บทที่ 4 มรดกที่ดิน
เสียงเคาะประตูดังระรัวอยู่ด้านนอก ขณะที่รินลดาเพิ่งจะแต่งตัวเสร็จ หญิงสาวลุกขึ้นไปเปิดประตูเหมือนรู้ว่าคนที่อยู่หน้าห้องเป็นใคร
“แท่น แทน แท้น ฉันรู้นะว่าแกยังไม่ได้กินอะไร นี่ไงฉันซื้อก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ กับข้าวหน้าเป็ดร้านโปรดของแกมาฝาก เดี๋ยวฉันจัดใส่จานให้” นิตชาเพื่อนรักของรินลดาเดินเข้ามาในห้องแล้วตรงรี่เข้าไปในครัวหยิบจานชามออกมาวางที่โต๊ะริมระเบียงห้อง ซึ่งมองเห็นภาพการจราจรคับคั่งในยามเช้าได้เป็นอย่างดี
” ฉันขอบใจนะนิต ที่ไปช่วยงานศพของคุณพ่อ” รินลดาเอ่ยปากขอบใจอย่างเนือยๆ
“เฮ้ย ไม่ต้องขอบจงขอบใจอะไรหรอก พ่อเพื่อนก็เหมือนกับพ่อฉันแหละ แต่ไม่เหมือนอยู่อย่างเดียวคือฉันไม่ได้รับมรดกจากพ่อแก” นิตชาพยายามพูดให้เพื่อนอารมณ์ดี รินรดาอมยิ้มนิดๆ แทนคำโต้ตอบ
“เออพูดเรื่องมรดกแล้วอยากรู้ขึ้นมาทันที ว่าแกได้สมบัติอะไรมาบ้าง” นิตชาถามเพื่อน
“นี่ไง” รินลดาหยิบซองโฉนดที่ดินส่งให้เพื่อนสาว นิตชารีบรับไปเปิดดูด้วยความตื่นเต้น
“ที่ดิน 24 ไร่ จ.นครศรีธรรมราช อะไรเนี่ย แกเคยไปรึเปล่าริน ฟังดูมันไกลๆ ยังไงไม่รู้” เธอเงยหน้าขึ้นมามองเพื่อนหน้าตื่น
“ไม่เคย” คนเป็นเจ้าของที่ดินตอบสั้นๆ
“ไกลจัง แล้วแกจะทำยังไงกับที่แปลงนี้ล่ะ จะขายเหรอ อย่าบอกนะว่าแกจะแปลงร่างไปเป็นชาวสวน” นิตชาพูดพลางหัวเราะชอบใจ เพราะเธอจินตนาการภาพหญิงสาวที่คุ้นเคยกับความหรูหรา สวมใส่แต่เสื้อผ้าแบรนด์เนมอย่างเพื่อนของเธอในมุมของชาวสวนไม่ออกจริงๆ
“ฉันยังไม่รู้อะไรทั้งนั้นล่ะนิต ตอนนี้สับสนไปหมดแล้ว ไหนจะเรื่องยุ่งๆ ที่ร้าน ทั้งค่าสินค้าล็อตใหม่ที่เพิ่งสั่งเข้ามา ทั้งค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแรงพนักงาน ค่าบัตรเครดิตขั้นต่ำที่ต้องชำระ ฉันหมุนเงินไม่ทันจริงๆ ร้านก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเปิดได้เลย ไหนจะค่าผ่อนคอนโดฯ กับค่าส่วนกลางคอนโดฯ รายปี โอ้ย.. มันเข้ามาพร้อมๆ กันหมด ฉันหมดแรงจริงๆ รวมๆ แล้วเดือนนี้ต้องใช้เงินร่วมสามแสน ทั้งๆ ที่ไม่มีรายได้อะไรเข้ามาเลย” คำพูดที่อัดอั้นในใจมานานของรินลดาพรั่งพรูออกมา
นิตชาเป็นเพื่อนคนเดียวที่หญิงสาวสามารถพูดคุยได้ทุกเรื่อง แต่หญิงสาวที่นั่งฟังอยู่ก็ถึงกับนั่งนิ่งอึ้ง ดวงตาหยีๆ นั้นเบิกกว้าง ด้วยไม่เคยคิดว่าเพื่อนสาวที่ใช้ชีวิตอย่างหรู เริ่ด เชิด หยิ่ง แถมยังเป็นลูกคนมีฐานะดีอย่างรินรดาจะตกอับถึงขั้นเป็นหนี้ได้
ถึงจะรู้ว่าเพื่อนของเธอเป็นลูกสาวของภรรยาเก่าของนายธารินทร์ อรุณภักดิ์ แต่รินลดาก็ไม่เคยบอกถึงเรื่องราวในบ้านให้เธอได้รู้ และเธอก็เห็นว่าเพื่อนของเธอใช้ชีวิตหรูหราอย่างคนมีฐานะดีทั่วไป ไม่ได้ถูกกลั่นแกล้งรังแกจากมารดาเลี้ยงแต่อย่างใด
แต่หารู้ไม่ว่ารินลดาเองต่างหากที่พยายามถอยห่างออกมาจากครอบครัว หญิงสาวไม่อยากเอาตัวเองไปเป็นภาระ จึงพยายามที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเองมาตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยจากเมืองนอก เพราะเธอรู้ตัวเองดีว่าธุรกิจที่บิดาเป็นเจ้าของนั้น ไม่ได้เป็นของท่านทั้งหมดอย่างแท้จริง เงินลงทุนส่วนใหญ่เป็นของกุลนาถแทบทั้งสิ้น บิดาเป็นเพียงผู้บริหารให้มันงอกเงยเท่านั้น ดังนั้นสมบัติเหล่านั้นควรจะเป็นของน้องๆ ไม่ใช่ของเธอ
“แล้วแกเป็นหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่” นิตชาถามขึ้นหลังจากที่หายอึ้งไปพักใหญ่
“ฉันลองรวมดูแล้วประมาณสามล้าน รวมค่าเครดิตเสื้อผ้าล็อตใหม่จากเมืองนอกที่สั่งมาลงเมื่อสองอาทิตย์ก่อนด้วย เขาเพิ่งให้เครดิตฉันครั้งแรกเพราะเห็นว่าธุรกิจเริ่มดีขึ้น แต่มาเจอวิกฤติแบบนี้ของก็ขายไม่ได้ แย่จริงๆ” หญิงสาวทำสีหน้าเคร่งเครียด
“สามล้านไม่ใช่น้อยเลยนะ แต่บัตรเครดิตแกจ่ายขั้นต่ำได้นี่ ถ้าแกมีไม่พอยืมฉันก่อนก็ได้ ฉันพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่ค่าสินค้านี่สิ ต้องจ่ายเมื่อไหร่ เออ แล้วงานเดินแบบของแกช่วงนี้ไม่มีเข้ามาบ้างเลยหรือริน” นิตชาถามถึงเรื่องงานเดินแบบที่ผู้เป็นเพื่อนสาวเคยรับเดินแบบให้กับห้องเสื้อต่างๆ แต่หลังจากมาเป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้าของตัวเอง หญิงสาวก็ไม่ได้รับเดินแบบให้กับที่ไหนอีก ถึงแม้เธอจะไม่ใช่นางแบบดัง แต่งานเดินแบบก็เคยสร้างรายได้ให้กับเธอได้ไม่น้อย
“คงไม่ต้องยืมแกหรอกยายนิต เพราะฉันได้เงินมรดกจากคุณพ่ออีก 2 ล้าน ตั้งใจจะจ่ายค่าสินค้าไปก่อนที่เหลือก็เอามาจ่ายบัตรเครดิตอาจจะไม่พอแต่คงเหลือหนี้อีกราวล้านนึง แต่เดือนต่อๆ ไปล่ะจะทำยังไงถ้าเหตุการณ์บ้านเมืองยังไม่ยุติ ส่วนงานเดินแบบฉันไม่มีเวลาเหมือนเมื่อก่อนแล้วล่ะ และอีกอย่างช่วงนี้นางแบบใหม่ๆ เยอะมาก ฉันไม่อยากจะแข่งกับใคร อยากดูแลร้านของตัวเองมากกว่า” พูดจบเธอก็ถอนหายใจยาว
ร้านของตัวเองนะหรือ...ร้านที่ตอนนี้ไม่สามารถทำรายได้อะไรให้กับเธอได้เลย หญิงสาวรู้สึกหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตขึ้นมาทันทีเมื่อคิดถึงร้านที่ยังไม่รู้อนาคต
“เออ แกมีที่ดินนี่ ตั้ง 24 ไร่ คงจะพอขายได้เงินเยอะอยู่นะ งั้นแกใช้หนี้เดือนนี้ไปก่อน แล้วเราไปดูที่ดินกัน ฉันจะลาพักร้อนไปเป็นเพื่อนแกเอง เผื่อจะได้ขายแล้วเอาเงินมาจ่ายหนี้ที่เหลือไง”
“อืม ก็เข้าท่าดีนะ ฉันก็คงจะทำอะไรกับมันไม่ได้หรอกนอกจากขาย แต่ที่ดินต่างจังหวัดจะขายได้สักกี่บาทกันเชียว” เธอพูดขึ้นอย่างคนปลงตกกับชีวิต
“มันตั้งยี่สิบสี่ไร่ ฉันว่ารวมๆ แล้วน่าจะได้เป็นล้านอยู่นะแก แกลองตีราคาที่ไร่ละห้าหมื่นดูสิ” พูดพลางนับนิ้วคำนวณ
