บทที่ 12 บ้านของคุณ
หญิงสาวทั้งสองคนตื่นตะลึงกับภาพตรงหน้า ต้นกาแฟสีเขียวกับดอกกาแฟ สีขาวเต็มต้น มีฝูงผึ้งบินว่อนเต็มไร่ กลิ่นหอมของดอกกาแฟอบอวลไปทั่ว มองไปโดยรอบเหมือนอยู่บนสรวงสวรรค์เพราะไอหมอกบาง ๆ ยังไม่หมดไปแม้จะเกือบสิบโมงเช้า ฝนที่ตกมาตั้งแต่เมื่อคืนจนกระทั่งถึงเช้าทำให้อากาศยังคงความชุ่มชื้น ชายหนุ่มยืนมองหญิงสาวทั้งสองคนวิ่งเล่นไปมาในไร่กาแฟเหมือนเด็ก ๆ จับดอกนั้นวิ่งไปดูต้นนี้อย่างเพลิดเพลิน
“สวยจริง ๆ นะ ยายนิต”
“ใช่สวยมากเลยแก”
“ถ้าคุณมาเช้ากว่านี้ดอกกาแฟจะสวยกว่านี้อีก” ชายหนุ่มพูดแทรกขึ้นมา
“จริงเหรอ งั้นพรุ่งนี้เรามากันแต่เช้าเลยนะยายนิต” รินรดาชวนเพื่อนด้วยความตื่นเต้น
“ตกลงคุณจะไม่ไปดูที่ดินของคุณแล้วใช่ไหม” ชายหนุ่มถามขึ้นเมื่อเห็นทั้งสองคนวิ่งวนอยู่ในไร่กาแฟอยู่พักใหญ่
“เออใช่ ลืมไปเลย งั้นเรารีบไปกันเถอะ” รินรดาตอบพร้อมเดินตามภูริช ตลอดทางที่เดินไปหญิงสาวอดไม่ได้ที่จะแอบจับและแอบดมดอกกาแฟ แต่การกระทำทุกอย่างของเธอก็ไม่ได้รอดพ้นจากสายตาที่คอยจับจ้องของภูริช
“นี่ไง ที่ดินของคุณ เดี๋ยวผมจะพาไปดูบ้านของคุณ” หญิงสาวมองดูที่ดินรกร้าง มีต้นไม้สูง ๆ ต่ำ ๆ แต่มีหญ้าเลื้อยคลุมจนแทบไม่รู้ว่าต้นอะไร
“บ้านของฉันหรือคะ” หญิงสาวถามอย่างไม่แน่ใจ ครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้ยินคำว่าบ้านซึ่งเป็นของเธอ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธออยู่ในบ้านของบิดาและมารดาเลี้ยงมาตลอด คอนโดฯ ก็ไม่ใช่ของเธอเพราะยังผ่อนไม่หมด
“ฉันมีบ้านด้วยหรือ” หญิงสาวพูดน้ำตาซึม ความรู้สึกอุ่นวาบอย่างที่เธอเองหาคำตอบไม่ได้
“ใช่สิ บ้านของคุณ..แต่เมื่อก่อนมันเคยเป็นของผม ตอนนี้มันกลายเป็นของคุณ เพราะคุณพ่อขายให้พ่อของคุณเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้ธนาคาร ผมจำได้ว่าปีนั้นสวนแปลงใหญ่ของเราโดนพายุเสียหายมาก เราต้องกู้เงินมาเพื่อกอบกู้สวนแต่หาเงินใช้หนี้ธนาคารไม่ทัน คุณพ่อก็เลยต้องตัดสินใจขายที่ดินแปลงนี้ให้กับพ่อของคุณ ทั้ง ๆ ที่ท่านรักที่ดินแปลงนี้มาก เพราะมันตกทอดมาจากคุณปู่ของผม” หญิงสาวนิ่งเงียบฟังความเป็นมาของที่ดินแปลงนี้
“นี่ไงบ้านของคุณ” ชายหนุ่มชี้ให้ดูบ้านไม้หลังไม่ใหญ่นักตรงหน้า ซึ่งเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง หลังคาทรงปั้นหยา กระเบื้องมุงหลังคาเป็นกระเบื้องสามเหลี่ยมแบบโบราณที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน รินรดานึกรักบ้านหลังนี้ขึ้นมาทันทีที่ได้เห็น
“มันเก่าจังเลยริน” นิตชาพูดกับเพื่อน
“เก่า แต่มันเป็นบ้านในฝันฉันเลยละนิต ฉันชอบบ้านหลังคาแบบนี้จัง” นิตชา มองหน้าเพื่อนอย่างแปลกใจ
“ฉันว่าถ้าเราทำความสะอาดและทาสีสักหน่อยคงสวยมากเลย ฉันอยากได้บ้านไม้แบบนี้ทาสีครีมคงจะสวยมาก ระเบียงก็กว้างแบบที่ฉันชอบเลย” ภูริชได้ยินหญิงสาวพูดแล้วก็แอบนึกชอบใจอยู่ในที หากแต่ความรู้สึกอยากได้ที่ดินผืนนี้กลับคืนก็ยังคงอยู่ ถ้าเจ้าหล่อนจะอยู่ที่นี่เขาก็คงไม่ดื้อรั้นจะเอาคืน แต่หากเธอจะขายเขาก็ยินดีซื้อคืนในทันทีเช่นกัน
“บ้านหลังนี้มีสามห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ และมีห้องครัวด้านหลัง แต่ตอนนี้ ทรุดโทรมมากถ้าคุณจะอยู่ ก็คงต้องให้ช่างเข้ามาปรับปรุงอีกพอสมควร เพราะบ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่มาหลายปี ไม้บางแผ่นก็ผุต้องเปลี่ยนใหม่ กระเบื้องหลังคาก็หลุดไปหลายแผ่น กระเบื้องแบบนี้ไม่มีผลิตขายทั่วไป เพราะเมื่อสมัยก่อนตอนสร้างบ้านช่างเขาจะพิมพ์กระเบื้องเอง เขาใช้ปูนผสมกับทราย เทลงไปในพิมพ์แล้วตากแดดให้แห้ง นำมาแขวนกับไม้ระแนงบนหลังคา คล้าย ๆ กับวิธีการมุงกระเบื้องว่าวนั่นแหละ แต่ตอนนี้ช่างกระเบื้องโบราณแบบนั้นไม่มีแล้วละคุณ” หญิงสาวทึ่งในความเป็นมาของบ้านและกรรมวิธีการสร้างบ้านของภาคใต้ในอดีตจนอดรู้สึกหวงบ้านขึ้นมาไม่ได้
“แล้วจะทำยังไงล่ะ ฉันถึงจะหากระเบื้องมาซ่อมหลังคาได้”
“เดี๋ยวผมจะลองดูก่อนแล้วกันว่ากระเบื้องหลุดหายไปกี่แผ่น เมื่อก่อนบ้านของคุณยายก็ใช้หลังคาแบบนี้ แต่ตอนนี้รื้อทิ้งปลูกบ้านสมัยใหม่ไปแล้ว ส่วนกระเบื้องก็กองทิ้งไว้ไม่รู้ว่าพอจะมีเหลือที่ยังใช้ได้อยู่รึเปล่า” ชายหนุ่มตอบกลับมา เสียงของเขานุ่มหูขึ้นอย่างลืมตัวเมื่อได้คุยเรื่องถูกใจ
“ขอบคุณนะ เพิ่งรู้ว่าคุณก็พูดดี ๆ เป็นเหมือนกัน” หญิงสาวกล่าวขอบคุณแต่ก็อดที่จะประชดประชันกลับไม่ได้
“แล้วอยากให้กลับไปพูดร้าย ๆ แบบเดิมอีกไหมล่ะ” เสียงทุ้มที่อ่อนโยนอยู่เมื่อสักครู่นี้เข้มขึ้น
“ก็แล้วแต่คุณสิ ฉันไม่ได้ขอร้องให้คุณพูดดี ๆ กับฉันสักหน่อย” ใบหน้างามเชิดขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา เขาหมั่นไส้ท่าทางถือดีนั่นเสียจริง
“เดี๋ยวก็ได้คอเคล็ดหรอก เชิดซะขนาดนั้น” ชายหนุ่มพึมพำเบา ๆ
“คุณว่าอะไรฉัน บอกมานะ” แหวมาเสียงเขียว ชายหนุ่มเลิกคิ้วขำ ยักคิ้วให้แต่ไม่ตอบอะไร ท่าทางนั้นกวนโทโสของเธอยิ่งนัก
