บทที่ 5 หาเงินใช้หนี้
“เออ แกมีที่ดินนี่ ตั้ง 24 ไร่ คงจะพอขายได้เงินเยอะอยู่นะ งั้นแกใช้หนี้เดือนนี้ไปก่อน แล้วเราไปดูที่ดินกัน ฉันจะลาพักร้อนไปเป็นเพื่อนแกเอง เผื่อจะได้ขายแล้วเอาเงินมาจ่ายหนี้ที่เหลือไง”
“อืม ก็เข้าท่าดีนะ ฉันก็คงจะทำอะไรกับมันไม่ได้หรอกนอกจากขาย แต่ที่ดินต่างจังหวัดจะขายได้สักกี่บาทกันเชียว” เธอพูดขึ้นอย่างคนปลงตกกับชีวิต
“มันตั้งยี่สิบสี่ไร่ ฉันว่ารวมๆ แล้วน่าจะได้เป็นล้านอยู่นะแก แกลองตีราคาที่ไร่ละห้าหมื่นดูสิ” พูดพลางนับนิ้วคำนวณ
“อืม ได้ตั้งล้านสองแสนเชียวนะแก” รินรดาแทรกขึ้น ดวงตาเศร้าโศกผุดประกายความหวังขึ้นมาเรืองรอง นิตชาเงยหน้าจากนิ้วมือของตัวเองไปมองหน้าเพื่อน เห็นแสงสว่างวิบวับอยู่ในดวงตานั่นแล้วเธอย่อมเข้าใจความหมายของมันดี
“งั้น แกจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยนะ แล้วโทรหาฉันได้ทันทีที่พร้อม ลุกไปกินข้าวเถอะ คงเย็นชืดหมดแล้ว” นิตชาบอกเพื่อนด้วยความเป็นห่วง รินลดาลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะอาหาร นิตชาเดินตามไปนั่งกินด้วยกันกับเพื่อน
“ขอบใจนะนิต ฉันคงจะรู้สึกแย่กว่านี้เยอะถ้าไม่มีแกเป็นเพื่อน” หญิงสาวกล่าวขอบใจเพื่อนอย่างจริงใจเพราะในเวลานี้ เธอมีเพียงนิตชาเท่านั้นที่เป็นที่ปรึกษาเพียงคนเดียว ตั้งแต่บิดาจากไป โลกของเธอเต็มไปด้วยความอ้างว้างว้าเหว่
หลังจากนิตชากลับไป รินลดานั่งลงบนเตียงอีกครั้ง ส่วนมือก็ควานหารีโมทบนเตียงด้วยความเคยชิน แต่มือกลับสัมผัสกับซองกระดาษที่เธอเพิ่งนึกได้ว่าเป็นจดหมายจากบิดา หญิงสาวรีบเปิดอ่าน
‘รินรดาลูกรัก...จดหมายนี้เป็นสิ่งสุดท้ายจากพ่อ พ่อได้มอบที่ดินแปลงนี้ให้กับลูก เพราะพ่อรู้ว่าลูกจะเป็นคนเดียวที่จะจัดการกับที่ดินแปลงนี้ได้ดีกว่าลูกคนอื่นๆ ขอให้ลูกไปหาเพื่อนของพ่อที่ชื่อลุงภูมิ ซึ่งมีไร่อยู่ติดกับที่ดินแปลงนี้ ถ้าลูกไม่สามารถจะดูแลที่ดินแปลงนี้ได้ พ่อขอให้ลูกขายให้กับลุงภูมิเท่านั้น เพราะที่ดินแปลงนี้เมื่อก่อนเคยเป็นของลุงภูมิ แต่ด้วยความจำเป็นบางอย่างทำให้ลุงภูมิเอามาขายให้กับพ่อ เพื่อหวังว่าวันหนึ่งถ้าลุงภูมิเก็บเงินได้มากพอจะได้กลับมาขอซื้อคืนได้ ลุงภูมิรักที่ดินแปลงนี้มาก พ่อไม่อยากให้รินเอาไปขายให้กับคนอื่น พ่อขอให้ลูกเดินในทางที่ถูกต้องและประสพความสำเร็จในชีวิต พ่อจะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ’
หญิงสาววางจดหมายด้วยน้ำตานองหน้า ก่อนพับจดหมายเก็บเข้าซองแล้วเอามันใส่ไว้ที่ลิ้นชักตู้ข้างหัวเตียง เอื้อมมือไปหยิบรีโมททีวีแล้วกดปุ่มปิด ก่อนจะเอาเอกสารการเป็นหนี้ของเธอทั้งหมดออกมาคำนวณว่าจะจ่ายอะไรก่อนหลังดี
มือเรียวบางผลักบานประตูกระจกหนาของธนาคารออกมา หลังจากที่เธอจัดการภาระหนี้สินบางส่วนจนเรียบร้อยหมดแล้ว เหลือหนี้สินเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เธอยังคงมีความกังวลอยู่บ้างว่าจะขายที่ดินได้เร็วอย่างที่คิดหรือไม่
เพราะจะมีใครเอาเงินก้อนใหญ่ไปซื้อที่ดินในดินแดนที่อยู่ห่างไกลความเจริญเช่นนั้น แต่ก็หวังเพียงว่าภายในเดือนนี้สถานการณ์บ้านเมืองจะเดินหน้าไปได้สักที เธออาจจะได้เข้าไปเปิดร้าน และขายเสื้อผ้าที่สั่งซื้อเข้ามาเพื่อเอาเงินทุนคืนได้บ้าง
เธอได้แต่หวังว่าคงจะพอมีเงินมาชำระหนี้ส่วนที่เหลือราวหนึ่งล้านบาทได้ไม่ยากนัก รินรดาควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าถือแล้วกดโทรออก
“นิต แกพร้อมจะไปรึยัง ฉันอยากไปที่นั่นให้เร็วที่สุด” รินรดาพูดออกไปทันทีที่เพื่อนรับสาย
“งั้นฉันจะยื่นใบลาพักร้อนวันนี้เลยนะ ฉันเคลียร์งานรอแกไว้เรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้จะได้ออกแต่เช้า” เสียงใสของเพื่อนรักตอบกลับมา
“แกยื่นใบลาได้เลย เย็นนี้ฉันจะไปรับที่บ้าน เราจะเดินทางกันคืนนี้” รินรดาพูดอย่างรวบรัดตัดความ จนคนเป็นเพื่อนถึงกับตกใจ
“เฮ้ย! ทำไมใจร้อนจังยายริน” นิตชาบ่นมาตามสาย
“ฉันอยากไปให้ถึงที่โน่นพรุ่งนี้เช้า ฉันหาข้อมูลมาแล้วว่าต้องขับรถตั้งสิบกว่าชั่วโมงถ้าออกกลางวันไปถึงที่โน่นก็คงมืดค่ำคงจะไม่สะดวก”
“โอเค งั้นเย็นนี้เจอกัน” หลังจากคำตอบตกลงของนิตชา รินรดาก็วางสายลง เธออยากไปจัดการเรื่องที่ดินนั้นเสียให้เรียบร้อย ถึงจะไม่สามารถขายได้ในทันที ก็ขอได้ไปเห็นสักหน่อยว่ามันเป็นสมบัติของเธอที่บิดามอบให้ และ ‘ลุงภูมิ’ ที่ผู้เป็นบิดากล่าวถึงในจดหมายอาจจะยังไม่มีเงินซื้อที่ดินของเธอคืนก็ได้
ถึงแม้ในพินัยกรรม บิดาไม่ได้บังคับว่าต้องขายให้กับลุงภูมิเท่านั้น แต่คำสั่งเสียของบิดาทำให้เธอไม่อยากทำอะไรที่ผิดไปความจากความตั้งใจเดิมที่บิดาต้องการ แม้จะต้องการขายมันมากแค่ไหนก็ตาม
