บทที่ 5 ส่งพันทิวาไปแทน!
05 ส่งพันทิวาไปแทน!
“ว่าไงนะคะ บริษัทที่พ่อไปกู้เงินกำลังตามมาทวงหนี้!” สโรชาอุทานออกมาด้วยความตกใจเหมือนคาดไม่ถึงว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น แล้วเธอก็นิ่งอึ้งไปหลายวินาที
ส่วนอติวิชญ์เมื่อได้ยินเช่นนั้นถึงกับสำลักน้ำเช่นกัน
“อืม ที่จริงเขาทวงพ่อมานานหลายเดือนแล้วแหละ”
“แล้วทำไมพ่อไม่ให้เขาไปล่ะคะ เงินแค่ห้าร้อยล้าน ไม่ได้เยอะเลยนะคะ”
“ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงมองว่ามันไม่เยอะ แต่ตอนนี้บริษัทของเรากำลังแย่นะลูก พ่อเองก็เครียดเหมือนกัน ไม่รู้จะหาทางออกยังไง” กิตติภพก้มหน้าลง เหมือนคนที่รู้ดีว่ายังไงวันนี้ก็ต้องมาถึง
เหตุผลที่เขาต้องไปกู้เงินเพราะบริษัทกำลังมีปัญหาและคิดว่าเงินจำนวนห้าร้อยล้านบาทจะสามารถทำให้บริษัทกลับมาอยู่ในสภาพคล่องได้ แต่เขาคิดผิด! หลังจากนั้นรายได้ของบริษัทก็เริ่มลดลงเรื่อยๆจนนักลงทุนหลายทยอยถอนหุ้นออก เรื่องนี้ลูกๆของเขายังไม่รู้เพราะเขาคิดว่าตัวเองน่าจะแก้ไขสถานการณ์ในบริษัทให้กลับมาดีได้
แต่วันนี้ทั้งสโรชาและอติวิชญ์ต้องรู้ว่าบริษัทกำลังจะล้มละลาย!
“นี่พ่อทำอะไรลงไป!” สโรชาตะโกน น้ำเสียงสั่นด้วยความโกรธ “บริษัทจะล้มขนาดนี้ได้ยังไง พ่อบริหารยังไงถึงได้เป็นหนี้ขนาดนี้!”
“จะโทษพ่อคนเดียวก็ไม่ได้หรอกชา อย่าลืมสิ ลูกกับวิชญ์เคยมาดูแลบริษัทช่วยหรือเปล่า” กิตติภพกำลังตำหนิลูกๆทางสายตา
สโรชาถอนหายใจพรืด ยกมือกอดอก ไม่กล้าเถียงต่อเพราะเธอเองก็ไม่ได้เข้าไปช่วยงานในบริษัทจริงๆ
“แล้วทีนี้พ่อจะทำยังไงครับ จะปล่อยให้มันมายึดบริษัทไปง่ายๆหรอ” อติวิชญ์ที่นั่งเงียบมาสักพัก เอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน
“มันไม่ได้ต้องการแค่บริษัทนี่สิ” กิตติภพยกมือคลึงขมับที่เส้นเอ็นกำลังปูดนูนจากความเครียด "มันต้องการคฤหาสน์ของเราด้วย....ถ้าไม่มีเงินไปจ่ายมัน”
“ว่าไงนะคะ!! นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะ” สโรชาผรุสวาทอย่างเกรี้ยวกราด ดึงสัญญาเงินกู้จากพ่อมาดู แล้วดวงตาทั้งสองข้างก็เบิกโพลงเมื่อเห็นจำนวนดอกเบี้ย “ดอกเบี้ยห้าร้อยล้านเลยหรอ ทำไมมันเยอะขนาดนี้”
“ตอนที่พ่อไปเซ็นสัญญา พ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นปีต่อปี พ่อพลาดเอง”
“แปลว่าตอนนี้เราเป็นหนี้มันพันล้านเลยหรอคะ”
“…” กิตติภพไม่ตอบ เขาเพียงพยักหน้ารับแล้วเบือนหน้าหนี
ทันใดนั้นอติวิชญ์ก็ลุกขึ้นแล้วกวาดกองเอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะจนกระจัดกระจายเต็มพื้น
“โถ่เว้ย! ไหนๆมันก็จะมายึดบริษัท ยึดบ้านของเราแล้ว ก็ไม่ต้องทำมันแล้วงานบ้าๆพวกนี้”
“วิชญ์! ใจเย็นๆสิ”
“จะให้ผมเย็นได้ยังไงครับ นี่ครอบครัวของเรากำลังโดนมันหลอกนะครับ ทำไมตอนเซ็นสัญญาพ่อถึงไม่ยอมอ่านดีๆ”
“ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันจะเหลี่ยมกับเรา ถ้ารู้พ่อก็คงไม่ทำหรอก” กิตติภพตวัดตามองลูกชายเหมือนกำลังไม่พอใจที่เอาแต่โทษเขาอยู่ฝ่ายเดียว “แล้วเงินที่พ่อกู้มา พวกแกสองคนก็เอาไปถลุงใช้เหมือนกันไม่ใช่หรอ”
อติวิชญ์จิ๊ปากด้วยความหงุดหงิดแล้วยอมนั่งลงเหมือนเดิม
“นี่พวกเรากำลังจะกลายเป็นไฮโซตกอับงั้นหรอ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น!”
“เราจะทำยังไงกันดีคะคุณพ่อ ชาไม่อยากไปอยู่วัดนะ!” สโรชาเขย่าแขนกิตติภพแรงๆ
คนเป็นพ่อหันมาแล้วดึงมือของลูกสาวออก ก่อนจะเอื้อมไปหยิบเอกสารอีกหนึ่งแผ่นที่วางอยู่ในแฟ้ม เอกสารแผ่นนี้เป็นเอกสารขอยืดระยะเวลาพักหนี้ แต่มันก็ต้องแลกมากับการที่เขา...ต้องเสียสโรชาไป
“เรามีวิธีขอพักหนี้” กิตติภพเอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตาคมกริบเพ่งมองกระดาษแผ่นนั้นด้วยความอึดอัดหัวใจ
เขาไม่มีวันยกลูกสาวให้ใครง่ายๆหรอก
“งั้นเราก็ทำสิคะ จะรอช้าอยู่ทำไมล่ะ ชาเองก็ไม่อยากเป็นไฮโซตกอับเหมือนกัน”
“แต่พ่อไม่อยากทำ” กิตติภพส่ายหน้าแล้วกำลังจะเก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้ในแฟ้มเหมือนเดิม แต่สโรชาดึงมันออกจากมือเสียก่อน
“แค่ขอพักหนี้มันจะไปยากอะไรคะ หรืออยากให้มันมายึดบ้าน ยึดบริษัทไป!” สโรชาไล่สายตาอ่านสัญญาที่ระบุอยู่ในกระดาษแผ่นนั้น แล้วเธอก็กรีดร้องออกมาเหมือนคนเสียสติ “นี่มันอะไรกัน จะให้ชาไปเป็นนางบำเรอมันหรอ ชาไม่ยอมหรอก!”
“นี่แหละคือสิ่งที่พ่อไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ถ้าส่งชาไป มันจะยอมลดหนี้ให้”
“ไม่!! ชาไม่ยอมไปเป็นนางบำเรอไอ้แก่ฟันปลอมหรอก” สโรชาขยำกระดาษแผ่นนั้นแล้วปาลงบนพื้น ก่อนจะลุกพร้วดขึ้นแล้วชี้หน้าคนเป็นพ่อ “ถ้าพ่อกล้าส่งชาไปให้มันล่ะก็ ชาตินี้อย่ามาเรียกชาว่าลูกอีก!”
“พ่อก็ไม่ได้ตั้งใจจะส่งชาไปสักหน่อย ตอนนี้พ่อกำลังคิดหาวิธีอยู่” กิตติภพขมวดคิ้วยุ่งเหมือนความเครียดกำลังจะทำให้เขาเป็นบ้า ถ้าเขาไม่ส่งสโรชาไป นั่นก็เท่ากับว่าเขากำลังจะเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างมา
“แล้วพ่อจะทำยังไงล่ะคะ บอกมาสิว่าจะทำยังไง”
“ตอนนี้พ่อยังไม่รู้”
“ชาไม่มีวันขายศักดิ์ศรีแลกกับเงินพันล้านหรอกค่ะ ถ้ามันอยากมายึดนัก ก็ให้มันยึดไปสิ!”
“เฮ้! ไม่ได้นะชา ถ้ายึดคฤหาสน์ไปแล้วพี่จะอยู่ที่ไหน” อติวิชญ์ที่ไม่เห็นด้วยความความคิดของสโรชา แย้งขึ้น
“งั้นพี่ก็ไปแทนชาสิ กล้าหรือเปล่าล่ะ”
“แต่คนที่มันต้องการตัว คือชาไม่ใช่พี่!”
“ก็เพราะมันต้องการตัวชาไง พี่ก็เลยไม่ได้เดือดร้อนอะไร”
“ชาเองก็โสดไม่ใช่หรอ ไหนๆมันก็ต้องการตัวชาแล้ว เป็นเมียมันจะเป็นไรไป ไม่แน่นะ มันอาจจะยกหนี้ให้เราก็ได้”
“กรี๊ดด!!! พี่วิชญ์ พี่พูดอะไรออกมารู้ตัวบ้างมั้ย!”
ปึ้ง!!!
“พอได้แล้วทั้งสองคน!!” กิตติภพทนไม่ไหว ตบโต๊ะเสียงดังปึ้ง จนทั้งสองคนเงียบลงทันที “จะทะเลาะกันให้มันได้อะไรขึ้นมา คิดหาวิธีช่วยกันจะไม่ดีกว่าหรอ”
“งั้นชามีวิธี!” สโรชาแสยะยิ้มอย่างมีเลศนัย เชื่อว่าวิธีของเธอไม่มีใครกล้าขัดแน่นอน ใครจะยอมไปเป็นเมียไอ้แก่หนังเหนียวล่ะ เผลอๆเป็นตาแก่โรคจิตบ้ากามด้วยซ้ำ
“วิธีอะไร” กิตติภพถามกลับแบบส่งๆ
“ก็ให้นังทิวาไปแทนชาไงคะ”
“ว่าไงนะ!!” อติวิชญ์สวนกลับทันที “พี่ไม่เห็นด้วย”
“พี่วิชญ์ นังทิวามันไม่ใช่น้องพี่นะ มันเป็นแค่ลูกคนรับใช้ ขาดมันไปสักคนบ้านเราคงไม่โดนธรณีสูบหรอกค่ะ”
“แต่ถึงอย่างนั้นพี่ก็ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ชาคิด ทิวาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ผมไม่ยอมให้ทิวาไปอยู่กับไอ้แก่หรอก” อติวิชญ์ลุกพร้วดขึ้นเหมือนกำลังจะเดินหนีเพราะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่สโรชาเสนอ เขาไม่ปล่อยให้พันทิวาไปหาไอ้แก่นั่นหรอกถ้าเขายังไม่ได้
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวเสียงสโรชาก็ดังขึ้น
“ใช่สิ! ก็พี่ชอบนังทิวานี่ พี่อยากได้มันเป็นเมียใจจะขาดแต่ก็กลัวพ่อไม่อนุญาต อย่างวันนี้ก็เหมือนกัน พี่จงใจจะข่มขืนมัน ทำไมชาจะไม่รู้”
“ชา!!” อติวิชญ์หันขวับเหมือนไม่พอใจ ใบหน้าแดงก่ำแสดงถึงความโกรธจัด
“วันนี้พี่ก็ตั้งใจจะข่มขืนมัน ชายังปกป้องพี่เลย แล้วทำไมตอนชาเดือดร้อน พี่ถึงไปปกป้องคนอื่น”
“พอได้แล้วทั้งสองคน พ่อตัดสินใจแล้ว!” กิตติภพรีบตัดบทสนทนาอย่างรวดเร็วก่อนที่เรื่องจะบานปลาย “พ่อเห็นด้วยกันสิ่งที่ชาคิด”
“พ่อ!”
อติวิชญ์ยังไม่เห็นด้วย แต่สโรชาเหยียดยิ้มอ่อนๆด้วยความพึงพอใจ เพราะถ้าส่งนังพันทิวาไปเป็นเมียไอ้แก่บ้าตัณหา หลังจากนี้จะได้หมดเสี้ยนหนามหัวใจสักที หมอภาคษ์จะได้รู้ว่าคนที่คู่ควรคือเธอ...ไม่ใช่ลูกคนรับใช้!
“พ่อจะส่งพันทิวาไป ห้ามใครคัดค้านเด็ดขาด!”
————--------
