บทที่ 9 แขกวีไอพี 1

“อะไรนะคะ ต้อนรับแขกวีไอพีงั้นเหรอ” มนสิชาส่งเสียงสูงอย่างคนตกใจ เมื่อได้ฟังข่าวจากลอร่า เธอต้องทำหน้าที่ดูแลผู้บริหารจากหลายสาขาของบรูนี อินเตอร์เทรด เพราะเป็นคำสั่งของเดนนิช

“ฟังไม่ผิดหรอกจ้ะ บอสบอกพี่เมื่อเช้านี้เอง...พี่ยังนึกแปลกใจที่บอสเลือกน้องพริกหวาน แต่งานนี้บอสคงเชื่อฝีมือน้องพริกหวานนั่นแหละ เพราะปกติบอสเลือกคนไม่ผิด” ลอร่าขยิบให้หญิงสาว

“พริกหวานจะไปคุยกับบอสให้รู้เรื่อง นี่มันแกล้งกันชัดๆ เลยนะคะ หนูเพิ่งมาทำงาน อะไรๆ ก็ยังไม่เป็น ไม่รู้เรื่องซักอย่างจะให้ไปรับรองแขกพิเศษขนาดนั้นได้ยังไง” มนสิชานึกฉุนที่ถูกเจ้านายกลั่นแกล้งอีกครั้ง และครั้งนี้ดูจะหนักหนาสำหรับเธอไม่น้อย หญิงสาวเดินกระแทกเท้าอย่างไม่พอใจเข้าไปในห้องทำงานของเดนนิช

“พริกหวานสู้ๆ” เลขาสาวทำได้เพียงให้กำลังใจเท่านั้น

ประตูห้องทำงานเปิดพรวด เธอผลักแรงเสียจนชายกระโปรงพลิ้วไหว ดูเหมือนเจ้าของห้องจะไม่ใส่ใจอะไรกับการมาของเธอเลย มนสิชา เม้มปากกัดกรามแน่น มือเล็กๆ กำเอาไว้เธอพยายามระงับอารมณ์ เธอพยายามจับจ้องใบหน้าที่คมเข้มของคนนิ่งเฉย แต่เขาก็ยังเมินใส่

“บอสคะ” ยังไม่ทันที่มนสิชาจะบอกปัญหาของเธอ เดนนิชกลับส่งแฟ้มงานให้เธอแทน

“รายการที่เธอจะต้องเตรียมต้อนรับคณะทำงานจากฝรั่งเศสพรุ่งนี้ มีแต่ผู้บริหารระดับสูงทั้งนั้นนะ หวังว่าเธอจะมีความสามารถพอ ไม่ใช่เก่งแต่ปาก” ดวงตากลมถลึงตาใส่เขาทันที นี่ชายหนุ่มจงใจจะแกล้งให้เธออับอายใช่ไหม มนสิชาถามตัวเองในใจ สายตากรุ่มกริ่มเจ้าเล่ห์ทำให้เธออยากจะกระโดดเข้าไปบีบคอเขาจริงๆ หญิงสาวทำได้แต่สะกดอารมณ์เอาไว้ “ว่าไงล่ะ หรือเธอจะถอดใจยอมเป็นผู้หญิงไม่เอาไหนอย่างที่ฉันว่า”

“ไม่มีทางค่ะ...มนสิชาซะอย่างไม่มีคำว่ายอมแพ้แน่ ฉันจะทำให้บอสเลิกสบประมาทฉันซะที ฮึ” หญิงสาวเผลอรับคำท้าออกไปโดยไม่รู้ตัว แล้วเธอก็ต้องยกมือขึ้นตบปากตัวเองเบาๆ เบ้ปาก

“ก็ดี เก่งๆ แบบนี้คงจะทำให้ฉันไม่ผิดหวัง” คำสบประมาททั้งหลายกระตุ้นให้เธอต้องพิสูจน์ตัวเอง ไม่อย่างนั้นเดนนิชคงจะดูถูกเธอต่อไปทุกวันแน่ๆ “ถ้าหมดธุระของเธอแล้วก็ออกไป ฉันจะทำงาน ไม่มีเวลามาฟังเด็กข้างถนนอย่างเธอโอ้อวดหรอกนะ” เรียวปากเม้มแน่นเมื่อถูกดูแคลน มนสิชาหันหลังเดินออกจากห้องทำงาน เสียงกลั้วหัวเราะของเดนนิชยังดังอยู่ด้านหลัง ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวด แต่มันเหมือนมีแรงบางอย่างที่กระตุ้นให้เธออยากจะเอาชนะ ต้องชนะ

หน้าต่างไม้สีเข้มล้อมกระจกใสที่เปิดออกรับลมธรรมชาติยามค่ำคืน บ้านที่อยู่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ทำให้อากาศแถวนี้บริสุทธิ์ สดชื่น มนสิชามองเหม่อออกไปยังต้นจำปีที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอบอวลปนกับกลิ่นการเวกไม้เถาเนื้อแข็ง มีดอกหอมอ่อน กลีบดอกคล้ายกระดังงาจีน ที่เลื้อยอยู่บนหลังคาแปลงผักสวนครัว ซึ่งย่าอ่อนเป็นคนลงมือปลูกเอาไว้เพื่อเป็นร่มกันแดดให้พืชผักต้นเล็ก

มนสิชากำลังครุ่นคิด กลัดกลุ้มจากเรื่องราวที่ผ่านมาเมื่อกลางวัน เป็นเพราะความอยากเอาชนะผู้ชายป่าเถื่อนแท้ๆ หญิงสาวจึงได้หลุดปากรับคำท้าทายออกไป ทั้งที่ตัวเองยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน จะมีความสามารถอะไรไปรับผิดชอบงานใหญ่ หญิงสาวถอนหายใจด้วยความกังวลใจ เพราะภารกิจที่ได้รับมอบหมายใหญ่เกินกำลังพนักงานใหม่อย่างเธอ ถึงแม้จะอยากพิสูจน์ตัวเองให้ผู้บริหารจอมเจ้าเล่ห์ได้เห็น แต่ก็ยังมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ในใจ

“เฮ้อ ไม่น่าปากไวไปรับคำท้าของบอสเลยจริงๆ แบบนี้มีหวังล้มเหลวตั้งแต่วันแรกแน่ๆ” มนสิชาตำหนิตัวเองที่เผลอรับคำท้าของคนที่คิดจะกลั่นแกล้ง

“คิดอะไรอยู่ พริกหวาน...ดึกแล้วไม่รู้จักหลับจักนอน” เสียงแหบแห้งของหญิงชราดังขึ้นเบื้องหลัง นางเดินเข้ามาลูบเส้นผมที่ยาวสลวยด้วยความเอ็นดู

“คิดอะไรเรื่อยเปื่อยค่ะคุณย่า”

“หากเป็นเรื่องเรื่อยเปื่อยแล้วหนูจะคิดทำไมให้มันรกสมอง สู้เอาสมองมาคิดเรื่องงานดีกว่า...วันพรุ่งนี้จะทำงานยังไงให้ก้าวหน้าเป็นที่ยอมรับในสายตาคนอื่น” เหมือนนางจะเดาใจหลานสาวได้ทะลุปรุโปร่ง

“ทำยังไงล่ะคะคุณย่า พริกหวานยังคิดไม่ออกเลยค่ะ” คนสูงวัยจูงมือหลานสาวเดินไปที่เตียงเล็กๆ ย่าอ่อนนั่งลงพร้อมกับมนสิชา มือทั้งสองกุมมือหลานสาวเอาไว้

“สนุกกับงานทำหน้าที่ของเราให้เกินร้อยสิลูก หากเราคิดว่าง่าย คิดว่าเราทำได้ยังไงมันก็ต้องผ่านไปได้ด้วยดี”

“พูดง่ายค่ะแต่ทำยาก”

“ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ถ้าเร่งรีบอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง ผลที่ตามมาอาจจะทำให้หลานกังวลใจยิ่งกว่านี้อีกนะ”

“ค่ะคุณย่า พริกหวานจะพยายามทำให้ดีที่สุดนะคะ” หญิงสาวโน้มตัวซบศีรษะกับไหล่ลู่ที่อ้ารอรับเธอทุกเวลา

“ย่าเชื่อว่าหนูทำได้...เข้านอนเถอะคนดีของย่า” เสียงอ่อนโยนทำให้มนสิชารู้สึกสบายใจขึ้น เธอจึงยอมเข้านอนตามที่นางสั่ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป