บทที่ 3 ฉลองเรียนจบ 3

มนสิชา พิทักษ์ระพี บัณฑิตสาวดีกรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยรัฐบาลชื่อดังด้านบริหารธุรกิจ เอกการตลาด ด้วยวัยเพียง 21 ปีทำให้เธอซวนเซไม่เป็นท่าเมื่อผิดหวังในความรัก และมันก็ถือเป็นรักครั้งแรกกับรุ่นพี่ที่อายุห่างกันสามปี

หญิงสาวกำพร้าทั้งพ่อ แม่ จากการฆ่าตัวตาย ปัจจุบันเธออาศัยอยู่กับย่าอ่อนที่บ้านสวน และมีนุชนารถน้องสาวแท้ๆ ของพ่อเป็นผู้ส่งเสียเลี้ยงดู เมื่อเธอเรียนจบสิ่งแรกที่ต้องการทำเพื่อให้คนที่บ้านภาคภูมิใจคือการที่เธอมีอาชีพและรายได้เพียงพอจะเลี้ยงคนในครอบครัวรวมทั้งสมาชิกในสวนย่าอ่อนที่อยู่กันมานาน ลำพังการขายผลไม้เล็กๆ น้อยๆ ไม่พอที่จะเลี้ยงดูทุกคนให้สุขสบายได้หรอก

มนสิชายังจำภาพในวันวานของเธอได้ขึ้นใจ พ่อเป็นนักธุรกิจมีชื่อเสียงและทรัพย์สินมหาศาล หากไม่ถูกเพื่อนรักคดโกงไปพ่อ แม่ก็คงไม่เสียใจจนฆ่าตัวตาย ทั้งบ้าน ทรัพย์สินทุกอย่างที่เคยมีถูกคนทุจริตยักยอกเอาไปเป็นของตัวเองจนหมดสิ้น ถึงเธอจะยังเป็นเด็กแต่จดจำใบหน้าของชายคนนั้นได้เป็นอย่างดี กัมพล ประกอบกิจไพศาล ยิ่งแววตาของลูกสาววัยใกล้เคียงกับเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความเยาะเย้ยสะใจที่ได้ครอบครองบ้านหลังใหญ่

เรื่องราวทั้งหมดยังวนเวียนอยู่ในความทรงจำลึกๆ ยิ่งครั้งใดที่มนสิชาเศร้าหมองเธอมักจะคิดถึง พ่อ แม่ จนแอบร่ำไห้เสียใจ หัวใจด้วยเล็กๆ หว้าเว่อยากไขว้คว้าความอบอุ่นจากครอบครัวเป็นที่สุด

ตุ๊บ

เสียงฝ่าเท้ากระแทกพื้นอย่างแรงจนฝุ่นดินฟุ้ง พื้นดินละเอียดยุบตามน้ำหนักของร่างกายคนกระโดดลงจากต้นไม้ ตามด้วยเสียงปัดฝุ่นที่เนื้อตัว ไอฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วร่างกายจนคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ต้องปัดป้องกลัวจะหายใจเอามันเข้าไปด้วย

“เบาๆ สิยัยมดแดง...ซนอย่างกับลิงไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ เป็นสาวแล้วรู้ไหม” มนสิชาบ่นเพื่อนรัก

“เธอเล่ามาให้หมดนะพริกหวาน...ไอ้หมอนั่นมันมีคนอื่นงั้นเหรอ” เสียงหวานที่ดัดให้ห้าวแข็งด้วยความโมโห

“ใช่ ฉันไม่คิดเลยนะว่าพี่รุจจะทำกับฉันแบบนี้” หญิงสาวที่ยังเจ็บปวดกอดอกนิ่ง ทอดถอนหายใจพลันคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน เธอช่างคุ้นตากับผู้หญิงคนนั้นจริงๆ แต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน

“มันบอกแกเหรอว่ายัยเซ็กซี่นั่นเป็นแฟนใหม่” ถึงจะไม่ได้ยินรุจกวีพูดกับปาก แต่สายตาคู่นั้นมันทำให้หญิงสาวระบมไปทั้งใจ

“มดแดง ฉะ ฉันจะทำยังไงดี ฮือ” ชไมพรหรือมดแดงเพื่อนสนิทแสนห้าวของมนสิชารีบโอบกอดเพื่อนรักเอาไว้ ก่อนที่เธอจะสะอื้นไห้หนักกว่าเดิม

“เพื่อนฉันต้องเข้มแข็งสิ ดีเท่าไหร่แล้วที่แกยังไม่ได้มีอะไรกับไอ้นั่น” คำพูดของชไมพรทำให้หญิงสาวที่กำลังเสียใจผงะออก

“บ้าไปแล้ว พูดอะไรของแกยัยมดแดงน่าเกลียดที่สุด”

“หรือว่า”

“หยุดนะมดแดง ฉันจะเก็บของรักของหวงเอาไว้ให้คนที่ฉันรักเท่านั้น” คิ้วคมเข้มขมวดเป็นปมด้วยความสงสัย

“แล้วไอ้รุจนี่แกไม่ได้รักหรือไง”

มนสิชาหลุบหลบสายลงมองพื้นก่อนจะเดินเลี่ยงไปที่ท่าน้ำ “ไม่รู้สิ” เธอตอบพลางเอียงศีรษะราวกับครุ่นคิด

“ตัวของแก ใจของแกยังไม่รู้อีก ยัยเพื่อนบ้า”

“ฉันอธิบายไม่ถูก แรกๆ ก็เสียใจที่พี่รุจมีคนอื่น แต่พอมานั่งคิดๆ ดูฉันว่ามันก็ดีแล้วที่คนอย่างเขาจะได้แฟนที่สวยแล้วก็ดูมีชาติตระกูลว่าฉัน” มนสิชาพูดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจตัวเอง

“แล้วแกไม่มีชาติตระกูลหรือไง พิทักษ์ระพีตระกูลขี้เหล่ที่ไหนกันล่ะ” ชไมพรรีบโวยวาย เธอเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยดูถูกชาติกำเนิดของตัวเองเลย และจะไม่ให้เพื่อนที่เธอรักคิดเช่นนั้นเหมือนกัน

“ฉันก็หมายถึงตอนนี้ไง...สาวบ้านสวนกับหนุ่มไฮโซมันไม่เข้ากันหรอกนะ”

“ทำไมไม่คิดตั้งแต่ตอนจะคบกันยะ...ไม่เอาแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า” ชไมพรตัดความหงุดหงิดใจโดยการเปลี่ยนเรื่องคุย เธอไม่อยากให้มนสิชาเศร้าหรือตัดพ้อตัวเองแล้วยกคนอื่นขึ้นมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีตัวเองอีก

หลังจากทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกภายในใจ มนสิชาก็บอกกับตัวเองได้ว่า เธอไม่ได้รักรุจกวี แต่ที่ยอมคบกับเขาเพราะเห็นว่าชายหนุ่มนิสัยดี พูดจาสุภาพ คอยช่วยเหลือให้กำลังใจในยามที่เธอเรียนหนัก และยังเอาอกเอาใจเก่ง ตั้งแต่คบกันมาสองปี เขาก็ไม่เคยล่วงเกินเธอถึงแม้จะมีบางครั้งที่ชายหนุ่มพยายามเว้าวอน แต่หญิงสาวก็ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล โชคดีที่เธอไม่ใจอ่อน

ณ แคว้นเบอร์กันดี ดินแดนแห่งไวน์ชั้นเลิศรสทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส

บูลกัตติ เวย์รอน สีดำคันหรู รถยอดนิยมของคนมีฐานะกำลังแล่นผ่านประตูรั้วสูงด้วยความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ความเร็วนั้นเปรียบดั่งความใจร้อนของคนขับ ไม่กี่อึดใจเสียงเบรกห้ามล้อรถดังสนั่นจนกลิ่นไหม้จากยางล้อคลุ้ง สาวใช้กุลีกุจอวิ่งออกมาต้อนรับเจ้านาย

ประตูรถเปิดออกอย่างแรงราวกับว่าคนที่เปิดกำลังฉุนเฉียว ร่างสูงสง่าราวหกฟุตยืนเต็มความสูง อกกว้างกำยำหนาด้วยมัดกล้าม แขนขาแข็งแรงดูน่ายำเกรง เขายักไหล่ขยับเสื้อเชิ้ตสีดำเข้ากับสีรถคู่ใจ ก่อนจะสาวเท้าสวบเข้าไปในคฤหาสน์ ชายหนุ่มตวัดสายตาคู่สีเขียวมรกตวาวโรจน์ด้วยความร้อนแรงดุจไฟที่โชนในจิตใจเขาไปทางคนสนิทที่ยืนคอมหลังรอคำบัญชา

“งานที่สั่งให้ทำเป็นยังไงบ้าง” เสียงแข็งทรงพลังถาม บอดี้การ์ดประจำตัว

“ผมส่งจดหมายไปทาบทามให้เธอมาทำงานกับเราตามที่บอสสั่งเรียบร้อยแล้วครับ”

“ดี อีกสองวันเธอคงได้รับจดหมายนั่น...แต่ทำไมไม่ส่งอีเมลล์ มันรวดเร็วทันใจกว่านะ”

“บอสต้องการให้ดูเป็นทางการที่สุดไม่ใช่เหรอครับ” เดนนิชเลิกคิ้วสูงมองหน้าชายที่กำลังตอบคำถาม

“นี่แกยียวนฉันรึเปล่าอิวาน” อิวานแอบยิ้มเมื่อเห็นเจ้านายเริ่มหงุดหงิด ก็เขาใจร้อนเกินไป แบบนี้แผนที่เขาเตรียมเอาไว้จะสำเร็จได้ยังไง

“อย่าคิดมากครับ เอาเป็นว่าผมทำตามหน้าที่...อ่อ บอสจะไปที่ไหนต่อไหมครับ”

“ไปสนามบินดิชง ฉันจะไปประเทศไทย อดใจรอฟังข่าวดีแทบไม่ไหว ฮ่าๆ” เดนนิชหัวเราะอย่างสะใจ เขากำลังวางแผนให้ใครบางคนมาตกหลุมพรางของเขา ชายหนุ่มมั่นใจว่าแผนนี้แยบยลเกินกว่าที่ใครจะจับผิดเขาได้

เดนนิช เจฟ บรูนี หนุ่มลูกครึ่งอังกฤษ-ฝรั่งเศส วัย 33 ปี หนุ่มโสดหน้าตาดี นักธุรกิจเจ้าของกิจการโรงบ่มไวน์ชั้นดีหลายแห่งในแถบยุโรป รวมทั้งไร่องุ่นและบริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปในประเทศไทย เบอร์กันดีถิ่นฐานบ้านเกิดที่ปลูกฝังให้เขาเป็นคนเชี่ยวชาญเรื่องการบ่มไวน์องุ่น

ชายหนุ่มสุขุม เจ้าระเบียบ ออกจะเจ้าอารมณ์เมื่อเขาไม่ได้ดั่งใจ แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น หน้าตาคมคาย คิ้วดกหนา จมูกโด่งเป็นสัน ปากรูปกระจับแดงระเรื่อไม่ต่างกับสตรี ร่างกายที่สูงโปร่ง กำยำหนาไปด้วยมัดกล้ามแข็ง ของคนชอบออกกำลังกาย ทำให้สาวๆ ต่างหมายปองและแวะเวียนเข้ามาให้ท่าเขาเป็นประจำ เดนนิชก็ไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหน อย่างมากผู้หญิงเหล่านั้นก็เป็นได้เพียงเครื่องระบายความเหงาและเครื่องออกกำลังกายชั้นดี

เขากระหยิ่มอย่างพึงพอใจเมื่อรับรู้ความคืบหน้าจากงานที่สั่งให้ลูกน้องไปทำ การเดินทางไปประเทศไทยในครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นบทร้ายของพยัคฆ์ร้ายแห่งเบอร์กันดี เดนนิชต้องการสั่งสอนผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยทำให้ครอบครัวของเขาต้องร้าวฉาน

เธอสร้างความเจ็บปวด รวดร้าวและขมขื่นให้ จอร์แดน พ่อของเขาเป็นอย่างมากจนพ่อทนรับความสูญเสียไม่ได้ต้องตรอมใจตายในที่สุด ค่ำคืนที่พ่อเสียชีวิต เด็กหนุ่มในวันนั้นคุกเข่าต่อหน้าศพและบอกกับร่างอันไร้วิญญาณว่าเขาจะไม่ยอมให้พ่อจากไปแบบนี้เป็นอันขาด

หลังจากนั้นความสุขของเดนนิชก็หายไป เขามีแต่ความทุกข์ในใจ ความเงียบเหงาและโกรธแค้นถาโถมเข้ามาในความรู้สึกไม่หยุดหย่อน เดนนิชจำฝังใจและปฏิญาณเอาไว้ว่าเขาจะทำให้ นุชนารถ พิทักษ์ระพีได้รับความเจ็บปวดเหมือนอย่างที่เขาเคยได้รับ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป