บทที่ 11 พี่เสือน้อย

เป็นเวลากลางยามซวีแล้วกว่าที่รถม้าจะมาจอดถึงหน้าบริเวณหมู่บ้าน เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องที่มารอรับอยู่ก่อนแล้วรีบเข้ามาช่วยขนสัมภาระเข้าไปไว้ในเรือนพัก

"องครักษ์เหวิน นี่ก็ค่ำมืดแล้ว พวกท่านอยู่พักที่นี่สักคืนดีหรือไม่" หลิวฟางเซียนเอ่ยถามเสียงหวานเรียบเรื่อย

คนถูกถามนิ่งงันไปครู่ใหญ่ก่อนจะเปล่งเสียงอึกอักในลำคอ "เอ่อ...คือ..."

"อาจู อาจิ้น เจ้าสองคนไปจัดการเตรียมห้องให้คนจากพรรคพยัคฆ์เหมันต์แทนข้าที" ดรุณีน้อยสั่งสาวใช้โดยไม่เหลือช่องให้เหวินเต๋อได้ปฏิเสธ

"..." ช่างเป็นสตรีที่เผด็จการไม่แพ้ท่านประมุขเสียจริง  เหวินเต๋อคิด

ที่จริงระหว่างทางเข้าหมู่บ้านไป๋มีค่ายกลเขาวงกตอยู่ ในตอนกลางวันทางเดินจะปกติ ทว่าในยามค่ำคืนค่ายกลนี้จะทำงานหากมิใช่คนคุ้นเคยก็อาจจะหลงวนอยู่จนเช้ามิอาจเข้ามาหรือออกไปได้ ต้องรอจนกว่าจะมีแสงอาทิตย์ในยามเช้าเท่านั้น

ตอนเข้ามาเป็นเพราะหลิวฟางเซียนคอยบอกทาง ทุกคนจึงสามารถเข้ามาถึงหมู่บ้านได้แม้ว่าแสงอาทิตย์จะหมดลง

สำนักแพทย์ตระกูลไป๋มีชื่อเสียงไม่น้อยเลยในเมืองหลวง ถ้าพูดถึงความสามารถในการถอนพิษ หากสำนักแพทย์ตระกูลไป๋ได้ชื่อว่าเก่งกาจเป็นอันดับที่สอง ก็มิมีสำนักใดกล้าประกาศตนว่าเป็นที่หนึ่ง คงเป็นเพราะความเก่งกาจนี้ หลายปีที่ผ่านมาท่านตาจึงได้สร้างค่ายกลเขาวงกตเอาไว้ เพราะว่าในเวลาค่ำคืนมักจะมีแขกที่มิได้รับเชิญเข้ามาเยี่ยมเยียนอยู่บ่อยครั้ง

เหล่าคนในยุทธภพและในราชสำนักทั้งหลายล้วนอยากเชิญหมอเทวดาจากที่นี่ไปรักษาโรคที่เกิดจากพิษร้ายแรงหรือเรื้อรัง

เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนบิดาของนางก็เคยติดอยู่ในค่ายกลเขาวงกตนี้ทั้งคืนจนได้พบกับบุตรสาวเจ้าสำนักที่ไปเก็บสมุนไพร บิดาของนางตั้งใจเดินทางมาหุบเขาไป๋ซานเพื่อเชิญเจ้าสำนักไปรักษาอาการป่วยจากพิษความเย็นเรื้อรังของมารดาผู้ให้กำเนิดของเขา พยายามอยู่นานกว่าเจ้าสำนักจะยอมลงเขาเพื่อไปรักษาคน

มิรู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือว่าชะตาลิขิต เมื่อได้เจอกับผู้ป่วยเจ้าสำนักพบว่านางคือเพื่อนเก่าในวัยเยาว์ สองผู้อาวุโสที่ไม่ได้พบกันนานมีเรื่องให้คุยมากมายตลอดระยะเวลากว่าสามเดือนของการรักษาโรค

ต่อมาบิดาของหลิวฟางเซียนก็หลงรักบุตรีเจ้าสำนักแพทย์ นางเองก็มีใจให้เขาเช่นกัน อีกทั้งผู้อาวุโสเห็นพ้องต่อมาทั้งคู่จึงได้แต่งงานกัน

บุตรีเจ้าสำนักแพทย์นางนั้นคือมารดาของหลิวฟางเซียน

ไป๋ฟางเหนียง...

"ตากลมเย็นเช่นนี้ มิกลัวว่าจากหมอหญิงผู้เก่งกาจจะกลายเป็นคนป่วยเสียเองหรอกหรือ" เสียงทุ้มนุ่มของบุรุษดังขึ้นจากด้านหลังของหลิวฟางเซียนขณะที่นางกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย

"ประมุขโม่!" หลิวฟางเซียนอุทานออกมา เมื่อหมุนตัวมามองตามเสียงแล้วพบว่าบุรุษผู้นั้นคือประมุขโม่แห่งพรรคพยัคฆ์เหมันต์ 'โม่เสวี่ยหยาง'

"ตกใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ เจ้าปีศาจน้อย"

โม่เสวี่ยหยางแย้มยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อเมื่อเห็นว่าสายตาของดรุณีน้อยกำลังครุ่นคิดบางอย่าง "ไม่เจอกันเสียนานหลายปี ลืมข้าไปแล้วหรือ"

"ทะ...ท่านประมุข รู้จักข้ามาหลายปีหรือ" 

"ถ้าหากเจ้าคือบุตรสาวคนรองของท่านน้าไป๋ เป็นดรุณีน้อยที่มีกลิ่นกายบุปผาและมีปานสีชาดรูปกลีบบุปผาที่แขนข้างซ้าย เจ้าก็คือคนที่ข้ารู้จัก" ประมุขหนุ่มร่ายยาว หลิวฟางเซียนอึ้งงันไปเล็กน้อยเมื่อเขาเอ่ยถึงเรื่องปานที่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้

"ท่านรู้ได้อย่างไร"

"เมื่อสิบปีกว่าปีก่อน ท่านแม่ข้าถูกคนปองร้ายวางยาพิษประหลาดใส่นาง ท่านน้าไป๋แม่ของเจ้าที่เป็นสหายช่วยนางไว้ ท่านแม่ข้ารักษาตัวอยู่ที่หุบเขาไป๋ซานระยะหนึ่ง จึงทำให้ข้ารู้จักกับเจ้า"

"ท่านคือ...ลูกชายของท่านน้าหญิงผู้นั้น พี่เสือน้อยหน้าน้ำแข็ง" 

"ฮ่า ๆ เจ้าจำได้แล้ว" ประมุขหนุ่มหัวเราะดีใจ ทิ้งภาพลักษณ์ประมุขผู้เย็นชาเสียสิ้น

"อื้อ ข้าจำท่านได้แล้ว ไม่นึกเลยว่าโตขึ้นพี่เสือน้อยหน้าน้ำแข็งผู้นั้นจะกลายเป็นประมุขพรรคที่ยิ่งใหญ่ในยุทธภพ" หลิวฟางเซียนบอกอย่างตื่นเต้น

"จำข้าได้ก็ดีแล้ว ทว่า...หากอยู่ต่อหน้าผู้อื่นห้ามเรียกข้าว่าพี่เสือน้อยได้หรือไม่ ดูไม่น่าเกรงขามเลยสักนิด" โม่เสวี่ยหยางร้องขอเสียงอ่อน

"ได้สิ ข้ารู้หรอกน่า ไม่กล้าทำให้ท่านขายหน้าหรอกเจ้าค่ะ" ดรุณีน้อยรับปาก

"เช่นนั้นต่อไปต่อหน้าคนอื่นเจ้าเรียกข้าว่าพี่เสวี่ยหยางก็แล้วกัน ทั้งดูสนิทสนมและไม่ขายหน้าด้วย"

"ได้สิเจ้าคะ ว่าแต่พี่เสือน้อยท่านจำข้าได้อย่างไรหรือ"หลิวฟางเซียนเอ่ยถามเสียงหวาน แม้ในวัยเยาว์ทั้งสองจะสนิทสนมกันอย่างมาก ทว่ามิได้เจอกันหลายปีมิคิดว่าเขาจะจำนางได้ ขนาดนางที่ในตอนนั้นเคยตามติดเขาไม่ห่างยังลืมเลือน

"คงเป็นเพราะกลิ่นนี้กระมัง" ชายหนุ่มหยิบถุงหอมปักลายดอกสาลี่ที่ดูอย่างไรก็มิค่อยคล้ายนักส่งให้ดรุณีน้อย

หลิวฟางเซียนที่เห็นถุงหอมฝีมือของตนในวัยแปดขวบปีหัวเราะร่วน หวนคิดถึงยามนั้นที่นางขอให้มารดาสอนปักถุงหอมนี้เพื่อมอบให้พี่ชายผู้นี้ก่อนจากกัน

"ท่านยังเก็บเอาไว้หรือ ช่างน่าอายนัก ยามนั้นข้าปักอยู่หลายวันกว่าจะได้ดอกสาลี่ที่พอจะคล้ายดอกสาลี่แบบที่ท่านแม่ปัก"

"เจ้าเคยบอกพี่ว่า ดอกสาลี่คือดอกไม้ที่เจ้าชอบมากที่สุด กลิ่นในถุงหอมนี้เป็นกลิ่นที่ท่านน้าไป๋คิดค้นออกมาให้คล้ายกลิ่นกายของเจ้า เป็นเพราะพี่จำกลิ่นนี้ได้จึงพอเดาออกว่าเป็นเจ้าที่เป็นหมอหญิงนางนั้น"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป