมหญิงหนึ่งจึงบังเกิด

หนิงเหมยได้ทีรีบมองหาสิ่งของเพื่อเป็นอาวุธหมายจะเข้าไปช่วยหนึ่งสตรีที่กำลังชุลมุน

หนี่ม่านรีบหอบเสื้อผ้ารุ่งริ่งลุกขึ้นวิ่งมาหาเจ้านายของตน

“คุณหนู” หญิงสาวร้องไห้ปานขาดใจ นึกหวาดกลัวจับใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่ที่ตนเกือบจะถูกย่ำยี โชคดีเหลือเกินที่ชายชั่วตนนั้นยังไม่ทันได้ล่วงเกินนาง “คุณหนู...ฮือ” หนี่ม่านทรุดตัวลงบนพื้นดินนั่งร้องไห้โฮนึกโล่งใจเหลือเกิน

“ไม่เป็นไรหนี่ม่าน รีบช่วยกันหาอาวุธช่วยแม่นางคนนั้นเถิด” หนิงเหมยปลอบใจสาวใช้พร้อมหยิบไม้ขึ้นมาท่อนหนึ่ง

แต่ยังไม่ทันจะเอื้อมไม้ขึ้นเพื่อตีใคร สายตาคู่สวยของหนิงเหมยพลันชะงักก่อนจะตกตะลึงพรึงเพริด

ชายตัวใหญ่ทั้งห้าคนนอนตายเกลื่อนกลาด บางคนขาขาดบางคนหัวขาด สภาพอเนจอนาถดูไม่ได้

หนิงเหมยถึงกับยืนตัวเกร็งแข็งทื่อจ้องมองสตรีน่ากลัวที่ลำตัวเปื้อนเลือด นางเพ่งมองจนดวงตาคู่สวยของตนเบิกกว้าง

หนี่ม่านยิ่งร้องไห้โฮเมื่อเห็นไม่ต่างจากเจ้านาย

“หยุด!” ซูเจินตวาดหนี่ม่านที่กำลังร่ำไห้เสียงดัง

สาวใช้ตัวน้อยหุบปากฉับไว

ซูเจินกวาดสายตากลมใสมองไปทางบ่าวชายที่นอนสลบอยู่ไม่ไกลก่อนจะเดินเข้าไปที่บ่าวชายคนนั้นอย่างใจเย็น เมื่อเดินมาถึงตัวบ่าวชายนางเพียงยกเท้าเตะก้นบ่าวชายไปหนึ่งที

ผลที่ได้ทำให้บ่าวชายตื่นลืมตาขึ้นมาในบัดดล

สิ่งแรกที่บ่าวชายมองเห็นเมื่อลืมตาเขาถึงกับผวาทำท่าจะลุกขึ้นวิ่งหนี แต่ทว่ากลับถูกซูเจินกระทืบแผ่นหลังเสียงดังอั่ก

บ่าวชายถึงกับล้มลงหน้าไถพื้นดิน

“ป่ะ...ปล่อยข้าไปเถิด” บ่าวชายละล่ำละลักเอ่ยออกมา “ข้าผิดไปแล้ว ได้โปรด”

“อันใดกัน?” ซูเจินทำหน้าใสซื่อพลางเอ่ย “ข้ายังมิได้ถามอะไรเลย เจ้าจะรีบร้อนสารภาพไปไย”

ประโยคนั้นทำเอาหนิงเหมยและหนี่ม่านตัวชาวาบ

“หมายความว่าอย่างไร?” หนิงเหมยถามเสียงเบาไปทางบ่าวชายที่กำลังคุกเข่าขอชีวิต

บ่าวชายรีบคลานเข่ามาทางหนิงเหมยแล้วเอ่ยอย่างร้อนรน “คุณหนูขอรับ หากบ่าวสารภาพจะปล่อยบ่าวไปได้หรือไม่ขอรับ”

หนิงเหมยกะพริบตาปริบๆ จ้องมองหน้าบ่าวชายนิ่งงัน เพียงครู่จึงถอนสายตาออกจากบ่าวชายมองไปยังสตรีน่ากลัวทางด้านหลังของบ่าวชาย

“ย่อมได้” ซูเจินตอบรับอย่างอารมณ์ดี นางอมยิ้มน้อยๆ มองดูแล้วคล้ายสาวน้อยไร้เดียงสา

หนิงเหมยจึงพยักหน้าให้บ่าวชายหนึ่งทีเป็นเชิงตกลงว่าจะไว้ชีวิตและให้อภัยหากสารภาพออกมา

บ่าวชายรีบโขกหัวกับพื้นดินพลางเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “เป็นคำสั่งฮูหยินรองขอรับ นางต้องการให้คุณหนูใหญ่ถูกย่ำยีไม่มีหน้ากลับเข้าบ้านขอรับ”

แน่นอนว่าหนิงเหมยเข้าใจได้ไม่ยาก นางเองก็สงสัยตั้งแต่ชายทั้งห้าคนโผล่หน้ามาแล้ว

หญิงสาวจึงทำได้เพียงหลับตากลืนความอัปยศลงคอ อึดใจนางจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาเพื่อหมายจะทำตามคำที่บอกกล่าวแก่บ่าวชายว่าจะไว้ชีวิต แต่ยังมิทันได้เอื้อนเอ่ยอันใด เสียงดังกร๊อบคล้ายกระดูกหักพลันดัง ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนคล้ายสุนัขหอน

หนิงเหมยผงะไปอีกครา หนี่ม่านก็เช่นกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป