บทที่ 8 ไม่ถูกโฉลก

“แล้วหนูรินรดาล่ะลูก ได้คุยเรื่องที่ดินหรือเปล่า” ลัดดาถามบุตรชาย

“คุณนางแบบนั่นเหรอครับ ผมก็อยากจะคุยอยู่หรอก แต่เห็นท่าทางหยิ่ง ๆ นั่นแล้ว คงไม่อยากจะมาทำสวนแน่ ๆ คิดว่าคงพูดไม่ยากเท่าไหร่ เลยปล่อยให้ผ่านงานศพไปก่อนดีกว่าครับ ไว้เดือนหน้าผมค่อยขึ้นไปอีกที เพราะต้องขึ้นไปงานสัมมนาวิชาการที่นั่นพอดี”

ชายหนุ่มเล่าแผนการ ถึงเขาจะกลับมาอยู่ที่ต่างจังหวัดก็จริง แต่ก็ขึ้นไปกรุงเทพฯ บ้างเป็นบางครั้ง เนื่องจากอาชีพอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เพิ่งเปิดใหม่ของที่นี่ ทำให้เขาต้องไปอบรมสัมมนาทางด้านวิทยาการต่าง ๆ เพิ่มเติมอยู่เสมอ

“ทำไมเรียกน้องเขาอย่างนั้นล่ะลูก”

“โธ่ ก็แม่เคยบอกว่าเขาเป็นนางแบบนี่ จะไม่ให้เรียกอย่างนั้นได้ยังไงครับขนาดในงานศพเธอยังทำท่าเชิดใส่ผมเหมือนกำลังเดินแบบอยู่บนแคตวอล์กเลยครับ” เป็นเรื่องน่าแปลกที่เขาเห็นหน้าของหญิงสาวคนนี้แล้วก็บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ มันมีความหมั่นไส้เล็ก ๆ ปะปนมากับความสงสาร

‘สงสารอย่างนั้นหรือ?’ เขาตกใจกับความคิดของตัวเอง เขาสงสารเธอเรื่องอะไรก็ไม่รู้ แต่แค่ได้เห็นสายตาโศกคู่นั้นที่ฉายมายังเขาแค่แวบเดียว มันก็ทำให้เขาเปลี่ยนใจที่จะถามเรื่องที่ดินเสียแล้ว

แต่กับความรู้สึกหมั่นไส้นั้นเขารู้ต้นเหตุดี ก็ท่าทางที่เธอมองเขาอย่างไม่สนใจเหมือนเขาไม่ได้อยู่ในสายตานั่นอย่างไรเล่า ทั้ง ๆ ที่เขาคิดว่าตัวเองก็หน้าตาดีแล้วเชียวแต่หญิงสาวผู้นั้นยังเชิดใส่ คงคิดว่าตัวเองสวยมากละสิท่า ชายหนุ่มหาคำตอบให้ตัวเอง

“ส่วนวันเผา ผมกับเมฆก็ไปถึงตอนเขาเอาศพขึ้นเมรุพอดี ก็เลยได้วางดอกไม้จันท์แล้วก็กลับครับ แต่ต้องรอเมฆทำธุระอีกสองวัน น้องภาก็คะยั้นคะยอให้ผมอยู่ต่ออีกวัน มันน่าเบื่อมากครับ ผมยังแปลกใจว่าผมอยู่กรุงเทพมาได้ยังไงตั้งยี่สิบกว่าปี อากาศก็แย่ ๆ ถ้าไม่จำเป็นผมคงไม่กลับไปอีกแล้วละ อยู่บ้านเรามีความสุขที่สุด อากาศดี อาหารอุดมสมบูรณ์” ชายหนุ่มร่ายยาว

เสียงรถเข้ามาจอดหน้าบ้าน ชายหนุ่มกับมารดาหันมองรถยุโรปสีบรอนซ์ทองคันหรูที่เข้ามาจอดเป็นตาเดียว จนประตูรถเปิดออกเผยให้เห็นเท้าขาวในรองเท้าส้นสูงสุดหรูก้าวลงมาจากรถ

หญิงสาวร่างบางผิวขาวรวบผมสูงเผยดวงหน้าหวานเก๋รูปไข่ ก่อนจะถอดแว่นกันแดดเผยดวงตากลมโตคู่งามให้เห็นเด่นชัด ในชุดเดรสสีทึมทึบออกแบบอย่างหรูหรา พร้อมเครื่องประดับที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเธอมั่นใจในความสวยงามของตัวเองมากแค่ไหน หญิงสาวลงมาจากรถแล้วเดินเข้ามาถามลัดดาที่ขยับตัวลุกขึ้นยืนต้อนรับ

“ขอโทษนะคะคุณป้า นี่บ้านลุงภูมิรึเปล่าคะ” ชายหนุ่มนั่งอึ้งที่เห็นหญิงสาวตรงหน้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วพูดแทรกขึ้นมา

“คุณ...คุณนั่นเอง” หญิงสาวผงะไปชั่วครู่ก่อนจะนึกถึงใบหน้าเข้ม ๆ ที่เธอคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเจอในงานศพของบิดา วันนั้นเธอจำได้ว่าเขามากับทนายความประจำตระกูลอรุณภักดิ์ แต่จำไม่ได้เสียแล้วว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นใคร เพราะในช่วงเวลานั้นเธอพบเจอและทักทายผู้คนที่ตัวเองไม่รู้จักมากมาย จนจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร

“คุณมาทำอะไรที่นี่” หญิงสาวพลั้งปากถามออกไปอย่างไม่ทันคิด

“ก็นี่มันบ้านผม แล้วคุณน่ะ มาทำอะไร” ชายหนุ่มแกล้งถามทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้ว เขาคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าวันนี้เธอจะมาหาให้เขาได้คุยธุระถึงที่

“เอ่อ ฉันมาหาลุงภูมิ แล้วนี่มัน เอ่อ มันบ้านคุณเหรอ” หญิงสาวทำท่าอึกอัก

“อือฮึ” เขาตอบรับในลำคอแล้วยักไหล่น้อย ๆ พร้อมเลิกคิ้วข้างหนึ่งอย่างขำขันท่าทางอีลักอีเหลื่อที่เธอกำลังเป็นอยู่

“แล้วหนู เอ่อ หนูใช่หนูรินรดารึเปล่าจ๊ะ” ลัดดาถามซ้ำเพราะรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นคนเดียวกับนางแบบที่เธอเคยเห็นในนิตยสารเมื่อราวปีสองปีก่อน ซึ่งสามีบอกว่าคือรินรดาบุตรสาวของเพื่อนรัก 

“ค่ะ หนูชื่อรินรดาค่ะคุณป้า และนี่เพื่อนของหนูชื่อนิตชา หนูเป็นลูกสาวของคุณพ่อธารินทร์ซึ่งเพิ่งจะเสียชีวิตไป คุณพ่อให้โฉนดที่ดินแปลงนี้มา และบอกให้หนูมาหาลุงภูมิ ลุงภูมิจะได้พาหนูไปดูที่ดินค่ะ” เธอตอบอย่างฉะฉานพลางยื่นซองโฉนดที่ดินให้ดู ช่างแตกต่างจากท่าทางอ่อนระโหยที่เขาเจอเมื่อหลายวันก่อนราวพลิกหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

“อ๋อ คงเป็นที่ดินที่เคยเป็นของคุณปู่ ที่คุณพ่อเอาไปขายให้กับลุงธารินทร์ละ ตาภู งั้นเดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วภูพาน้องไปดูหน่อยนะลูก เพราะพ่อเขาเข้าสวนไปตั้งแต่เช้าแล้ว” ลัดดาหันมาหาบุตรชาย 

“ครับแม่” ภูริชรับคำอย่างเสียไม่ได้

เขาไม่ค่อยถูกโฉลกกับผู้หญิงประเภทลูกคุณหนูสักเท่าไร เพราะดูแล้วท่าทางเชิดหยิ่งในชุดหรูหราอย่างเจ้าหล่อนก็คงแค่อยากมาขายที่ดินเท่านั้น จะไปดูทำไมให้เสียเวลา เสนอเงินมาเลยว่าจะขายเท่าไรน่าจะดีกว่า เพราะเขาเตรียมพร้อมอยู่แล้วที่ซื้อที่ดินผืนนั้นกลับคืนมา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป