บทที่ 3 ความเปลี่ยนแปลง
บทที่ 2 ความเปลี่ยนแปลง
ณ บ้านอรุณภักษ์อันโอ่อ่า พงษ์ทนายประจำตระกูลอรุณภักดิ์เดินเข้ามายังห้องโถงของบ้านหลังใหญ่ ซึ่งทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า กุลนาถยกมือไหว้พร้อมกล่าวคำต้อนรับชายวัยกลางคนที่จะเข้ามาอ่านพินัยกรรมในวันนี้ ทุกคนในห้องนั้นก็ยกมือไหว้ตาม
“สวัสดีครับ ทุกคนคงมาพร้อมกันแล้วใช่ไหมครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมจะขอเปิดพินัยกรรมของคุณธารินทร์เลยนะครับ” ว่าแล้วพงษ์ก็เริ่มต้นด้วยการอ่านพินัยกรรมที่เขียนไว้ให้กับทุกคนได้ฟัง ว่าแต่ละคนได้รับมรดกอะไรจากผู้เป็นบิดาบ้าง
“พินัยกรรม ลงวันที่ 10 มีนาคม 2553 ข้าพเจ้านายธารินทร์ อรุณภักดิ์ ได้เขียนพินัยกรรมนี้ขึ้นมาในขณะที่ข้าพเจ้ามีสติสมบูรณ์ทุกประการ ข้าพเจ้าขอยกทรัพย์สินในแก่ทายาทของข้าพเจ้าตามรายละเอียดดังต่อไปนี้”
พงษ์ซึ่งเป็นทนายความประจำตระกูลอ่านพินัยกรรมที่ได้ทำไว้ ซึ่งเป็นที่พึงพอใจของทุกคน จนกระทั่งถึงคราวของรินลดา เสียงอ่านของท่านยังก้องกังวาน
“ข้อ 5 เงินสด 2,000,000 บาท พร้อมหุ้นบริษัท อรุณภักดิ์การ์เม้นท์ จำกัด 5% และที่ดิน 24 ไร่ ที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ข้าพเจ้าขอมอบให้ นางสาว รินลดา อรุณภักดิ์” ทุกคนหันมามองรินลดาเป็นตาเดียว ทั้งหมดไม่ได้กังขาเรื่องสมบัติที่ได้รับน้อยกว่าคนอื่น แต่สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดนั่นก็คือ โฉนดที่ดินที่อยู่ไกลแสนไกลนั่นต่างหาก
“โห พี่ริน ทำไมคุณพ่อซื้อที่ดินไว้ไกลจังคะ” กันยกรเอ่ยถามพี่สาวทันทีที่ทนายความอ่านพินัยกรรมจบลง รินลดาได้แต่ยิ้มอย่างเนือยๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าเธอคงไม่ได้รับอะไรมากเท่าๆ กับคนอื่นอย่างที่บิดาบอกไว้ แถมที่ดินที่อยู่ไกลปืนเที่ยงขนาดนั้นเธอยังคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าจะทำอย่างไรกับมัน
“หนูริน เดี๋ยวตามลุงไปที่รถด้วยนะ พอดีลุงลืมหยิบของสำคัญมาให้”
“ได้ค่ะ ลุงพงษ์” หญิงสาวรับคำ
“ถ้าทุกคนไม่มีข้อข้องใจอะไรในพินัยกรรมแล้ว กระผมต้องขอตัวก่อนนะครับคุณกุลนาถ” ท่านหันไปหาเจ้าของบ้าน
“ค่ะคุณพงษ์ ดิฉันขอบคุณมากนะคะที่เป็นธุระให้” กุลนาถหันมายกมือไหว้
“มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วคับคุณกุล ยังไงซะก็ทำใจให้สบายนะครับ มีอะไรให้ผมรับใช้ก็บอกได้ทันที” กุลนาถรับคำ ชายวัยกลางคนเดินกลับไปที่รถในขณะที่รินลดาเดินตามไป ท่านเปิดประตูรถแล้วหยิบซองสีน้ำตาลมาให้
“นี่คือโฉนดที่ดินครับ โอนเป็นชื่อหนูรินเรียบร้อยแล้ว ส่วนนี่คือจดหมายที่คุณพ่อหนูรินฝากไว้” พงษ์ยื่นซองเอกสารให้กับหญิงสาว
“ขอบคุณค่ะลุงพงษ์”
“งั้นลุงไปก่อนนะหนูรินทร์” ชายวัยกลางคนกล่าวลา
“ค่ะลุงพงษ์” หญิงสาวยกมือไหว้ พร้อมมองตามนายพงษ์ที่เปิดประตูรถด้านคนขับ แล้วค่อยๆ ขับรถเคลื่อนออกไปจนลับตา เธอจึงหันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้งเพื่อล่ำลาน้องๆ และมารดาเลี้ยง
“พี่รินอะไรคะนั่น” กานต์ธิดาถามทันทีที่เห็นรินลดาถือซองเอกสารเข้ามาในบ้าน
“โฉนดที่ดินจ้ะกาน” รินรดาตอบน้องสาวอย่างเนือยๆ เธอไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายกับโฉนดที่ดินนี้แม้แต่นิดเดียว เพราะนอกจากคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรกับมัน เธอยังคิดว่ามันจะมาเป็นภาระให้เสียด้วยซ้ำไป
“อ้อ โฉนดที่ดินบ้านป่าเมืองเถื่อนนี่เอง คุณพ่อคิดอะไรอยู่ก็ไม่รูนะคะพี่รินไปซื้อที่ไว้ซะไกลเชียว จังหวัดนครศรีธรรมราช อยู่ภาคใต้นี่คะพี่ริน น่ากลัวออกค่ะ พี่รินขายไปซะเถอะค่ะ แล้วเอาเงินมาเปิดร้านเสื้อหรูๆ อีกสักร้านดีกว่า” กานต์ธิดาเสนอ
“ตอนนี้พี่ยังไม่ตัดสินใจอะไรทั้งนั้นจ้ากาน เดี๋ยวพี่กลับก่อนนะจ๊ะ เรื่องยุ่งๆ ที่ร้านก็ยังไม่จบเลย พี่ยังคิดอะไรไม่ออกจริงๆ” หญิงสาวตัดบท
“น้ากุลคะ รินกลับก่อนนะคะ วันหลังรินจะแวะมาเยี่ยม ถ้ามีอะไรจะเรียกใช้รินก็โทรหารินได้เลยนะคะ” รินลดายกมือไหว้แล้วก้มหยิบกระเป๋าถือ
“จ้า ยายริน ถ้าลำบากอะไรก็มาหาน้านะลูก อย่าลืมว่ารินก็เหมือนกับลูกของน้า น้ารักรินเหมือนลูกคนนึง” กุลนาถรับไหว้ รินลดาหยิบกระเป๋าถือแล้วเดินหันหลังกลับอย่างเหนื่อยอ่อน
เธอรู้สึกว่าชีวิตมันช่างว่างโหวงเหวงเสียเหลือเกิน ถึงบิดาของเธอจะฝากฝังเธอไว้กับกุลนาถ แต่เธอคงไม่กล้าพอที่จะมารบกวนแม่เลี้ยงอีกแล้ว เพราะที่ผ่านมาท่านก็ลำบากเลี้ยงดูเธอมานานร่วมยี่สิบปีทั้งๆ ที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไข
หญิงสาวเปิดประตูห้องคอนโดมิเนียม วางกระเป๋าถือและซองเอกสารไว้บนเตียง พร้อมเอนตัวลงนอนและแทบจะหลับลงทันทีที่ร่างกายสัมผัสกับที่นอน ร่างบางนอนนิ่งแทบไม่ขยับจนถึงเช้าด้วยความอ่อนเพลียจากงานศพที่ต่อเนื่องกันมาหลายวันจนแทบไม่ได้พักผ่อนนอนหลับ
แสงแดดในยามเช้าส่องสว่าง ปลุกให้หญิงสาวลืมตาขึ้นมาในเช้าวันใหม่ที่ว่างโหวง เธอรู้สึกเหมือนทั้งโลกเคว้งคว้างไปหมด ก่อนจะคว้ารีโมทเปิดทีวี แล้วลุกขึ้นมาคว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ เสียงข่าวการชุมนุมประท้วงในทีวีซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ดังไล่หลังมา การปิดเส้นทางสัญจรในย่านธุรกิจทำให้เธอไม่สามารถเข้าไปเปิดร้านขายเสื้อผ้าของตัวเองที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าที่อยู่ในละแวกนั้นได้ วันนี้จึงต้องอยู่เฉยๆ อีก 1 วัน
