บทที่ 9 ขายหรือไม่ขาย
ภูริชนั่งรับประทานอาหารต่อไปโดยไม่สนใจแขกที่มาใหม่ ปล่อยให้ลัดดาเป็นผู้ต้อนรับ ซึ่งเขาก็เห็นมารดาดูจะถูกอกถูกใจแขกผู้มาใหม่นี้ไม่น้อย ดูจากอาการกุลีกุจอรีบเชื้อเชิญให้เข้าไปในบ้านจนแทบจะเข้าไปอุ้มนั่นแล้ว เขาก็ยิ่งหมั่นไส้ หญิงสาวผู้นี้มากยิ่งขึ้น
“งั้นเชิญหนูทั้งสองคนนั่งรอในบ้านก่อนนะจ๊ะ เชิญค่ะ”
“ค่ะ คุณป้า” หญิงสาวทั้งสองเดินตามลัดดาเข้าไปในบ้านซึ่งตกแต่งแบบ เรียบ ๆ แต่ดูอบอุ่น เธอกับนิตชานั่งรอในห้องรับแขกซึ่งเป็นชุดเก้าอี้หวายมีเบาะสีขาวลวดลายดอกไม้เล็ก ๆ บรรยากาศของห้องทำให้รู้สึกผ่อนคลายลง
หญิงสาวมองไปยังผนังเห็นรูปถ่ายของภูริชกับครอบครัว และรูปถ่ายตอนรับปริญญาที่ติดไว้ข้างผนังเธอถึงรู้ว่าภูริชจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเกษตรชื่อดังของเมืองไทย แล้วยังมีประกาศนียบัตรอีกหลายใบที่ใส่กรอบติดอยู่ที่ผนังบ้าง ใส่ไว้ในตู้กระจกบ้าง พร้อมถ้วยและเหรียญในการแข่งขันกีฬาซึ่งไม่รู้ว่าเป็นของใคร
ผนังสองด้านเป็นกระจกใสมองเห็นวิวด้านนอกชัดเจน เธอมองเห็นภูริชนั่งรับประทานอาหารด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อยอยู่ด้านนอก กินไปพลางชมนกชมไม้ไปพลาง ไม่รีบร้อน เขาทำเหมือนว่าเธอไม่ได้รอเขาอยู่เสียอย่างนั้น ด้วยความที่บรรยากาศรอบบ้านร่มรื่นน่าอยู่ หญิงสาวจึงนึกชอบใจไม่น้อย
“น่าอยู่จังยายริน” นิตชากระซิบ รินรดาหันไปมองเพื่อน ขณะเดียวกับลัดดาที่ถือแก้วน้ำดื่มมายื่นให้
“ดื่มน้ำก่อนนะจ๊ะหนู เดี๋ยวป้าจะหาผลไม้หลังบ้านมาให้ทาน” ว่าแล้วหญิงวัยกลางคนก็เดินออกไป สักพักก็เดินกลับมาพร้อมตะกร้าผลไม้ใบใหญ่ มีเงาะสีแดงลูกโตและมังคุดผิวสวยน่ารับประทาน
“กินผลไม้ก่อนนะคะ ป้าเพิ่งเดินไปเก็บมาจากหลังบ้านเมื่อกี้นี้เอง” นิตชาเอื้อมไปเด็ดเงาะสีแดงสดที่ยังติดอยู่กับกิ่งในตะกร้าผลไม้ออกมาปอกรับประทาน
“หือ ทำไมมันกรอบ หวาน อร่อยแบบนี้ล่ะคะ หนูซื้อที่กรุงเทพฯ ไม่เห็นว่ามันจะกรอบแบบนี้เลยค่ะ”
“อ๋อ เพราะที่เขาเอาไปขายมันไม่สดแบบนี้นี่คะ ถ้าหนูชอบเดี๋ยวป้าจะไปเอามาให้อีก ทุเรียนก็มีนะ หนูกินทุเรียนรึเปล่า เดี๋ยวป้าเอามาให้ ปีนี้ผลไม้ในสวนออกเร็ว สงสัยเป็นเพราะพี่เขาทดลองทำให้มันออกนอกฤดู” ว่าพลางหันมองไปยังบุตรชายที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ด้านนอก รินรดาหันมองคนพูดเห็นแววตาแห่งการชื่นชมนั่นแล้วก็รู้ว่าหญิงวัยกลางคงคงภาคภูมิใจกับบุตรชายของท่านไม่น้อย
“กินค่ะ คุณป้า ทุเรียนของชอบหนูเลย” นิตชาตอบด้วยแววตาระยิบระยับ
“ยายนิต รบกวนคุณป้าเกินไปรึเปล่า” รินรดาปรามเพื่อน
“ไม่หรอกหนู หนูก็เหมือนลูกสาวป้านั่นแหละ ป้าก็คิดถึงลูกสาวป้าตอนนี้เรียนอยู่กรุงเทพฯ กว่าจะได้กลับบ้านก็ปิดเทอมโน่นละจ้ะ พวกหนูมาป้าจะได้ไม่เหงา แล้วจะมากันกี่วันล่ะ จะพักกันที่ไหน พักบ้านป้าก็ได้นะ ห้องนอนลูกสาวป้ายังว่างอยู่”
“ขอบคุณค่ะคุณป้า คิดว่าจะอยู่สักสองสามวันค่ะ แต่ไม่กล้ารบกวนคุณป้าหรอกนะคะ ตอนขับรถมารินเห็นมีรีสอร์ตอยู่ไม่ไกลนัก ตั้งใจว่าจะไปพักที่นั่นค่ะ” รินรดาตอบอย่างเกรงใจ
“อุ้ย รบกวนอะไรกันหนูริน ลูกสาวคุณธารินทร์ก็เหมือนลูกสาวคุณภูมินั่นแหละ สองคนนี้ตอนหนุ่ม ๆ เขาเป็นเพื่อนตายกันค่ะ” ลัดดาเล่าให้ฟังอย่างใจดี
“แม่ครับ เขาไม่อยากพักที่นี่ก็ไม่เห็นต้องขอร้องเลยนี่ครับ ท่าทางไฮโซแบบนี้คงอยากอยู่ที่หรู ๆ ละครับ” ชายหนุ่มพูดแทรกขึ้นมา ทั้งสามคนหันมองไปยัง ชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนพิงประตูอยู่
“อ้าว กินอิ่มแล้วหรือภู ทำไมปากร้ายว่าน้องเขาแบบนี้ล่ะลูก แม่จำได้ว่าไม่เคยสอนให้ลูกไม่ให้เกียรติผู้หญิงแบบนี้นะจ๊ะ” ลัดดาต่อว่าบุตรชายอย่างตรงไปตรงมา ทำเอาทั้งสองสาวอดมองหน้าและอมยิ้มให้กันไม่ได้ ภูริชหน้าเสียแต่ก็ตอบกลับมาอย่างไม่จนมุม
“ก็จริงนี่ครับแม่ ดูสิมาต่างจังหวัดแต่แต่งตัวอย่างกับออกมาจากหนังสือแฟชั่น ขนาดนี้ ถ้าไม่เรียกว่าติดหรูเป็นคุณหนูไฮโซแล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะครับ” ชายหนุ่มพูดจบก็ปรายตาไปมองหญิงสาวตรงหน้า รินรดาไม่ตอบแต่เชิดหน้าคอตั้งจ้องหน้ากลับอย่างเอาเรื่อง เขารู้สึกหมั่นไส้ท่าทางนั่นมากขึ้นไปอีก
“คุณคงไม่ต้องไปดูที่ดินหรอกมั้งผมว่า ที่คุณมานี่ก็คงอยากจะขายที่ซะมากกว่า ผมคงทายไม่ผิด เพราะดูรูปร่างหน้าตาแบบคุณแล้วนี่....” ชายหนุ่มพูดค้างไว้ แล้วมองกราดตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะส่ายหน้าไปมา
“นี่ คุณอย่ามามองฉันแบบนี้นะ” หญิงสาวแหวใส่
“ทำไมผมจะมองคุณแบบนั้นไม่ได้ ก็มันจริง ดูสภาพคุณตอนนี้สิ รองเท้าส้นสูง ชุดหรู ผิวขาว ๆ แบบนี้เนี่ยนะ อย่าว่าจะทำสวนเลย เจอแดดสักชั่วโมงสองชั่วโมงก็คงวิ่งรี่กลับกรุงเทพแทบไม่ทันละมั้ง” เขาไม่เคยคิดว่าเขาจะดูผู้หญิงคนไหนได้ถูกเท่ากับดูผู้หญิงคนนี้มาก่อนเลย
“ผมจะซื้อที่แปลงนี้คืนก็แล้วกัน คุณพ่อเคยขายที่ดินแปลงนี้ให้พ่อคุณไปในราคาแปดแสนบาท เมื่อเก้าปีก่อน ผมขอซื้อคืน คุณจะคิดเท่าไหร่ก็ว่ามา” เขาว่าเสียงขรึม รินรดาหันไปมองเพื่อนสาว เห็นนิตชาทำท่าพยักพเยิดให้ เธอจึงตัดสินใจ
‘
นั่นสินะ เมื่อเก้าปีก่อนแปดแสน นี่เวลาผ่านไปตั้งนาน ฉันไม่ขายนายแค่แปดแสนหรอกนะ ฉันจะขาย...ขาย ขายเท่าไหร่ดี สองล้าน...สองล้านดีไหม จ่ายหนี้ไปล้านนึงจะได้มีเงินเหลืออีกล้าน แล้วถ้าเกิดตานั่นต่อล่ะ ท่าทางเขี้ยวซะด้วย เอาเป็นสักสะ...สาม สามล้านเผื่อต่อดีไหม
’
หญิงสาวคิดทบทวนกลับไปกลับมาในใจ ก่อนจะค่อย ๆ ชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว
ภูริชถึงกับผงะเมื่อเห็นจำนวนนิ้วที่หญิงสาวชูขึ้นมา
