บทที่ 11 กลิ่นดอกกาแฟ
รินรดายืนมองตามคนตัวใหญ่ที่ก้าวขายาว ๆ ห่างออกไป ก่อนจะรีบก้าวเท้าตามไปทั้ง ๆ ที่ยังสวมรองเท้าส้นสูง ร่างบางเดินยักแย่ยักยันไปเรื่อย ๆ ตามถนนลูกรังที่ยากจะทรงตัวบนรองเท้าส้นสูงได้ดีนัก จากเส้นทางลูกรังที่แวดล้อมด้วยต้นหมากรากไม้หลากหลายชนิด ถนนก็เริ่มแคบลงจนเป็นถนนดินธรรมดาที่รายรอบด้วยต้นยางพาราเป็นทิวแถวยาวเหยียด
“โอ๊ย ตายแล้ว!!!” รินรดาร้องลั่น นิตชารีบหันมาดู เห็นส้นรองเท้าสูงปรี๊ดของเพื่อนจมอยู่กับดินสีแดงซึ่งเพิ่งผ่านฝนตกมาเมื่อช่วงเช้า
ภูริชหันกลับมามองตามเสียง
“เป็นอะไรไปล่ะคุณ ร้องอย่างกะควายออกลูก” ว่าพลางเดินส่ายหน้าย้อนกลับมา
“รองเท้าช้านนน!!!” หญิงสาวชี้ให้เขาดูรองเท้าที่ส้นจมอยู่ในดินแล้วทำท่าเหมือนจะร้องไห้ นี่มันกุชชี่ราคาเป็นหมื่นเชียวนะ เห็นภาพนี้เธอแทบจะขาดใจตายด้วยความเสียดาย
“มานี่ เดี๋ยวผมช่วย” ภูริชพูดจบก็คว้าข้อเท้าขาวของหญิงสาวเอามือถอดรองเท้าออกแล้ววางเท้าขาวเนียนนั่นลงบนดินสีแดงที่ชุ่มน้ำ
“ตายแล้ว! คุณทำบ้าอะไรของคุณนี่ เท้าฉันเปื้อนหมดแล้ว” ชายหนุ่มถอดรองเท้าอีกข้างออกแล้วส่งรองเท้าให้เธอถือไว้
“เอ้า ถือซะ แล้วเดินไป” เขาตอบเสียงห้วน
“คุณจะให้ฉันเดินเท้าเปล่าเนี่ยนะ” เธอทำท่าเหมือนอยากจะตาย
“ใช่ เพราะมันดีกับคุณที่สุดแล้วละ เอาเท้าสัมผัสพื้นดินซะบ้างจะเป็นไรไป ไหนบอกว่าจะมาทำสวน แต่แค่ดินยังไม่กล้าเหยียบ โธ่ อย่าให้ผมพูดเลย คำพูดของผมมันจะไประคายเคืองบาทคุณเสียเปล่า ๆ”
ชายหนุ่มยิ้มเยาะ หญิงสาวเถียงไม่ออกได้แต่คิดคำก่นด่าอยู่ในใจ ก่อนจะเดินกระแทกเท้านำไปข้างหน้า ดินสีแดงช่วงหน้าฝนติดเท้าขาวบอบบางที่กำลังก้าวฉับ ๆ อย่างอารมณ์เสีย ชายหนุ่มมองตามแล้วอดแอบยิ้มขำไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางเดินกระแทกกระทั้นอย่างไม่เต็มใจของหญิงสาว
รินรดาก้มมองเท้าสีขาวเนียนของตัวเอง ที่ตอนนี้มันเริ่มกลายเป็นสีแดง ดินที่ชุ่มน้ำกลายเป็นน้ำสีแดงผุดขึ้นระหว่างร่องนิ้วเท้าขาว ๆ ของเธอ เห็นแล้วอยากจะกรีดร้องให้โลกแตก แต่ต้องหักห้ามใจเอาไว้ เธอจะทำอย่างนั้นไม่ได้ ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นว่าเธอพ่ายแพ้แก่คำปรามาสของเขา
ชายหนุ่มมองตามคนที่เดินไปข้างหน้า โชคดีที่เส้นทางนี้ไม่ได้โรยลูกรัง เป็นเพียงทางเดินดินสีแดงธรรมดา ที่ไม่ค่อยมีคนเดินบ่อยนัก ทำให้เธอไม่ต้องเจ็บเท้าเพราะเศษหิน
ถนนเส้นนี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่ชอบเดินเข้าไปดูที่ดินแปลงนั้นบ่อย ๆ เพราะคิดว่าอย่างไรเสียเขาจะต้องเอามันกลับคืนมาให้ได้
หลายต่อหลายครั้งที่อยากจะไปขอซื้อคืน แต่บิดาของเขาเองกลับเป็นคนที่คอยผัดวันประกันพรุ่ง เพราะคิดว่าธารินทร์เพื่อนรักของท่านคงไม่มีวันเอาไปขายให้คนอื่นไปได้ และไม่คิดว่าเพื่อนของท่านจะจากไปเร็วเช่นนี้ ท่านทราบข่าวว่าธารินทร์ป่วยเพียงแค่ไม่กี่วัน ยังไม่ทันได้ขึ้นไปเยี่ยม เพื่อนของท่านก็จากไปเสียแล้ว
แต่พอได้รับแจ้งจากพงษ์ซึ่งเป็นทนายความของธารินทร์ว่าที่ดินแปลงนี้ตกเป็นมรดกของรินรดาตามคำสั่งเสียที่ธารินทร์ฝากให้พงษ์แจ้งกับภูมิเพื่อนรักของท่าน ว่าหากรินรดาต้องการจะขายที่ดิน ให้ขายให้กับภูมิเท่านั้น
ภูมิซึ่งร่างกายก็ไม่ได้แข็งแรงนักจึงส่งบุตรชายไปร่วมงานศพแทน แต่ชายหนุ่มที่คิดอยากจะไปพูดเรื่องซื้อขายที่ดินในวันงานให้เสร็จสิ้นเสียแต่คราวนั้น อยู่ ๆ ก็เกิดเปลี่ยนใจ รอให้ผ่านช่วงงานศพไปก่อน
“เมื่อไหร่จะถึงซะทีล่ะคุณ ฉันเดินมาตั้งนานแล้วนะ” รินรดาถามขึ้น เสียงหวานนั้นปนกระหืดกระหอบเพราะความเหน็ดเหนื่อย
“เดี๋ยวออกจากสวนยางก็จะถึงไร่กาแฟผ่านจากไร่กาแฟก็ถึงที่ดินของคุณแล้วละ เดิน ๆ ไปเถอะอย่าเรื่องมากหน่อยเลย” คนเรื่องมากได้ฟังคำตอบก็ออกเดินต่อเพราะไม่เห็นได้ประโยชน์อะไรจากการถามอีก ในเมื่อรอบตัวของเธอมีแต่สวนยางพาราเป็นแถวยาวสุดลูกหูลูกตาจนไม่รู้ว่ามันจะไปจบสิ้นที่ใด
“กลิ่นอะไรเนี่ยหอมจัง” หญิงสาวถามขณะที่กำลังจะพ้นสวนยางพารา
“กลิ่นดอกกาแฟ” ชายหนุ่มตอบเสียงห้วนเช่นเดิม
“โห กลิ่นดอกกาแฟ มันหอมขนาดนี้เลยหรือ” นิตชาแทรกขึ้นมา
“มิน่าละ กลิ่นกาแฟที่เรากินมันถึงหอมมาก ๆ เพราะดอกมันหอมแบบนี้นี่เอง” รินรดาพูดขึ้นอย่างลืมตัว พร้อมกับหลับตาพริ้มสูดดมกลิ่นหอมนั้นด้วยสีหน้ารื่นรมย์
“เร็ว ยายนิต เรารีบไปดูดอกกาแฟกันเถอะ” สองสาวรีบวิ่งตามกลิ่นหอม ๆ เพื่อให้ถึงไร่กาแฟเร็วขึ้น ชายหนุ่มมองตามหญิงสาวที่หยิ่งยโสเมื่อก่อนหน้านี้ ตอนนี้เธอกลายเป็นเพียงเด็กสาวไร้เดียงสาไปได้อย่างน่าประหลาด
