บทที่ 4 หายนะกำลังจะมาเยือน

04 หายนะกำลังจะมาเยือน

“ทิวา! ทิวาอยู่ไหน!” เสียงยุพิณเดินตามหาพันทิวาทั่วคฤหาสน์ แต่ก็ยังไม่เจอตัว “หายไปไหนเนี่ย”

ยุพิณยืนเท้าเอวที่บริเวณหน้าคฤหาสน์ด้วยสีหน้าตรึงเครียดเพราะเป็นห่วงพันทิวา นางเพิ่งรู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากปากแม่บ้านอีกคนที่เห็นเหตุการณ์แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปช่วย 

นี่ก็ค่ำแล้ว ข้าวปลาก็ยังไม่ได้ทานเลย ไม่รู้แอบไปนั่งร้องไห้อยู่ที่ไหน 

“ทิวาเอ้ย กลับเข้าบ้านเถอะ อากาศเย็นขนาดนี้ เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ” ยุพิณยืนชะเง้อคอมองซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่เจอใครอยู่ดี นางหมุนตัวกลับเพื่อเดินเข้าบ้านเพราะตอนนี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว แต่ทันใดนั้นหางตาก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มนั่งอยู่ข้างพุ่มไม้

ร่างเล็กกำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้สะอื้นจนตัวโยง

“ทิวา!” ยุพิณรีบวิ่งเข้าไปหา เมื่อเข้าใกล้ นางเห็นชัดเจนว่าพันทิวากำลังนั่งร้องไห้จนขวบตาทั้งสองข้างบวมเป่ง พอเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ “ไม่เป็นไรนะ พี่อยู่ตรงนี้แล้ว”

ยุพิณดึงร่างเย็นเฉียบเข้ามาสวมกอดทันที ทิวาเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาแดงช้ำเต็มไปด้วยน้ำตา

นั่งอยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่แล้ว ตัวถึงได้เย็นขนาดนี้

“พี่พิณ ฮื้อๆๆ” เธอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอยู่ในอ้อมกอดของยุพิณ

“พี่รู้เรื่องหมดแล้ว และพี่ก็เชื่อว่าทิวาไม่ได้อ่อยคุณวิชญ์แน่นอน”

“แต่คนอื่นก็ไม่มีใครเชื่อทิวาอยู่ดี” พันทิวาเอ่ยเสียงสั่นเครือด้วยความเสียใจ 

“ก็คุณวิชญ์เป็นลูกชายของคุณท่าน พ่อกับลูกกัน ยังไงก็ต้องเข้าข้างกันอยู่แล้ว” ยุพิณพ่นลมหายใจออกทางจมูกด้วยสีหน้าเศร้าๆ ถ้านางไม่ใช้ให้พันทิวาเอาของไปเก็บในครัว เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น “รีบเข้าบ้านกันเถอะ อากาศเย็นขนาดนี้เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ”

“ทิวาไม่อยากเจอคุณวิชญ์”

“เห็นว่าคุณวิชญ์โดนคุณท่านดุยกใหญ่เลย คงไม่กล้าทำเรื่องแบบนี้อีกแล้วแหละ” พันทิวาค่อยๆผละออกจากอ้อมกอดของยุพิณ มือสั่นเทาค่อยๆปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ยุพิณรีบพยุงร่างเล็กขึ้นทันที “เดินไหวมั้ย”

“ไหวค่ะ” พันทิวาตอบเสียงเบาหวิว พยายามพยุงร่างให้ลุกขึ้นแล้วเดินตามยุพิณเข้าไปในบ้าน 

“ปกติคุณวิชญ์ก็ไม่ค่อยกลับบ้านหรอก แต่วันนี้ดูแปลกๆนะ อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเลย” 

ยุพิณพูดถึงครอบครัวอัครเดช ส่วนมากอติวิชญ์จะไม่ค่อยกลับมาบ้านเพราะเป็นผู้ชายติดเที่ยวเลยเลือกที่จะอยู่คอนโดมากกว่า แต่ไม่รู้ว่าวันนี้ลมอะไรหอบเขากลับบ้าน

