บทที่ 13 เอาจริงเหรอ

“ตกลงแกจะไม่ขายที่นี่แล้วใช่ไหม” นิตชาถาม เพราะเห็นเพื่อนเจรจากับ    ชายหนุ่มตรงหน้าราวกับว่าจะมาอยู่ที่นี่เสียอย่างนั้น

“ฉันไม่อยากขายแล้วละ ฉันจะมาอยู่ที่นี่ให้ใครบางคนอกแตกตาย” พูดพลางสายตาก็จับจ้องอยู่ที่บ้านหลังน้อย จินตนาการว่าหากได้ทาสีครีมแบบที่เธอคิด มันจะสวยงามสักแค่ไหน ขณะคนที่เธออยากให้อกแตกตายยืนกลอกตาไปมาอย่างขำ ๆ

“แล้วเรื่องที่กรุงเทพฯ ล่ะ จะทำยังไงต่อ” นิตชาถาม

“เอาไว้ค่อยคิดแล้วกัน เดี๋ยวเรากลับไปกรุงเทพฯ แล้วค่อยคิดอีกทีดีไหม เพราะฉันก็ชักชอบที่นี่เสียแล้วสิ”  นิตชาพยักหน้าแล้วมองหน้าเพื่อนที่เต็มไปด้วยความหวัง ชายหนุ่มนิ่งฟังขณะที่ในใจรู้สึกดีอย่างประหลาด เมื่อรู้ว่าแม่คนอวดดีชอบที่นี่ เขาเผลอคลี่ยิ้มออกมาอย่างลืมตัว จากที่เคยอยากได้ที่ดินผืนนี้คืนนักหนา กลับกลายเป็นว่าเขาเริ่มนึกสนุกกับของเล่นใหม่ชิ้นนี้เสียแล้วสิ เธอเหมือนตุ๊กตาตัวใหญ่ที่หยิ่งยโสและเขาก็อยากจะปราบท่าทีจองหองนั่นให้ราบคาบด้วยตัวเอง เมื่อคิดถึงเรื่องนี้เขาก็ผุดรอยยิ้มอย่างนึกสนุกขึ้นมาเต็มใบหน้า

“ยิ้มเป็นด้วยหรือคุณ” รินรดาถาม ชายหนุ่มหุบยิ้มแทบไม่ทันแล้วรีบเฉไฉพูดเรื่องอื่นต่อ

“งั้นเดี๋ยวผมจะพาคุณไปดูแล้วกัน ว่าในที่ดินของคุณมีอะไรบ้าง ด้านหลังขวามือของบ้านที่คุณเห็นต้นไม้สูง ๆ เป็นแถวนั่น เป็นยางพาราที่พ่อผมปลูกไว้ก่อนจะขายให้กับพ่อของคุณ พื้นที่ประมาณสิบสองไร่ ตอนนี้อายุมันเก้าปีแล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดกรีด และมันก็ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่เพราะขาดการดูแล ผมให้คนงานเอาปุ๋ยมาใส่ให้มันบ้างถางหญ้าให้มันบ้าง มันถึงรอดตายและโตมาได้ แต่เราก็ไม่ได้ดูแลมันมากนัก บางต้นหญ้าพันยอดจนโตไม่ขึ้น ดังนั้นคุณมีหน้าที่ต้องฟื้นฟูมัน” 

“ฟื้นฟู! ฟื้นฟูยังไง” ตอนนี้เธอสะกดคำว่าฟื้นฟูแทบไม่เป็นด้วยซ้ำ ในเมื่อการทำเกษตรเป็นเรื่องที่ไกลแสนไกลจากชีวิต

“ก็เริ่มจากถางหญ้า ใส่ปุ๋ย และช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ก็ควรจะเริ่มเปิดกรีดได้แล้ว” 

“แต่ฉันทำไม่เป็น” หญิงสาวทำหน้าเหลอหลา 

“ก็หัดสิคุณ เดี๋ยวผมจะเอาซีดีสอนวิธีการดูแลรักษาให้คุณดู ถ้าคิดว่าจะไม่ขายที่ดินแปลงนี้จริง ๆ น่ะ” ชายหนุ่มยิ้มเยาะมุมปากนิด ๆ หญิงสาวมองไปยังต้นยางพาราเป็นทิวแถว ที่ตอนนี้เหลือแต่กิ่งก้าน

“แล้วนั่นต้นยางพาราฉันมันตายหมดแล้วเหรอ” หญิงสาวกลอกตาไปมา มี    สีหน้าตกอกตกใจจนชายหนุ่มเกือบหลุดขำ เขาอยากจะแกล้งบอกว่ามันตายหมดแล้วแต่ก็อดสงสารไม่ได้ จึงต้องตอบไปตามความจริง

“ยังหรอกคุณ นั่นมันกำลังผลัดใบ อีกไม่กี่วันมันก็จะผลิใบใหม่จนเขียวไปหมดทั้งต้น”

หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะถามต่อ

“แล้วทำไมฉันต้องเปิดกรีดช่วงเดือนพฤษภาคมด้วยล่ะ ฉันจะกรีดตอนนี้เลยไม่ได้เหรอ จะได้ขายได้เงินเร็ว ๆ” หญิงสาวถามเพราะตอนนี้เงินคือสิ่งที่เธอต้องการอย่างที่สุด และที่น่าโมโหยิ่งกว่านั้นก็คือ เธอเพิ่งปฏิเสธเงินสิบห้าล้านบาทมาหยก ๆ คิดแล้วก็อยากตบปากตัวเองสักร้อยครั้ง ใจหนึ่งก็ไม่อยากขายที่ดินเพราะยิ่งมาเห็นที่ดินเห็นบ้านถึงแม้มันจะเป็นบ้านเก่า ๆ แต่ก็รู้สึกอุ่นใจทันทีที่ได้มาสัมผัส ส่วนอีกใจหนึ่งก็อยากได้เงินสิบห้าล้านบาทนั่นเสียเหลือเกิน

“นี่มันหน้าร้อนถึงจะมีฝนตกบ้าง แต่มันเป็นช่วงพักหน้ายางและยางผลัดใบ ไม่มีใครเขาเปิดกรีดกันตอนนี้หรอกคุณ เพราะมันมีผลต่ออายุการให้ผลผลิตของยาง” 

“โอ๊ย ทำไมมันยุ่งยากแบบนี้ล่ะคุณ”

“ถ้าคุณทำไม่ได้ คุณก็อยู่เฉย ๆ และหาลูกจ้างสักคนจะดีกว่า” เขาแนะนำ

“แล้วต้องจ้างยังไงล่ะ เดือนละเท่าไหร่” 

“ให้เขากรีดส่วนคุณก็แบ่งเปอร์เซ็นต์ให้เขา โดยทั่วไปแบ่งกันคนละครึ่ง หรือไม่ก็เจ้าของสวนหกสิบ คนกรีดได้สี่สิบ” 

“ก็ดีเหมือนกันแฮะ” ตอบรับสายตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง อย่างน้อยที่ดินตรงนี้ก็ยังจะพอมีรายได้ให้กับเธออยู่บ้าง แต่มันจะได้สักเท่าไรกัน

“แล้ว แล้ว เอ่อ มันจะได้สักเท่าไหร่กันล่ะ” คิดแล้วก็อ้อมแอ้มถาม

“มันก็ขึ้นอยู่กับคุณดูแลรักษา ถ้าดูแลดี ๆ ตอนนี้กิโลละร้อยกว่าบาท วันละสองสามพันเป็นอย่างน้อยละ แต่ถ้าคุณไม่อยากแบ่งใครคุณก็สามารถไปเรียนกรีดได้ ทางเกษตรอำเภอจะจัดสอนวิธีการลับมีด และการกรีดยางช่วงกลางเดือนเมษายนนี้พอดี” 

‘จริงสินะ กรีดเองเราก็ได้คนเดียว! เยอะกว่าให้คนอื่นกรีดตั้งเท่าตัว’ สมองอันปราดเปรื่องคิดถึงเงินก้อนใหญ่ที่ไม่ต้องแบ่งใคร เพราะสำหรับคนที่แทบจะเหลือแต่ตัวกับหนี้ก้อนโตอย่างเธอ รายได้วันละสองสามพันก็คงช่วยให้ทุเลาความเดือดร้อนลงได้บ้าง

“แกเอาจริงเหรอริน” นิตชาถามอย่างแปลกใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป