บทที่ 3 บทที่3.ประตูนรก
"นี่ลูกสาวฉันเองชื่อ สึนามิ หรือเรียกนามิก็ได้" แม่แนะนำ "เพราะพ่อของนามิเป็นคนญี่ปุ่นจึงตั้งชื่อแบบนี้ให้ก่อนเขาจะตาย"
"น่ารักจังเลยไม่แพ้คุณ ฮ่าๆ"
"ชมเกินไปแล้วละค่ะ"
"ข้อเสนอเมื่อสักครู่พอจะไหวไหมครับ"
แม่จ้องหน้าลูกสาวตัวน้อยที่ยืนห่างออกไป ก่อนจะถอนหายใจพูดตอบกลับ
"ฉันมีลูกสาวคนเดียว07'อยากให้นามิมีอนาคตที่ดีพร้อมทั้งมีบัตรประชาชน คุณแน่ใจใช่ไหมว่าเจ้าของโรงงานจะจัดการได้ทุกอย่าง"
"แน่นอนครับเรื่องลูกสาวที่น่ารักของคุณเราจะดูแลและจัดการให้มีชื่อ มีที่อยู่ เสมือนคนไทยคนหนึ่งอย่างถูกกฎหมาย"
เมื่อผู้เป็นแม่ตัดสินใจทำบางอย่างที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าใครจะคาด เธอตกลงแลกชีวิตที่เหลือเพื่อให้ลูกสาวมีอนาคตที่แตกต่าง
ประตูสนิมสีเทาเงาวับเปิดออกกว้าง เห็นตึก และ โรงงานหลายหลัง แต่เมื่อก้าวพ้นประตูเข้าไป จะไม่มีใครได้กลับออกมา..
หลายวันผ่านไป
นามิได้เรียนหลังสือโดยมีผู้หญิงคนหนึ่งคอยสอน เธอได้นั่งรวมกับเด็กคนอื่นที่พ่อแม่ทำงานในโรงงานแห่งนี้ด้วย แต่เด็กน้อยช่างขี้สงสัย เธอมักสำรวจพื้นที่ไกลใกล้ แต่กลับพบบางอย่าที่ผิดปกติหลายอย่าง
ในห้องพักคนงานจะแบ่งล๊อกแคบๆ ให้อยู่กันเป็นครอบครัว หากครอบครัวไหนสมาชิกมากก็แทบจะไม่มีช่องว่างให้หายใจ แต่สองแม่ลูกได้ทำเลดีอยู่ติดกับด้านหลังมีต้นไม้
"แม่จ๋าาา ทำไมที่นี่ถึงสูงมากเลย กำแพงเท่าตึกสองชั้นแหน่ะ อีกอย่างไม่มีช่องหรือรูอะไรให้ลอดออกไปข้างนอกด้วย" เสียงหวานพูดแถมสีหน้างุนงงก่อนแม่จะตอบกลับ
"คงเพราะที่นี่คนเยอะแยะ อีกอย่างก็มีประตูเข้าออกทางเดียวไง"
"จริงเหรอคะ"
"จริงสิลูก แม่จะโกหกทำไม"
ผู้เป็นแม่ได้แต่ปลอบกอดลูกสาวเอาไว้ แม้จะรู้ว่าโรงงานแห่งนี้เป็นสถานที่ปิดตาย ใครที่จะออกไปได้ต้องมีใบอนุญาตจากนายใหญ่เท่านั้น
"A B C" เสียงท่องหนังสือของนามิ ซึ่งตัวน้อยเป็นเด็กฉลาดที่เรียนเก่งแซงหน้าเด็กรุ่นเดียวกันไปมาก แต่สายตากดดันของคนสอนนั้นทำให้เธอไม่สบายใจหนัก
"คนนั้นเหรอเรียนเก่งที่สุด"
"ใช่ค่ะเธอชื่อ ด.ญ สึนามิ อายุเจ็ดปวดเกือบแปดขวบ"
"แบบนี้พวกฝรั่งมันชอบ ฮึฮึ"
ชายหญิงพูดคุยกันพลางยืนจ้องมองไปยังเด็กน้อย
คนที่สอนเธอมองตาละห้อยคล้ายมีบางอย่างในใจท่วมท้นที่ไม่สามรถเอ่ยได้
หลายวันผ่านไป
"ถึงเวลาแล้วนะครับ"
"ฉันต้องทำมันเองหรือคะ.."
"ใช่ครับเพราะการทำแบบนี้จะถือว่าคุณนั้นเต็มใจ และ ทำด้วยมือตัวเองมันดีที่สุดจะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาทีหลัง"
"ค่ะ"
"ส่วนนี่บัตรสูติของลูกสาวคุณทางเราจัดการยัดเข้าระบบเรียบร้อยแล้ว"
แม่คว้ากระดาษพลางน้ำตาไหล ลูกสาวที่รักดั่งยอดดวงใจจะมีชีวิตเหมือนกับใครคนอื่น แต่สิ่งที่ต้องแลกช่างสุดทนฝืน
"มีดนี้คมที่สุดคุณจะเจ็บน้อยมาก หลังจากนั้นเราจะส่งทีมรักษาเข้ามาช่วย" ชายตรงหน้าส่งยิ้มให้อย่างเรียบเฉย "แต่ตอนที่ตัดขา คุณจะต้องให้ลูกสาวนั่งอยู่ด้วย เพราะนั้น..เป็นกฎใหม่ครับ"
"!!!!"
ในคืนที่พระจันทร์มืดมิดไม่สาดแสง เด็กน้อยแก้มแดงพยายามตั้งใจฟังคำที่แม่อธิบายอย่างเคร่งครัด
แต่ด้วยวัยที่ยังเด็กนักคงยังสับสนอยู่ดี
"ทำไมต้องตัดขา? แล้วแม่จะเดินอีกได้ไหม"
"นามิฟังแม่นะ ถ้าเราจะอยู่ที่นี้ แม่ต้องพิการ"
"ทำไมกันล่ะคะ.."
"เพราะถ้าหากไม่ทำแบบนี้เราจะอดตาย"
แม้นามิจะคอยแย้ง ซึ่งบอกว่าจะไม่กินอะไรก็ได้แต่ขอให้แม่คิดทบทวนดูใหม่ เพราะไม่อยากเห็นแม่เจ็บปวดทรมาน
"แม่สอนว่ายังไง..." ทันทีเสียงแข็งแม่ก็ตวาดใส่จนลูกสาวจนตกใจ "ชีวิตเกิดมาต้องดิ้นรน ฉะนั้นแม้ว่าแม่จะไม่มีขาสองข้างแต่แม่ก็เลี้ยงลูกได้"
"ฮึกกกก แม่"
"แต่นามิสัญญาได้ไหมว่าจะหลับตาลงจนกว่าจะมีคนเข้ามาพาแม่ออกไปเพื่อทำความสะอาดแผลนี้เสร็จ"
"T^T"
ใบหน้าไร้เดียงสาบูบี้คล้ายจะร้องไห้ แต่ก็ต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้เพราะเข้มแข็งเสมอ
วันต่อมา
"หนูไม่รู้ว่าจะไปเล่นที่ไหน" เด็กน้อยนอนหนุนขาแม่ "ตอนนี้ต้องรอให้นายใหญ่มาถึงจะเริ่มทำงานได้หรือจ๊ะ"
"ใช่แล้วเนื่องจากว่าต้องรอทางผู้ใหญ่อนุมัติ"
"แต่อยู่ที่นี่ก็ดีนะ มีข้าวให้กินทุกมื้อ ไม่ต้องไปคุยถังขยะ มดไม่กัดด้วยจ้ะ"
"จริงด้วย ฮ่าๆ"
