บทที่ 15 เปลี่ยนอารมณ์
หญิงสาวไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าที่ดินซึ่งเธอคิดว่าอยู่ในถิ่นทุรกันดาน กลับกลายเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ ต้นไม้ทุกต้นของที่นี่มีตำนาน มีเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความสุข แล้วเธอจะตัดใจขายมันได้อย่างไรกัน จากที่เคยคิดว่าอยากขายมากที่สุด แต่ตอนนี้ความอยากขายของเธอลดลงกว่าครึ่ง
“นี่ก็เที่ยงแล้ว กลับกันก่อนดีกว่า แม่คงตั้งโต๊ะจัดมื้อเที่ยงไว้รอแล้ว” ชายหนุ่มมองนาฬิกาข้อมือ หญิงสาวเดินตามเขากลับไปอย่างว่าง่าย
กลับมาถึงบ้านลัดดาเตรียมอาหารไว้เต็มโต๊ะ เธอเห็นรินรดากับนิตชาเดินเท้าเปล่าหิ้วรองเท้ากลับมาก็หัวเราะอย่างอดไม่ได้
“แหม หนูริน หนูนิต บ้านนอกก็แบบนี้ละค่ะ มีแต่ดินแต่โคลนลำบากหน่อยนะจ๊ะ หนูไปล้างเท้าก่อนเถอะ เดี๋ยวป้าจะเข้าไปเอาสบู่กับแปรงขัดเท้ามาให้ ดินแดงแบบนี้ล้างยากต้องใช้แปรงขัดถึงจะออกจ้ะ” ว่าแล้วก็เดินเข้าไปหลังบ้านหยิบแปรงกับครีมอาบน้ำส่งให้
“หนูล้างเท้าที่โอ่งน้ำนี่นะจ๊ะ” ลัดดาหยิบม้านั่งตัวเตี้ยสำหรับนั่งยอง ๆ ส่งมาให้คนละตัว รินรดากับนิตชาจัดการกับเท้าและรองเท้าที่เต็มไปด้วยดินสีแดงจนสะอาดแล้วเดินไปเช็ดเท้าที่ผ้าเช็ดเท้าหน้าบ้าน
“ป้าว่าหนูสองคนขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวดีกว่าไหมจ๊ะ เดี๋ยวลงมากินข้าวด้วยกัน” รินรดามองหน้านิตชา
“เอ่อ แต่ว่าหนูคิดว่าควรจะไปค้างที่รีสอร์ต” หญิงสาวอ้ำอึ้ง
“ค้างที่นี่แหละคุณสะดวกกว่า ไปเถอะ ผมจะไปช่วยขนกระเป๋าและพาคุณไปที่ห้อง” หญิงสาวทั้งสองคนเดินตามไปอย่างงง ๆ เพราะดูเหมือนเขาจะเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วกว่าแสง
รินรดาเปิดกระโปรงรถ ภูริชยกกระเป๋าทั้งสองใบเข้าไปในบ้าน แล้วขึ้นไปยังชั้นสองของบ้านซึ่งเป็นไม้ทาสีม่วงอมเทาจาง ๆ จนเกือบขาว ในห้องตกแต่งอย่างน่ารักแบบห้องนอนของเด็กสาววัยรุ่น เตียงขนาดหกฟุตตรงกลางห้อง ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีหวาน มีโต๊ะเขียนหนังสือริมหน้าต่าง ผนังอีกด้านเป็นตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเครื่องแป้ง ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นห้องน้ำ
“นี่ห้องนอนของเพียงนภาน้องสาวผมเอง ตอนนี้เขาเรียนอยู่กรุงเทพฯ ปิดเทอมถึงจะกลับบ้านสักครั้งหนึ่ง” ชายหนุ่มบอกเสร็จก็วางกระเป๋าลงแล้วเดินออกไปจากห้อง หญิงสาวทั้งสองมองตามคนที่เดินคล้อยหลังไป หลังจากที่เขาปิดประตูให้เรียบร้อยแล้ว ทั้งสองคนก็หันมามองหน้ากัน
“คุณภูหล่อดีนะ แกว่าไหม” นิตชาทำตาวาวพร้อมกะพริบตาถี่ ๆ เมื่อจิตนาการถึงใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มที่เพิ่งเดินออกไป
“เหรอ ฉันรู้แต่ว่าเป็นผู้ชายที่ปากจัดที่สุดที่ฉันเคยเจอ แกคอยดูนะยายนิต ปากแบบนี้ต้องเจอกับฉัน ฉันจะไม่ยอมขายที่ดินนั่นให้ง่าย ๆ แน่ ถึงฉันจะอยากขายแค่ไหนก็ตาม” หญิงสาวว่าพลางลุกขึ้นหยิบเสื้อผ้าจากกระเป๋าเข้าไปแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้า
“แต่ฉันว่าแกขายให้คุณภูไปเถอะ มันไม่ได้ง่ายเลยนะ แกไม่เคยทำสวนทำไร่จะมาทำอะไรแบบนี้ ฉันมองไม่เห็นทางเลยว่าแกจะทำได้ ถึงฉันจะรู้ว่าแกเก่งก็เถอะ” นิตชาใช้ความพยายามสุดท้ายที่จะโน้มน้าวเพื่อน เพราะเธอมองไม่เห็นทางอย่างที่ว่าจริง ๆ ในเมื่อมองร่างบอบบางของเพื่อนที่เคยแต่อยู่ในชุดแบรนด์เนมหรู มือเรียวที่เคยสัมผัสแต่ผ้าเนื้อดีเกรดเอนุ่มมือ หากต้องมาจับจอบจับเสียมจะทนได้สักกี่น้ำ
“แกก็ดูถูกฉันอีกคนหรือยายนิต!” ใบหน้างามเง้างอใส่เพื่อน
“ฉันไม่ได้ดูถูกแก แต่ฉันเป็นห่วง ไม่อยากให้แกต้องมาทำอะไรลำบาก ๆ แบบนี้ไง ที่กรุงเทพแกก็มีอะไรให้ทำตั้งเยอะแยะถ้าแกจะทำ ไหนจะงานที่บริษัทอรุณภักดิ์แกก็เข้าไปทำได้อย่างไม่ลำบากอะไรเลย ฉันว่าแม่เลี้ยงแกเขาคงจะมีงานให้แกทำอยู่หรอก”
“ไม่มีคุณพ่อแล้ว ฉันก็เหมือนคนนอกนะนิต ยิ่งน้ากุลดีกับฉันเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งเกรงใจ เขาเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เจ็ดขวบ ทั้ง ๆ ที่ฉันไม่ใช่ลูกของเขามันก็มากเกินไปแล้ว มันถึงเวลาที่ฉันต้องอยู่ตามลำพังให้ได้แล้วนะนิต แกเข้าใจฉันใช่ไหม” เธอตอบกลับมาเสียงไม่ดังนัก นิตชาพยักหน้ารับเบา ๆ พร้อมถอนหายใจอย่างนึกเป็นห่วง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วหยิบเสื้อผ้าในกระเป๋าของเธอออกมาบ้างเพื่อเตรียมตัวเข้าไปอาบน้ำ
