บทที่ 2 จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร

เสียงฝีเท้าที่วิ่งกระทบพื้นดังใกล้เข้ามาพร้อมเสียงผลักประตูเปิดออก แล้วทั้ง 4 คนก็โผเข้ามาพร้อมกันที่เตียงผู้ป่วย

“คุณพี่ เป็นยังไงบ้างคะ” หญิงวัยกลางคนผู้เป็นภรรยาถามสามีซึ่งนอนนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้อย่างร้อนรน

“คุณพ่อคะ นี่กันนะคะ พี่กาน กับเกดก็มานะคะคุณพ่อ คุณพ่อตื่นมาคุยกับพวกเราสิคะ” 

ชายชราลืมตาขึ้นอีกครั้งจ้องมองใบหน้าของบุตรสาวทั้งสามคน เสียงแหบโหยกล่าวสั่งเสียบุตรสาวทุกคนก่อนจะหันมาหากุลนาถผู้เป็นภรรยา

“กุล...ยายรินเขาไม่มีใครแล้วนอกจากฉัน ฉันขอฝากเขาไว้กับเธอด้วย”

“ได้ค่ะคุณ ฉันสัญญาจะดูแลทุกคนในบ้านให้มีความสุขเหมือนตอนที่คุณยังอยู่ แต่คุณจะอยู่กับพวกเราต่อไปเหมือนเดิมได้ไหมคะ” กุลนาถถามด้วยน้ำตานองหน้า

“ฉันขอบใจ กุล แต่ฉันต่อสู้กับมันมานานเกินไปแล้ว พยายามมานานเหลือเกินที่จะยื้อชีวิตให้อยู่นานที่สุด ฉันเหนื่อยแล้ว แค่เธอรับปากจะดูแลลูกๆ ให้ดี ฉันก็หมดห่วง ขอฉันพักเถอะนะ...กุล”  ชายชราพูดอย่างอ่อนแรงแล้วหลับตาลงช้าๆ พร้อมภาพใบหน้าของภรรยาและลูกๆ ที่พร่ามัวและเลือนราง แล้วไม่ยอมลืมตาขึ้นมาอีกเลย

ทุกคนมองไปยังจอมอนิเตอร์ เพียงไม่นานเส้นกราฟแสดงอัตราการเต้นของหัวใจของท่านต่ำลง ตัวเลขบนหน้าจอค่อยๆ ลดลงจนเหลือศูนย์ สัญญานกราฟนิ่งเป็นเส้นตรง พร้อมเสียงดังติ๊ดๆๆๆ บอกถึงการจากไปของชายชรา ทิ้งไว้เพียงร่างกายที่ไม่ไหวติงและไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว 

“คุณพ่อคะคุณพ่อ”  เสียงผู้เป็นบุตรสาวทั้ง 4 คนเรียกพร้อมกัน ก่อนจะร้องไห้โฮเขย่าร่างชายชราเพื่อให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ไม่มีวี่แววว่าจะกลับคืนมาอีกแล้ว ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าเคว้งคว้างและความเศร้าโศกเสียใจของคนที่อยู่ข้างหลัง หมอและพยาบาลที่ยืนรออยู่ในห้องเดินเข้ามาแสดงความเสียใจ

“หลับให้สบายนะคะคุณพ่อ รินรักคุณพ่อ รินสัญญาจะดูแลน้องๆ และเชื่อฟังน้ากุลค่ะ” แล้วเธอค่อยๆ วางมือนั้นบนอกของบิดาพร้อมกับกุลนาถซึ่งวางมือของสามีที่กุมไว้อีกข้างนึงทับลงไปบนอกของสามี ปล่อยให้หมอและพยาบาลมาจัดการกับร่างไร้วิญญาณที่อยู่บนเตียง

กุลนาถเงยหน้าขึ้นมองลูกเลี้ยงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก เธอรู้สึกอ้างว้างและหมดเรี่ยวแรงจนเกินจะทัดทานไหว

“น้ากุลคะ” รินลดารีบเดินเข้ามาพยุงกุลนาถด้วยความเป็นห่วง

“นั่งพักก่อนนะคะ” หญิงสาวค่อยๆ พยุงมารดาเลี้ยงมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง เธอมองไปยังน้องๆ ที่กำลังร้องไห้เสียใจ กานต์ธิดาอายุ 20 ปี ซึ่งโตพอที่จะรับกับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดี กันยกร อายุ 18 เธอเป็นคนหัวอ่อนและติดบิดามากคงยากนักที่จะไม่ให้เธอแสดงความเสียอกเสียใจมากไปกว่าพี่น้องคนอื่นๆ ส่วนเกตนิกา อายุเพียง 16 ปี ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นและค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเองเพราะเป็นลูกคนเล็ก

ส่วนกุลนาถแม่เลี้ยงของเธอ ถึงแม้จะไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับรินลดาเท่ากับลูกสาวทั้งสามคนของเธอ แต่เธอก็ไม่ใช่แม่เลี้ยงใจร้ายเหมือนในละคร กุลนาถเลี้ยงดูรินลดามาจนจบมหาวิทยาลัย ก่อนที่รินลดาจะขอไปเรียนต่อแฟชั่นดีไซน์ที่ต่างประเทศ กลับมาเธอก็ไปทำงานนอกบ้าน และต่อสู้ชีวิตเพื่อสร้างฐานะของตัวเองเพียงเพราะไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว

เพราะเธอรู้ว่าธุรกิจของครอบครัวไม่ใช่ของพ่อเธอทั้งหมด แต่เป็นเพราะการโอบอุ้มของกุลนาถซึ่งเข้ามาในช่วงวิกฤติของบิดาซึ่งเพิ่งจะสูญเสียภรรยาคือนางรดาซึ่งเป็นมารดาของเธอ ที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวไปตั้งแต่เธออายุเพิ่ง 7 ขวบ

ความสูญเสียครั้งนั้นทำให้บิดาของเธอเสียใจมากจนทำให้ธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปของครอบครัวที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งมีปัญหา กุลนาถซึ่งเคยติดต่อธุรกิจกับบิดาของเธอจึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเธอในฐานะแม่เลี้ยง ตั้งแต่เธอเพิ่งเสียมารดาไปได้เพียงไม่ถึงครึ่งปี และนี่คือความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ครั้งที่ 2 ของเธอในช่วงอายุย่างเข้า 28 ปี

แล้วหลังจากนี้...ชีวิตของเธอจะดำเนินต่อไปเช่นไร หญิงสาวตั้งคำถามกับตัวเอง

ในงานศพของธารินทร์ รินลดาและน้องทั้งสามคนช่วยกันรับแขกที่เข้ามาเคารพศพของบิดาเป็นครั้งสุดท้าย นายพงษ์ทนายความที่ดูแลทรัพย์สินของตระกูลอรุณภักดิ์เดินเข้ามาในงานพร้อมกับชายหนุ่มผิวขาวหน้าตาคมเข้มในชุดสูทสีดำซึ่งเธอไม่เคยรู้จักมาก่อน

“สวัสดีค่ะลุงพงษ์” หญิงสาวยกมือไหว้ด้วยอาการที่เศร้าหมองและไม่ได้ให้ความสนใจกับชายหนุ่มตรงหน้ามากนัก เพราะเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ชื่นชมผู้ชายหล่อรวยเหมือนหญิงสาวคนอื่น

เนื่องจากการเป็นบุตรสาวคนโตของตระกูลอรุณภักดิ์ซึ่งบิดามักจะพาเธอไปออกงานต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง ทำให้พบเจอบรรดาชายหนุ่มหน้าตาดีมากมายที่พยายามจะเข้าตีสนิทจนน่ารำคาญ การวางตัวให้ดูหยิ่งเข้าถึงยากเป็นปราการด่านสำคัญที่ชายหนุ่มพวกนั้นไม่กล้าเข้าใกล้ ซึ่งเธอมักจะใช้วิธีนี้เสมอยามที่ถูกแนะนำให้รู้จักกับบรรดาชายหนุ่มหน้าตาดีทั้งหลาย

“หนูริน นี่ภูริชลูกชายของลุงภูมิเพื่อนรักของคุณพ่อหนู” พงษ์แนะนำชายหนุ่มร่างสูงสง่าใบหน้าหล่อเหลาที่ยืนอยู่เคียงข้างให้หญิงสาวได้รู้จัก

“สวัสดีค่ะ ขอบคุณที่มาร่วมงานนะคะ” หญิงสาวยกมือไหว้แล้วยิ้มให้พอเป็นพิธีก่อนจะเชิดหน้าขึ้น แม้เธอจะอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจจนดูเลื่อนลอยไปบ้าง แต่เธอก็พอจะรู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีลักษณะท่าทางโดดเด่นไม่ใช่น้อย

“สวัสดีครับ” ชายหนุ่มรับไหว้ แววตาคู่คมนั้นสลดลงเมื่อเห็นดวงตาเศร้าโศกบนใบหน้าเชิดหยิ่งของหญิงสาว เขาอยากจะพูดอย่างอื่นต่อ แต่ก็ตัดสินใจที่จะไม่พูดมันออกไป

‘เอาเถอะ ธุระของเราเก็บไว้คุยวันอื่นเห็นทีจะดีกว่า หึ ผู้หญิงอะไรหยิ่งชะมัด แต่ท่าทางแบบนี้คงพูดไม่ยากเท่าไหร่’ ชายหนุ่มคิดในใจ เพราะดูท่าทางของหญิงสาวตรงหน้า ถึงแม้เธอจะยังคงอยู่ในอาการหมองเศร้า แต่รูปร่างหน้าตาที่สะสวยและผิวพรรณบอบบางกับท่าทีเชิดหยิ่งราวนางหงส์นั่นแล้วคงไม่พ้นเป็นลูกผู้ดีที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

‘หึ! ท่าทางแบบนี้ร้อยทั้งร้อย เอ่ยปากแค่คำเดียวรับรองว่าเจ้าหล่อนต้องรีบตกลงในทันที’ ชายหนุ่มนึกสบประมาทในใจ ก่อนที่ร่างสูงสง่าของเขาจะเดินผ่านเธอไปเพื่อเคารพศพ โดยไม่เหลียวหลังกลับมามองเธออีก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป