บทที่ 10 เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
“สามสิบล้าน! คุณจะโก่งราคาขึ้นตั้งสามสิบล้านเชียวเหรอ ถึงผมมีผมก็ไม่มีวันยอมจ่ายคุณหรอก ผมให้คุณได้ไม่เกินสิบห้าล้านบาทเท่านั้น” ชายหนุ่มขึ้นเสียงสูงในเมื่อราคาประเมินของธนาคารในตอนนี้มันไร่ละสองแสนก็จริง แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่าราคาซื้อขายที่ดินของที่นี่ตกไร่ละราวห้าแสนถึงหนึ่งล้านบาทเป็นอย่างต่ำ
‘เธอคงจะคิดราคาไร่ละล้านกว่า ๆ สินะ รวยแล้วยังจะหัวหมออีก สงสัยจะหาข้อมูลมาดีล่ะสิท่า’ ชายหนุ่มคิดในใจ
เพราะหลังจากที่พ่อของเขาขายที่ดินแปลงนี้ไป ไม่นานราคาที่ดินแถบนี้ก็ขึ้นราคาสูงลิ่วเนื่องจากบริเวณโดยรอบกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ มีโรงแรมและ รีสอร์ตผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด หลังจากได้ขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อว่า ‘อุทยานแห่งชาติหาดขนอม-หมู่เกาะทะเลใต้’ และอยู่ระหว่างผลักดันให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จึงทำให้ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
“สิบห้าล้าน!/สิบห้าล้าน!” สองสาวอุทานขึ้นพร้อมกัน ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกใจ
‘ที่ดินไกลปืนเที่ยงเช่นนี้ราคาตั้งสิบห้าล้านบาทเชียวหรือ’ เธอไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อนเลยจริง ๆ
แค่จะบอกว่าสามล้านเธอยังไม่กล้าเอ่ยปาก เพราะกลัวเขาจะเปลี่ยนใจไม่ซื้อ แต่นี่มันสิบห้าล้าน...ตั้งสิบห้าล้าน! สิบห้าล้านบาทนี่มีเลขศูนย์กี่ตัว เธองงไปหมดแล้ว หญิงสาวตื่นเต้นจนมือไม้สั่น
“ว่าไง สิบห้าล้านจะขายมั้ย หรือคุณจะเก็บไว้ทำสวนเอง หึ ๆ แต่ดูท่าทางเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างคุณเนี่ย คงทำอะไรให้ดีกว่านี้ไม่ได้หรอก เอาเงินสิบห้าล้านไปนั่งกินนอนกินซะเถอะ” อยู่ ๆ เขาก็นึกสนุก อยากจะรู้ขึ้นมาว่าท่าทางเชิดหยิ่งนั่นจะหยิ่งในศักดิ์ศรีของตนได้มากแค่ไหน หากเขาพูดจาหยามเช่นนี้ เธอจะตัดสินใจอย่างไร ชายหนุ่มยิ้มเยาะมุมปากกึ่งขำขัน เมื่อเห็นท่าทางที่เธอพยายามจะยืดคอเชิดให้ยาวและสูงขึ้นไปอีก ทั้ง ๆ ที่มันคงจะสูงกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
‘เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างนั้นหรือ นายดูถูกฉันเกินไปแล้วนายภูริช แต่ฉันจะเอายังไงดี หรือจะขาย ๆ ไป แล้วได้เงินไปใช้ แต่ถ้าขาย...นายนั่นก็ดูถูก ฉันจะปล่อยให้นายดูถูกฉันไม่ได้ ถึงแม้ว่าฉันอยากจะขายมันแทบขาดใจก็เถอะ’ หญิงสาวคิดวุ่นวายสับสน
“ว่าไง ขายหรือไม่ขาย” ชายหนุ่มเร่งเร้า
“ขะ...ขะ ไม่ขาย!” เธอตัดสินใจเฮือกสุดท้าย ตอบไปแล้วเธอก็อยากตบปากตัวเองเป็นที่สุด
‘ตายแล้ว...แกตอบไปได้ยังไงยายรินว่าไม่ขาย ตาย ๆ แกอยากได้เงินใช้หนี้ไม่ใช่เหรอ สิบห้าล้านเงินก้อนใหญ่เชียวนะนั่น’ หญิงสาวคร่ำครวญกับตัวเองอยู่ในใจ เธออยากคร่ำครวญเป็นภาษาสเปนที่ปฏิเสธเงินก้อนใหญ่นั่นออกไป รินรดาหันไปหาเพื่อนสาวที่ยังยืนตาค้าง อ้าปากหวอกับการตัดสินใจของเธอ
“ไม่ขาย! คุณจะโก่งราคาขึ้นอีกเหรอ ผมบอกได้คำเดียวว่าให้คุณได้แค่นั้น” ชายหนุ่มขึ้นเสียงสูง
“ไม่ขายก็คือไม่ขาย คุณจะให้ฉันร้อยล้านพันล้านฉันก็ไม่สน เพราะฉันสวยและรวยมากอยู่แล้ว!” เธอประกาศก้อง ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงที่เห็นเธอพูดมาได้อย่างมั่นใจว่าสวยและรวยมากอยู่แล้ว
“ขั้นนั้นเลย?” ภูริชถามย้ำพลางทำท่าทางขำขัน ตอนแรกเขายอมรับว่าอยากได้ที่ดินนั่นคืนมากที่สุด เพราะมันเป็นที่ดินดั้งเดิมของบรรพบุรุษ แต่พอคิดไปคิดมาการได้ของเล่นใหม่มาให้เขาเล่นชั่วครั้งชั่วคราวก่อน มันก็สนุกดีไม่น้อย
‘ยุขึ้นเสียด้วยสิ’ เขาอยากจะหัวเราะให้ลั่นบ้าน
“และฉันจะทำให้คุณรู้ว่าฉันทำอะไรได้อีกเยอะ ฉันจะทำสวนให้คุณดูว่าสวย ๆ อย่างฉันก็ทำสวนเป็น!” เธอเน้นคำอย่างไม่ยอมแพ้
‘คนอย่างรินรดาไม่ใช่คนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ นายภูริช นายจะต้องได้รับบทเรียนจากการที่นายดูถูกฉันเอาไว้อย่างสาสม เพราะฉันรู้ดีว่านายก็คงอยากได้ที่ดินนั่นสินะ ถึงยอมเสนอเงินให้ตั้งเยอะ ยังไงฉันก็จะถ่วงเวลาให้นายด่าวดิ้นอยู่ตรงนี้แหละ’
หญิงสาวทิ้งคำอาฆาตแค้นไว้ในใจ
“ยายริน” นิตชาสะกิดเรียก ที่เห็นว่าการกระทำของเพื่อนเธอกำลังห่างไกลแผนการที่วางไว้อย่างสุดกู่
“มีอะไรหรือยายนิต” รินรดาหันมาถามเพื่อน
“แกตัดสินใจดีแล้วเหรอ” นิตชากระซิบถาม
“ใช่ ฉันไม่ยอมขายให้ผู้ชายปากร้ายแบบนี้แน่ เขาจะได้รู้รสชาติของการดูถูกผู้หญิงอย่างฉัน แล้วแกจะได้รู้ยายนิต ว่าคนอย่างฉันจะทำให้เขารู้ว่า...เขาคิดผิดที่ ท้าทายฉัน” หญิงสาวหันมาบอกเพื่อนก่อนจะหันไปหาคนตัวใหญ่ที่ยืนกอดอกทำท่าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ตรงหน้า
“ฉันจะทำให้คุณดูว่าฉันทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด คุณพร้อมจะพาฉันไปรึยัง” หญิงสาวเชิดหน้าอย่างถือดีแล้วเดินออกไปที่รถ ลัดดายังงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนทำอะไรไม่ถูกเพราะปกติบุตรชายไม่เคยแสดงกิริยาหยาบกระด้างกับใครเช่นนี้มาก่อน จึงได้แต่วิ่งตามมา
“ป้าขอโทษนะคะหนูริน ตาภูเขาพูดจารุนแรงไปหน่อย”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณป้า รินไม่ถือค่ะ ขอบคุณนะคะ” รินรดาพูดจบก็ยกมือไหว้ลัดดาอย่างนอบน้อมก่อนจะเปิดประตูรถคันหรูเข้าไปนั่งแล้วลดกระจกลง
นิตชารีบวิ่งตามมาเปิดประตูอีกด้านหนึ่ง แต่ยังไม่ทันได้นั่ง เสียงกร้าวของภูริชก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ลงมาจากรถ!” เขาสั่งเสียงห้วน
“ทำไมต้องลงในเมื่อฉันกำลังจะขับรถไปดูที่ ฟังซ้ำอีกทีนะว่า...ที่ดินของฉัน!” หญิงสาวเถียงอย่างไม่ลดละ
“แล้วคุณรู้แล้วเหรอว่า...ที่ดินของคุณ!...น่ะอยู่ตรงไหน” ชายหนุ่มย้ำคำว่า ‘ที่ดินของคุณ’ ให้ชัดขึ้น
“ถ้ารู้แล้วฉันจะให้คุณช่วยพาไปเหรอ ถามมาได้”
“งั้นก็ลงมาจากรถ เพราะคุณจะต้องเดินไป ถนนมันรกร้างมาหลายปีขับรถเข้าไปไม่ได้หรอก ถ้าจะไปก็ตามมา” ชายหนุ่มสั่งเสียงห้วนก่อนจะก้าวเท้าผ่านรถของเธอไปโดยไม่รีรอ
