บทที่ 1 ความสูญเสีย
บทที่ 1 ความสูญเสีย
หญิงสาวรูปร่างระหงในชุดไทยสีครีมทองกำลังยืนอยู่บนเรือนไม้หลังเล็กสีครีม ซึ่งแวดล้อมไปด้วยสวนยางพาราด้านหลัง ส่วนด้านหน้าเรือนห่างจากลานหน้าบ้านออกไปเป็นรั้วไม้สีขาวกั้นขอบลำห้วยที่มีธารน้ำเล็กๆ ไหลผ่าน ต้นยางนากำลังทิ้งลูกร่วงปลิวลงมาดั่งนกน้อยๆ บริเวณโดยรอบล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อนอยู่ไกลๆ
พรุ่งนี้แล้วสินะที่จะเป็นวันแต่งงานของเธอ!
หญิงสาวก้มมองชุดไทยที่สวมใส่ซึ่งตัดเย็บด้วยมือของตัวเอง เธอหยิบมันขึ้นมาลองอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าชุดนี้ยังสวมใส่ได้พอดี ทั้งๆ ที่เธอลองแล้วลองอีกมาหลายครั้ง
ใช่! เธอยอมรับว่าตื่นเต้นกับการแต่งงานครั้งนี้มากเพียงไร เพราะเจ้าบ่าวของเธอ... เจ้าบ่าวของเธอเป็นอย่างไรนะหรือ? เอาน่า! อย่าให้นึกถึงเลย เพราะแค่คิดถึงเขา...เธอก็ยิ้มออกมาได้อย่างไม่รู้ตัว
จะผิดไหม...ที่เธอกำลังตกหลุมรักเจ้าบ่าวของตัวเองอย่างถอนตัวไม่ขึ้น?
คิดแล้วเธอก็จ้องมองไปยังดงดอกตาเบบูญ่าข้างบ้านหลังน้อย ที่วันนี้ผลิดอกสีชมพูอมม่วงบานสะพรั่งไปทั้งต้น พื้นหญ้านวลน้อยสีเขียวขจีแต่งแต้มด้วยดอกตาเบบูญ่าที่ร่วงเกลื่อนพื้น ดูสวยงามกว่าวันไหนๆ แต่กว่าที่จะมาถึงวันนี้เธอก็ต้องผ่านอะไรมามากมาย ผ่านอะไรนะหรือ...หญิงสาวถามตัวเอง แล้วเรื่องราวของเธอก็ผุดขึ้นมาในความคิด
เรื่องราวเมื่อสี่ปีก่อน...หากไม่มีวันนั้น...วันที่แสนเศร้า เธออาจจะไม่มีวันนี้...วันที่สุขแสนสุข... แล้วภาพเรื่องราวเมื่อสี่ปีก่อนของเธอก็หลั่งไหลเข้ามาในห้วงคิดคำนึง
ปลายเดือนมีนาคม 2553
เมื่อราวหลังเที่ยงคืน บนเตียงนอนนุ่มที่ให้ความเย็นด้วยเครื่องปรับอากาศชั้นดี ซึ่งอยู่บนคอนโดมิเนียมหรูย่านใจกลางเมือง ความสะดวกสบายเหล่านั้น ไม่สามารถทำให้หญิงสาวที่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงข่มตาหลับลงไปได้แม้เพียงนิด เธอยังนอนครุ่นคิดถึงปัญหาต่างๆ ที่กำลังรุมเร้า
สถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังย่ำแย่มีการประท้วงและก่อความไม่สงบ ทำให้ธุรกิจร้านเสื้อผ้าบนห้างสรรพสินค้าชื่อดังในย่านธุรกิจที่เธอทุ่มเงินซึ่งสะสมมาทั้งหมดไปลงทุนเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ตอนนี้ไม่สามารถเข้าไปเปิดร้านมานานเกือบเดือน
ค่าใช้จ่ายต่างๆ ประเดประดังเข้ามา ยอดหนี้บัตรเครดิตที่เธอจำเป็นต้องเอาเงินออกไปหมุนเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ไหนจะเป็นบิดาของเธอซึ่งนอนป่วยด้วยโรคมะเร็งตับอยู่ในโรงพยาบาล เธอเพิ่งจะกลับมาจากที่นั่นเมื่อตอนหัวค่ำซึ่งมารดาเลี้ยงและน้องสาวของเธอเข้าไปผลัดเปลี่ยนเวรในการเฝ้าบิดา
แม้เธอจะเป็นบุตรสาวคนโตของครอบครัวที่มีฐานะดีอย่างตระกูลอรุณภักดิ์ แต่เธอก็เป็นเพียงลูกของภรรยาเก่าที่ไม่ได้มีสมบัติอะไรติดตัว ตั้งแต่เรียนจบดีไซน์เนอร์มาจากต่างประเทศ เธอทำงานเลี้ยงตัวเองโดยไม่ได้พึ่งพาเงินของครอบครัว แม้ภายนอกเธอจะแสดงออกด้วยท่าทีเลิศหรู มั่นใจในตัวเองสูง แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งที่ปนไปด้วยความทรนงในตัวเอง
หญิงสาวลืมตาขึ้นมองนาฬิกาซึ่งบอกเวลาตีสองกว่าเข้าไปแล้ว จึงพยายามผ่อนคลายและสลัดความคิดวุ่นวนในสมองออกไปเพื่อที่จะทำให้เธอสามารถหลับลงได้สักที
เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนหัวเตียงดังขึ้นมา ปลุกหญิงสาวที่เพิ่งจะเคลิ้มหลับให้ตกใจตื่น เธอหรี่ตามองนาฬิกาที่ติดอยู่บนผนังอีกครั้ง แม้ภายในห้องจะปิดไฟหมดแต่ยังมีแสงไฟสลัวที่เปิดทิ้งไว้หน้าห้องน้ำทำให้พอจะมองเห็นได้รางๆ
“เพิ่งจะตี 3 ใครโทรมาตอนนี้นะ รึว่า....คุณพ่อ!”
“ฮัลโหล!” หญิงสาวรีบคว้าโทรศัพท์มาพูดอย่างลนลานเมื่อนึกว่าอาจเป็นสายจากโรงพยาบาล
“พี่รินคะพี่ริน...” เสียงสะอื้นสั่นเครือที่ได้ยินมาตามสายทำให้หญิงสาวอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะถามกลับไปอย่างร้อนรน
“มีอะไรยายกัน...บอกพี่ซิ มีอะไร เกิดอะไรขึ้น?”
“คุณพ่อค่ะพี่ริน คุณหมอบอกเมื่อกี้ว่าคุณพ่ออาการหนักมาก กันเฝ้าคุณพ่ออยู่คนเดียว พี่กานต์และเกดกลับไปตั้งแต่หัวค่ำ พี่รินรีบมานะคะ กันกลัวค่ะพี่ริน เดี๋ยวกันจะโทรไปหาคุณแม่ พี่กาน...” คนเป็นน้องสาวต่างมารดายังพูดไม่ทันจบ รินลดาก็รีบวางโทรศัพท์แล้วคว้าเดรทที่สวมง่ายที่สุดมาเปลี่ยนก่อนจะฉวยกุญแจรถบนโต๊ะไม้ใกล้ประตูห้องวิ่งออกไป
“คุณพ่อคะ คุณพ่อ” หญิงสาวรีบวิ่งไปที่เตียงคนไข้ที่เต็มไปด้วยสายระโยงระยางของอุปกรณ์การแพทย์ซึ่งใช้ยื้อชีวิตของชายสูงอายุที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง แรงเขย่าทำให้ผู้ที่อยู่บนเตียงรู้สึกตัว ชายชรารูปร่างซูบผอมค่อยๆ ลืมตาอย่างไร้เรี่ยวแรง จ้องมองมายังบุตรสาวคนโต เสียงแหบพร่าหลุดออกมาจากปากของท่านอย่างยากลำบาก
“ริน...พ่อคงมีเวลาไม่มาก พ่อฝากของให้ริน ลุงพงษ์จะ...จะเอามาให้ริน เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว พ่อคงไม่มีสมบัติอะไรให้หนูได้เท่ากับที่ให้น้องๆ ของหนูได้รับ หนูคงรู้นะว่าเพราะอะไร...อย่าเสียใจนะลูก พ่อรู้ว่าลูกพ่อเป็นคนเก่งและเป็นคนดี สักวันหนึ่งลูกต้องประสบความสำเร็จ....” เสียงแหบแห้งของท่านขาดหายไปในประโยคสุดท้าย
“คุณพ่อคะ คุณพ่อไม่ต้องพูดอะไรแล้วนะคะ รินไม่สนใจอะไรทั้งนั้น คุณพ่อต้องหายนะคะ คุณพ่อต้องอยู่กับรินนะคะ...” ชายชราค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ หญิงสาวร้องไห้โฮอย่างสุดกลั้น
