บทที่ 6 ก้าวแรก 3

ดวงตากลมเบิกกว้าง เธอเม้มปากแน่นถึงจะไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษซักเท่าไหร่ แต่มนสิชาก็พอจะฟังออกและรู้ว่าชายต่างชาติคนนี้จะปากร้ายยิ่งกว่าผู้หญิง แถมสายตาเย่อหยิ่งดูถูก แหมมันช่างน่าควักนัยน์ตาออกมาโยนเล่นนัก

“ว่าไงนะ มีสิทธิ์อะไรมาว่าผู้หญิงไทย ฮึ ตัวเองน่ะดีแค่ไหนกันมาอาศัยประเทศเขาหลับนอนแล้วยังจะปากเสียอีก” มนสิชายิ้มเยาะทันทีที่เห็นเขาอึ้ง ถึงภาษาจะไม่ค่อยได้เรื่องแต่หากมีคนมาดูถูกเช่นนี้เธอก็ไม่ยอมเช่นกัน

เสียงขบกรามดังๆ นั่นคงทำให้ปากเขาระบมไปหลายวันแน่ๆ เขานิ่งมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เว้นจังหวะรั้งต้นขาที่เคยเห็นก่อนจะไล่ขึ้นไปจนถึงส่วนที่คิดว่าอาจจะมีอะไรแอบซ่อนอยู่ใต้เสื้อสีสดของเธอ เดนนิชกลืนน้ำลายอึกใหญ่

“เธอเป็นใคร” รู้ว่าตัวเองคงเถียงสู้หญิงไทยคนนี้ไม่ได้ เดนนิชจึงปรับอารมณ์มาอยู่ในมาดขรึมแทน

“ฉะ ฉัน” หญิงสาวลืมเสียสนิทว่าเธอมาสมัครงานไม่ควรแสดงกิริยามารยาทแบบนี้ออกไป แต่มันก็สายเกินไปแล้ว มนสิชารีบสำรวจร่างกายตัวและขยับเสื้อผ้าให้เข้าที่เรียบร้อยก่อนจะเผชิญหน้ากับชายหนุ่มอีกครั้ง

“ฉันมาสัมภาษณ์งานตามจดหมายเรียก” เธอยื่นเอกสารซองสีขาวให้เดนนิช มือหนาดึงไปเปิดอ่านทันที เขาปาดสายลงบนกระดาษไม่กี่วินาทีก็ต้องยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ

“ไม่ต้องสัมภาษณ์แล้วมั้ง...ฮึๆ พรุ่งนี้เธอมาเริ่มงานได้เลย”

“ระ เริ่มงาน หมายความยังไง แล้วคุณ” คนตกใจกำลังเอ่ยถามต่างๆ นานา แต่เดนนิชกลับเดินหนีออกไปดื้อๆ ส่วนอิวานเขายิ้มอย่างเป็นมิตรให้เธอก่อนจะเดินตามเจ้านายไป

“ฝันไปหรือเปล่าเนี่ยยัยพริกหวาน...บ้าๆ ไปแล้ว” หญิงสาวหยิกแขนตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้ฝัน “อุ้ย เจ็บ”

เดนนิชหยิบใบสมัครสีขาวสีมีลายมือบรรจงด้วยหมึกสีน้ำเงิน ชายหนุ่มไล่สายตาอ่านข้อความตั้งแต่บรรทัดแรกที่เธอเขียน เขายิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อถึงข้อความงานอดิเรก “ฉันชอบปีนต้นไม้ไปเก็บมะม่วงให้คุณย่า” มันช่างเป็นภาษาบ้านๆ ที่ทำให้เธอดูมีเสน่ห์  ไม่กี่อึดใจชายหนุ่มก็แทบจะขย้ำกระดาษแผ่นนั้นทิ้ง แววตาที่หวานเชื่อมกลายเป็นดุดันแฝงความแค้นเคือง เขาจ้องมองจนแน่ใจว่าเธอเกี่ยวข้องกับ “นุชนารถ พิทักษ์ระพี”

“นังตัวดี” เดนนิชวางเอกสารนั้นอย่างไม่ใส่ใจ เขาหมุนเก้าอี้พนักพิงไปอีกทางราวกับต้องการลืมอะไรบางอย่าง แต่อยู่ๆ ความคิดกลับแล่นมาชนสมองรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมาทันที

“เชิญสนุกกับการแก้แค้นของฉันให้เต็มที่นะแม่สาวน้อย...แล้วเธอจะได้เห็นว่าสิ่งที่ทำกับฉันมันเลวร้ายแค่ไหนนุชนารถ” เดนนิชสบถกับตัวเอง เขาสะใจไม่น้อยที่จะเห็นศัตรูเจ็บปวดเพราะเขากำลังจะใช้หลานสาวของนางเป็นเหยื่อรับกรรม

เรือพายลำเล็กจอดเทียบท่าน้ำเล็กๆ ยังไม่ทันนิ่ง ทโมนสาวก็รีบกระโดดขึ้นจากเรือจนคนพายตกใจคว้าเสาท่าน้ำแทบไม่ทัน ร่างบางวิ่งโลดขึ้นไปถึงศาลาก่อนจะชะงัก เธอเพิ่งนึกได้ว่าไม่ควรทำกิริยาเช่นนี้ มนสิชาจึงปรับเปลี่ยนกิริยาเป็นค่อยๆ เดินเบาเสียงที่สุด

“อุ๊ย ยัยพริกหวานเล่นอะไรบ้าๆ ย่าตกใจหมด” มนสิชาสวมกอดจากด้านหลังของย่าอ่อน ทำให้นางตกใจจนตำหนิพร้อมตีที่แขนขาว

“หนูขอโทษค่ะ ดีใจมากไปหน่อยค่ะ”

“ดีใจอะไรขนาดไหนก็ควรจะสำรวมกิริยามารยาทให้เป็นดั่งกุลสตรีที่ย่าพร่ำสอนจำไม่ได้หรือไง” ย่าอ่อนเทศนายาวยืดจนหญิงเบ้ปากย่นจมูกอย่างคนรื้อรั้น พลางหันไปส่งยิ้มเจื่อนให้นุชนารถที่เพิ่งเข้ามาในครัว

“ก็หนูได้งานทำแล้วนี่คะคุณย่า อานุช” นุชนารถฉีกยิ้ม ดวงตาเบิกกว้าง

“จริงหรือเนี่ย หลานอาเก่งใช่ย่อยนะ...คุณแม่ขาแบบนี้ฉลองอีกรอบจะดีไหมคะ”

“พอเถอะๆ เปลือง กินเยอะจนจะอ้วนเป็นหมูแล้ว”

“อ้วนตรงไหนคะยัยพริกหวานเนี่ยแทบจะปลิวลมได้แล้วมั้ง” นุชนารถเยินยอหลานสาวที่กำลังสำรวจร่างกายตัวเอง

“แม่เลี้ยงของแม่มาทำไมจะไม่รู้...ดูสิก้นเป็นกระบะเชียว นมก็ใหญ่ข้างเล็กข้างไม่ได้สวยเอาซะเลย” คนโดนบ่นเลิกคิ้วสูง อ้าปากค้างเถียงไม่ทันหญิงสูงวัย

“ฮ่าๆ เห็นไหมคุณย่าบ่นแล้ว หลานอานุชเก่งจริงๆ ไปอาบน้ำซะเดี๋ยวอาจะโชว์ฝีมือน้ำพริกมะม่วง กับปลาโอทอดกรอบให้ทาน” มือยาวหยิกแก้มด้วยความเอ็นดู

โต๊ะอาหารแบบนั่งพื้นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขัดมันวาบ ย่าอ่อนจุ่มมือลงในภาชนะสีใสเพื่อทำความสะอาดก่อนทานอาหาร นุชนารถตักข้าวใส่จานแต่ละใบด้วยความนุ่มนวล

“ยังไม่ได้บอกอาเลยนะจ๊ะว่าหนูได้งานที่ไหน”

“บรูนี อินเตอร์เทรดค่ะ” คนถามเอียงใบหน้าพร้อมย่นคิ้วด้วยความสงสัย

“ห๊า บรูนี อินเตอร์เทรด” นุชนารถถ้วนคำพูดของหลานสาวด้วยความตกใจ

“มีอะไรคะอานุช...หรือว่ารู้จักที่นี่”

“อ่อ ไม่มีอะไรหรอกจ้า บริษัทใหญ่โตขนาดนี้ใครๆ ก็ต้องรู้จักสิ” นางส่งยิ้มเจื่อนให้หลานสาว แต่ภายในใจนั้นเต้นโครมครามไม่อยากจะให้สิ่งที่นางกำลังคิดเป็นจริง

“ใช่ค่ะ บริษัทเขาใหญ่มาก” หญิงสาวทำเสียงยานพร้อมท่าทางประกอบ “แต่คนที่นั่นนิสัยแย่มากเลยค่ะ”

“เจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานกันล่ะ แค่ไปสมัครงานก็รู้แล้วเหรอจ๊ะว่าใครนิสัยแย่” หญิงสาวอมยิ้มเล็กๆ

“ใครก็ไม่รู้ค่ะ เป็นฝรั่งหน้าตาก็ดี หุ่นล่ำสูงปี๊ด...สงสัยจะเป็นรปภ.” มนสิชาพูดพลางกอดอกเมื่อนึกถึงใบหน้าคนที่เธอพูดถึง มันช่างน่าเจ็บใจที่ถูกสบประมาทตั้งแต่วันแรก

“อุ๊ย แม่คนนี้ถ้าสู้รปภ.ไม่ได้ก็คงไม่ใช่หลานสาวย่าอ่อนแล้วล่ะนะ” หญิงสูงวัยรีบสมทบ

“คุณย่าขา พริกหวานออกจะเรียบร้อยนะคะ มาลัยก็ร้อยเป็นถึงจะบูดเบี้ยวไปบ้างก็เถอะ”

“เบี้ยวตลอดงานล่ะยัยพริกหวาน” นุชนารถรีบเสริม

เสียงหัวเราะร่วนอย่างมีความสุขของสมาชิกพิทักษ์ระพีที่เหลืออยู่ทำให้บรรยากาศภายในบ้านอบอุ่นครื้นเครง ยิ่งได้เห็นใบหน้าแช่มชื่นของย่าอ่อนผู้เป็นเจ้าของบ้านแล้ว เหล่าบริวารทั้งหลายก็พลอยปรีดาไปด้วย

“เริ่มงานพรุ่งนี้แล้ว คืนนี้ก็นอนเร็วหน่อยนะหลาน...แค๊กๆ” สองสาวต่างวัยหันมองคนชราทันที

“คุณย่าเป็นอะไรไปคะ...ไหวหรือเปล่าคะ” เสียงหวานที่ห่วงใยทำให้นางต้องฝืนส่งยิ้มให้

“ไม่เป็นไรหรอก คนแก่ก็แบบนี้เดี๋ยวไอ เดี๋ยวจาม ย่าแข็งแรงไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอกน่า” ใช่นางแข็งแรงเพราะวัยล่วงเลยมาตั้ง 75 ปีแล้ว แต่นางยังเดินเหินแถมลงไปปลูกต้นไม้ในสวนด้วยตัวเองอีก นี่แหละร่างกายของคนที่อยู่แต่กับธรรมชาติ ไม่เหมือนในเมืองอายุไม่เท่าไหร่ก็เจ็บป่วยกันแล้ว

“ค่อยๆ เดินนะคะคุณแม่...หนูประคองไปส่งดีกว่าค่ะ” นุชนารถไม่รีรอ นางเข้าประคองตัวแม่ด้วยความห่วงใย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป