บทที่ 7 ได้คุยเรื่องที่ดินหรือเปล่า
“นี่ก็ใกล้นครฯ แล้วนะ เอาแผนที่มากางหน่อย” รินรดาบอกเพื่อน นิตชารีบหยิบแผนที่แผ่นโตขึ้นมากาง
“ดูไม่ค่อยรู้เรื่องเลยแก”
“อือ งั้น เดี๋ยวฉันดูเองดีกว่า” รินรดาจอดรถข้างถนนแล้วดึงแผนที่มาดู หญิงสาวนั่งดูสักพักพอเข้าใจ แล้วขับไปตามเส้นทาง เพราะระบบนำทางในรถที่เธอใช้งานอยู่ไม่ได้ทำงานเที่ยงตรงนัก จำเป็นต้องใช้แผนที่ช่วยในการหาจุดเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ มากเช่นนี้
รินรดากับนิตชาขับรถเรื่อย ๆ ดูแผนที่ไปบ้างถามทางชาวบ้านไปบ้าง หลงทางบ้างมาตลอดทางตามประสาคนไม่คุ้นชินกับเส้นทาง
“ลุงคะ ลุงรู้จักบ้านลุงภูมิมั้ยคะ” นิตชาลดกระจกลงแล้วถามชายแก่ผิวดำคล้ำหน้าตายับย่นด้วยริ้วรอยแห่งวัยที่เดินแบกจอบอยู่ข้างถนน
“อ้อ ภูมิที่เมียชื่อลัดดาใช่หม้าย” ลุงถามด้วยภาษาใต้ ใช้คำคล้ายภาคกลางแต่เสียงทุ้มต่ำ นิตชาพยายามฟังให้เข้าใจ เพราะเธอไม่ชินกับสำเนียงทางภาคใต้มากนักแต่ก็พอจับใจความได้
“เขาถามว่าลุงภูมิเมียชื่อลัดดาใช่มั้ย” นิตชาหันมาถามรินรดา
“ไม่รู้สิ รู้แต่ว่าชื่อลุงภูมิอย่างเดียว”
“หนูไม่ทราบค่ะลุง รู้จักแต่ลุงภูมิอย่างเดียว” นิตชาหันมาตอบชายชรา
“อ้อ ก็คงภูมินี้แหละ ลูกสาวเหอ ทั้งหมู่บ้านก็มีชื่อภูมิอยู่คนเดียว ขับไปถึงทางแยกแล้วเลี้ยวขวา เจอสวนปาล์มแล้วก็เจอสวนยางมีทางลูกรังเล็ก ๆ ซ้ายมือแล้วเลี้ยวเข้าไปเลย ตรงปากทางมีป้ายเขียนว่า สวนพิทักษ์พงษ์ นุ้ยลองขับไปแลตะ ไปไม่ไกลแล้วแหละ” ลุงร่ายยาวเป็นภาษาใต้
“หือ? อะไรนะลุง เดี๋ยวหนูทวนอีกที” นิตชาอึ้งกับภาษาใต้ที่ลุงตอบมายืดยาว
“ขับตรงไปเจอทางแยกให้เลี้ยวขวาใช่มั้ยคะ เจอสวนปาล์มแล้วก็เจอสวนยาง มีถนนลูกรังซ้ายมือ ปากทางมีป้ายเขียนว่า ‘สวนพิทักษ์พงษ์’ ใช่มั้ยคะ”
“ช่าย ช่าย” ลุงตอบลากเสียงแล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี หญิงสาวไหว้ขอบคุณแล้วขับรถต่อ
“ลุงแกตลกดีนะริน ไหนเขาบอกว่าคนใต้ดุ แต่เห็นลุงแกพูดไปยิ้มไป อารมณ์ดีจริง แถมทั้งหมู่บ้านมีแค่ภูมิเดียวแกยังต้องถามอีกว่าเมียชื่ออะไร ฮาได้อีก” นิตชาพูดจบก็หัวเราะคิกคัก
“แหม คนเขาก็พูดกันไปเรื่อยแหละแก แต่ฉันว่าคนใต้ใจดำที่เขาว่ากัน น่าจะหมายถึงคนจากเมืองกรุงที่ไปภาคเหนือมากกว่าล่ะมั้ง เพราะชอบไปหลอกสาวเมืองเหนือแล้วก็ทิ้ง อย่างที่ฉันเคยอ่านในหนังสือ คนที่โน่นเขาเรียกคนจากเมืองหลวงว่าคนเมืองใต้ แต่เราตีความผิดกันไปเองว่าเป็นคนภาคใต้” รินรดาตอบเพื่อน
“อ้อ งั้นเหรอ” นิตชาพยักหน้าหงึกหงักก่อนที่จะขับรถต่อไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางที่ได้รับรู้มา
ที่บ้านพิทักษ์พงษ์
ชายหนุ่มร่างสูงก้าวลงจากรถด้วยท่าทีเหนื่อยอ่อน ลัดดารีบเดินออกมารับบุตรชายที่เพิ่งออกมาจากรถยนต์คันงาม ซึ่งเพิ่งจะกลับมาจากไปเคารพศพของนายธารินทร์เพื่อนรักของนายภูมิผู้เป็นบิดาที่กรุงเทพฯ ที่จริงเขาจะกลับบ้านมาตั้งแต่วันเผาศพเสร็จ แต่เพียงนภาผู้เป็นน้องสาวกระเง้ากระงอดให้เขาพักอยู่ด้วยหลายวัน เพราะไม่ได้เจอพี่ชายมานาน
“มาแล้วหรือลูก ทำไมถึงช้าจังล่ะจ๊ะ” ลัดดารีบเดินเข้ามาถามบุตรชาย
“อ้อ ผมต้องแวะไปส่งเจ้าเมฆมันที่สุราษฎร์ด้วยครับแม่ ก็เลยถึงช้าไปหน่อย” ชายหนุ่มพูดถึงเมฆผู้เป็นเพื่อนสนิทซึ่งทำงานที่กรมประมง
“งั้นก็ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนเถอะ เดี๋ยวแม่จะไปเตรียมกับข้าวไว้ให้”
“ครับแม่ กินข้าวเสร็จแล้วจะได้นอนหลับซะหน่อยง่วงจังเลย อยากหลับตอนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่อยากกินฝีมือแม่ก่อนนอน” ภูริชพูดเสร็จก็เข้าไปกอดออดอ้อนเอาศีรษะซบอกมารดา
“ไปอาบน้ำเลย ไม่ต้องมาอ้อนแม่เป็นเด็ก ๆ อายุสามสิบกว่าแล้วนะเรา” ลัดดาแกล้งผลักบุตรชายตัวโตออกจากอ้อมกอด ชายหนุ่มหอมแก้มมารดาฟอดใหญ่แล้วเดินขึ้นไปบนห้อง
คนเป็นแม่ได้แต่มองตามแล้วส่ายหน้าไปมา ภูริชเพิ่งจะกลับจากกรุงเทพฯ มาอยู่ที่บ้านได้เพียงสองปีหลังจากไปเรียนที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่หนึ่ง จนกระทั่งจบปริญญาโท และทำงานอยู่ที่โน่นจนอายุอานามสามสิบสามเข้าไปแล้ว ถึงได้กลับมาอยู่ที่บ้าน เนื่องจากเห็นบิดามารดาอายุมากแล้ว และเขาจำต้องสืบทอดกิจการหลายอย่างของที่บ้านอีกด้วย
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวใหม่เรียบร้อย ภูริชจึงออกมานั่งที่หน้าบ้าน ซึ่งเป็นบ้านสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้หลังใหญ่หลังคาทรงปั้นหยา ตั้งอยู่ในสวนพิทักษ์พงษ์ที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ไร้ซึ่งรั้วรอบขอบชิดพร้อมต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยียนอย่างจริงใจตามแบบฉบับของบ้านทางภาคใต้
ชายหนุ่มนั่งรับประทานอาหารบนโต๊ะหน้าบ้านพร้อมพูดคุยกับมารดา เขาชอบที่จะนั่งรับประทานอาหารหน้าบ้านมากกว่าจะนั่งรับประทานที่ห้องรับประทานอาหารเพราะจะได้นั่งชมวิวทิวทัศน์ไปด้วย
“งานศพคุณลุงธารินทร์เป็นยังไงบ้างลูก” ลัดดาถามขณะที่บุตรชายกำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารตรงหน้า
“ก็คนเยอะดีครับ ผมไปกับลุงพงษ์เห็นลูก ๆ ของลุงธารินทร์ก็ช่วยกันต้อนรับแขกในงานดีครับแม่” ชายหนุ่มเล่า มือก็เอื้อมไปตักอาหารใส่จานไปพลาง
“แล้วหนูรินรดาล่ะลูก ได้คุยเรื่องที่ดินหรือเปล่า” ลัดดาถามบุตรชาย