ส่วนสโรชาลูกสาวคนเล็ก วันๆไม่ทำอะไรนอกจากแต่งตัวสวยๆออกไปช็อปปิ้งกับเพื่อนๆ 

แต่จะว่าไปลูกบ้านนี้ไม่มีใครเป็นโล่เป็นพายสักคน ลูกชายคนโตก็ติดเหล้า ติดเที่ยว เปลี่ยนผู้หญิงควงไปเรื่อย ส่วนลูกสาวคนเล็กก็ไม่เอาไหน ดุด่าก็ไม่ได้เพราะเป็นคนเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็กๆ พออะไรไม่ได้ดั่งใจก็มักจะโวยวายจนคนเป็นพ่อไม่กล้าขัดใจ 

พอเห็นแบบนี้แล้วก็รู้สึกอนาถใจ เรียนจบสูงซะเปล่า แต่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง นี่แหละหนาที่เขาเรียกว่า...พ่อแม่รังแกฉัน เลี้ยงลูกแบบผิดๆ แถมยังให้ท้ายกันในเรื่องที่ไม่ควรทำ ภาระเลยไปตกที่คนเป็นพ่อที่ต้องดูแลบริษัทแค่คนเดียว

“วันนี้ทิวาขอไปนอนกับพี่พิณได้ไหมคะ ทิวากลัวคุณวิชญ์จะแอบเข้ามาทำร้ายอีก” หญิงสาวยังรู้สึกหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น และรู้สึกไม่ไว้ใจอติวิชญ์ เผื่อเขาบุกเข้าห้องช่วงกลางดึก

“ได้สิ มานอนกับพี่ก่อนก็ได้ พรุ่งนี้คุณวิชญ์เขาก็กลับคอนโดแล้วแหละ”

“ทิวาไม่รู้ว่าเขาจะมา เลยไม่ได้ระวังตัว”

“ปกติเขาก็ไม่ค่อยกลับบ้านหรอกนะ สงสัยวันนี้มีเรื่องด่วน เห็นคุณท่านนั่งหน้าเครียดทั้งวันเลย”

ทั้งสองคนเดินกลับเข้ามาในคฤหาสน์และหลีกเลี่ยงไม่เดินผ่านห้องโถ่งใหญ่เพราะกลัวอติวิชญ์อยู่ตรงนั้น แต่เดินเข้ามาในบ้านได้ไม่ถึงสิบก้าว ก็มีหญิงรับใช้คนหนึ่งรีบเดินเข้ามาหา

“ทิวา!” เสียงเรียกนั้นทำให้ทิวาหยุดเดินทันที “คุณท่านเรียกพบ บอกให้ไปเดี๋ยวนี้”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นเฉียบยิ่งกว่าเดิม ยุพิณขมวดคิ้วยุ่งแล้วถามกลับทันที 

“ตอนนี้เลยเหรอ ทิวายังไม่ได้ทานข้าวเลยนะ”

“คุณท่านสั่งไว้แบบนี้ บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย” 

พันทิวาก้มหน้าลง สองมือกำเข้าหากันแน่นจนเหงื่อซึม เธอรู้ดีว่าคุณท่านเรียกไปพบในเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน

ยุพิณเอื้อมมือมาจับแขนเรียวเล็กไว้ด้วยความเป็นห่วง

“ไม่ต้องกลัวนะ คุณท่านอยู่ด้วย คุณวิชญ์ไม่กล้าทำอะไรหรอก” พันทิวาพยักหน้ารับเบาๆ ชีวิตของเธอเลือกอะไรไม่ได้อยู่แล้ว เจ้าของบ้านบอกให้ทำอะไรก็ต้องทำ บอกให้ไปก็ต้องไป “รีบไปเถอะ เดี๋ยวคุณท่านรอนาน”

พันทิวาพยักหน้ารับแล้วเดินตามคนรับใช้อีกคนไปที่ห้องทำงานของกิตติภพ ยุพิณมองตามด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่จบเพียงแค่นี้ ก็หมอภาคษ์ดันเล่นงานอติวิชญ์จนน่วมซะขนาดนั้น และคนอย่างอติวิชญ์ไม่ใช่คนที่ยอมใครง่ายๆอยู่แล้ว ความซวยเลยมาตกที่พันทิวา

“พี่สงสารเธอจริงๆทิวา จะหนีก็หนีไม่ได้เพราะไม่มีที่ไป”

ด้านนอกคฤหาสน์มีรถตู้สีดำคันหรูจอดนิ่งอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้าม ไฟหน้ารถดับสนิท ทำให้คนในคฤหาสน์ไม่รู้ตัวว่ามีใครเฝ้ามองความเคลื่อนไหวอยู่

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบาะด้านหลังมองผ่านกระจกออกไปยังประตูคฤหาสน์ สายตาที่เย็นชาราวกับน้ำแข็งทอดมองเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

เมื่อสักครู่ เขาเห็นผู้หญิงคนนึ่งวิ่งมาร้องไห้ตรงหน้าพุ่มไม้

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร” เขาหันไปถามลูกน้องที่นั่งอยู่ด้านฝั่งคนขับ

“ถ้าจำไม่ผิด เธอคนนั้นชื่อพันทิวา เป็นลูกของคนรับใช้ครับ”

“ลูกคนรับใช้งั้นหรอ?” ชายหนุ่มยกมือลูบปลายคางอย่างใช้ความคิด

ไม่คิดว่าลูกคนรับใช้บ้านนี้จะหน้าตาดีขนาดนี้ ถ้าไม่บอกว่าเป็นลูกใคร เขาคงคิดว่าเป็นคุณหนูของบ้านเสียอีก

“แล้วทำไมเธอถึงมานั่งร้องไห้ตรงนี้ล่ะ เกิดอะไรขึ้น”

“เรื่องนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ เป็นไปได้ว่าเธออาจจะกำลังมีปัญหากับคนในบ้าน”

“แล้วแม่ของเธออยู่ไหน”

“แม่ของเธอทิ้งไปตั้งแต่ 7 ขวบ เธออยู่ที่นี่คนเดียวครับ”

“แล้วพ่อล่ะ” เขาถามด้วยความอยากรู้ ดวงตาคมมองเข้าไปในคฤหาสน์อีกครั้ง ภาพที่ผู้หญิงคนนั้นนั่งร้องไห้อยู่ตรงพุ่มไม้ยังติดตา เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน แต่ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นดันสะดุดตาจนอยากรู้ให้มากกว่านี้ว่าเธอเป็นใคร แล้วเกิดอะไรขึ้นภายในบ้าน ทำไมเธอถึงมานั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ 

“พ่อของเธอทิ้งไปมีครอบครัวใหม่นานแล้วครับ” ลูกน้องคนสนิทมองเจ้านายอย่างชั่งใจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เอ่อ…นายสนใจเธอหรอครับ”

“เปล่า! ฉันแค่คิดว่าทำไมเธอถึงมานั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ คนในบ้านก็ดูรักกันดีไม่ใช่หรอ”

“เราอาจจะรู้จักเขาเพียงผิวเพิน แต่ความจริงแล้วคนในบ้านไม่ค่อยปรองดองกันเท่าไหร่”

“งั้นก็ดี” มุมปากหยักแสยะยิ้มร้าย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสีดำนั้นซ่อนความเคียดแค้นเอาไว้ เปลวไฟลุกโชนขึ้นเรื่อยๆเมื่อรู้ว่าอีกไม่นาน ‘มัน’ กำลังจะเจอกับหายนะ “ยิ่งพวกมันไม่รักกันมากเท่าไหร่ ฉันจะทำให้พวกมันเกลียดกัน จนฆ่ากันให้ตายเลยคอยดู!”

------------- ——-

บทก่อนหน้า
บทถัดไป