บทที่ 6 กางแผนที่

หญิงสาวในเดรสแบรนด์เนมสีทึมสั้นเหนือเข่า โชว์เรียวขาขาวเนียนน่ามอง รองเท้าส้นสูงปรี๊ดสีเดียวกับชุด สวมสร้อยคอและต่างหูระย้าเข้าชุดกันอย่างคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง ที่ข้อมือมีกำไลวงใหญ่ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งทุกครั้งที่เธอยกแขน เธอสวมแว่นกันแดดเพราะต้องการปกปิดรอยช้ำรอบดวงตาเนื่องจากอดนอนมาหลายวัน

รินรดากำลังลากกระเป๋าเดินทางใบเขื่อง ก้าวขาเรียวฉับ ๆ อย่างมั่นใจไปยังรถยนต์ยุโรปคันหรูที่จอดอยู่ในลานจอดรถ เธอถอนหายใจหลังจากเอากระเป๋าใบโตเก็บไว้ในรถเรียบร้อยแล้ว

หญิงสาวกำลังจะไปในสถานที่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ความมั่นใจที่เคยมีเกินร้อยลดหายไปเกือบครึ่ง แต่เพื่อเงิน...เงินอย่างเดียวเท่านั้นที่ทำให้เธอต้องไป

เธอต้องไปขายที่ดินแปลงนั้นเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ที่เหลืออยู่ราวหนึ่งล้านบาท!

รินรดาขับรถไปตามถนนเส้นเพชรเกษมมุ่งหน้าสู่ภาคใต้พร้อมกับแผนที่แผ่นใหญ่ที่กางอยู่ตรงหน้าของนิตชา เธอเห็นเพื่อนรักนั่งดูแผนที่มาร่วมชั่วโมงแล้วแต่ไม่เห็นเอ่ยปากพูดอะไรออกมา และดูท่าทางเหมือนกำลังจะหลับไปเสียด้วยซ้ำ

หญิงสาวขับรถบ้างแวะปั๊มบ้างมาตลอดทาง ดวงตาคู่สวยมองไปยังเพื่อนที่หลับคอพับคออ่อนอยู่ด้านข้าง แล้วส่ายหน้ายิ้ม ๆ ที่บอกว่าจะช่วยขับ แต่พอขึ้นรถก็หลับทันที ก่อนที่จะจอดรถข้างทางที่มีแสงไฟสว่าง มือเรียวยื่นไปกดปุ่มที่จอระบบนำทางของรถ ระบุจุดที่ต้องการจะไป

“ถึงไหนแล้วล่ะ” คนเพิ่งตื่นลืมตาหยี ๆ ก่อนจะสอดส่ายสายตามองออกไปข้างนอก

“ป้ายเขียนว่า แยกปฐมพร แต่เมื่อกี้ที่ผ่านมาป้ายมันบอกว่าถึงชุมพรแล้ว”

“ชุมพร! แกขับมาได้ยังไงถึงชุมพร ทำไมแกไม่ปลุกให้ฉันช่วยขับ” นิตชาทำท่าตื่นตกใจ เพราะเธอหลับสนิทจนลืมที่จะช่วยเพื่อนขับรถ

“ไม่เป็นไร ยังไงฉันก็นอนไม่หลับอยู่แล้ว แกไม่ต้องห่วงหรอก ปลอดภัยแน่นอน” นิตชาหลับตาลงอีกครั้ง รินรดาหันไปมองเพื่อนที่ดูจะหลับลงได้อย่างง่ายดาย เธออยากเป็นแบบนี้ อยากเป็นคนที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่จะทำได้อย่างไรกัน ในเมื่อสารพัดเรื่องราวมันยังปนเปยุ่งเหยิงอยู่ในสมอง

“ยายริน แล้วพี่กฤตเขาติดต่อแกมาบ้างหรือเปล่า” อยู่ ๆ นิตชาก็เอ่ยถามถึงอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังวุ่นวายอยู่ในสมองของเธอ

ร่วมสองเดือนแล้วตั้งแต่ที่บิดาป่วยหนักจนกระทั่งเพิ่งเสียชีวิตลง กฤตธร...ชายคนรักของเธอที่เป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคบหากับเธอมานานร่วมสองปีเริ่มห่างหายไปโดยที่เธอไม่รู้สาเหตุ

เขาโทร. มาก็เมื่อกลางเดือนก่อน หลังจากที่เธอบอกว่าบิดาป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งตับ เขาได้แค่ปลอบโยนแล้วก็หายเงียบไป อ้างว่าไปต่างประเทศ

เธอก็มัวแต่วุ่นวายเรื่องบิดาป่วยจึงไม่ได้พบเจอกันอีก จนกระทั่งงานศพของบิดาเขาก็ไม่ได้มาร่วมเพราะบอกว่าติดงานอยู่ต่างประเทศอีกเช่นกัน และล่าสุด    เมื่อวานนี้เธอโทร. หาเขาเพื่อปรึกษาเรื่องมาดูที่ดินที่นี่ เขาปฏิเสธที่จะให้คำปรึกษาอย่างไม่มีเยื่อใย

“ยายริน ๆ” นิตชาเรียกซ้ำเมื่อเห็นเพื่อนเงียบไป 

“มีอะไรหรือนิต” รินรดาเอ่ยถาม

“เปล่า ก็ฉันเห็นแกเงียบไป แล้วเรื่องพี่กฤตน่ะว่าไง ตกลงยังคบกันอยู่ไหม ฉันไม่เห็นแกพูดถึงเขาเลยช่วงนี้ งานศพพ่อแกฉันก็ไม่เห็น” คนเป็นเพื่อนอดรนทนไม่ได้ จึงถามออกมาตรง ๆ

“ฉันคุยกับเขาเมื่อเดือนก่อน บอกเรื่องพ่อไม่สบาย แล้วเขาก็เงียบหายไป เมื่อวานคุยกันเขาบอกว่ากำลังยุ่งเรื่องงานอยู่” หญิงสาวเอ่ยเสียงเครือ

“ยุ่งเรื่องงาน!” นิตชาขึ้นเสียงสูง ก่อนจะหันไปมองสีหน้าสลดของเพื่อนแล้วลดเสียงแผ่วลง

“เอ่อ...งั้นแกใจเย็น ๆ แล้วกันยายริน บางที...บางทีมันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้”

“ช่างเถอะ ฉันขอพักเรื่องนี้ก่อนแล้วกัน ตอนนี้คิดเรื่องที่เรากำลังจะทำกันดีกว่า” หญิงสาวตัดบท

“เอางี้แล้วกันแกจอดรถเถอะ ฉันจะขับให้ ตอนนี้ฉันนอนหลับเต็มอิ่มแล้ว แกจะได้พักบ้าง” รินรดาจอดรถข้างทางตามคำที่เพื่อนบอกแล้วเปลี่ยนให้นิตชาเป็นผู้ขับ แต่แทนที่เธอจะหลับกลับกลายมาเป็นนั่งเหม่อลอยแทน

นิตชาหันมองเพื่อนสาวที่เคยกระฉับกระเฉง ออกจะก๋ากั่นในบางครั้ง รวมทั้งมั่นใจในตัวเองสูง แต่บัดนี้นั่งเหมือนคนทอดอาลัยในชีวิต ก็อดทอดถอนใจเองไม่ได้

“ยายริน ดูนั่นสิ”

“อือ อะไร ถึงแล้วเหรอ” หญิงสาวหลุดออกมาจากภวังค์ 

“ยังแต่แกดูอะไรนี่สิ ภูเขาเต็มไปหมดเลย”  รินรดาลืมตาขึ้นมองข้างทาง เธอตื่นตะลึง ใจเพริดไปกับบรรยากาศรอบข้างที่เต็มไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อน ซึ่งชุ่มชื้นและเขียวขจีท่ามกลางหมอกจาง ๆ ที่กำลังโลมไล้ยอดเขาสูงชัน ทั้งสองคนมองวิวสองข้างทางเหมือนจะเก็บบรรยากาศนี้ไว้ให้นานที่สุด แล้วขับรถต่อไปเรื่อย ๆ ผ่านทุ่งนา สวนปาล์ม สวนยางพาราตลอดเส้นทาง

“นี่ก็ใกล้นครฯ แล้วนะ เอาแผนที่มากางหน่อย” รินรดาบอกเพื่อน นิตชารีบหยิบแผนที่แผ่นโตขึ้นมากาง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป