บทที่ 13 พบท่านตา

"วันนี้เจ้าปีศาจน้อย สวมชุดนี้แล้วดูคล้ายเทพธิดาน้อยนัก" ประมุขหนุ่มเอ่ยชม

"วันนี้พี่เสวี่ยหยาง สวมชุดนี้ก็หล่อเหลาราวเทพเซียนเช่นกันเจ้าค่ะ" ดรุณีน้อยชมตอบอย่างหยอกเย้า "เซียนเอ๋อร์ให้สาวใช้ทำบะหมี่อายุยืนมาให้เราทั้งสองด้วยนะเจ้าคะ พี่เสวี่ยหยางลองชิมดู"

"อืม อร่อย" ประมุขหนุ่มที่ตักบะหมี่คำแรกเข้าปากเอ่ยชม 

ทั้งสองคุยไปกินไปอย่างไร้กฎเกณฑ์บนโต๊ะอาหาร ผลัดเปลี่ยนกันเล่าเรื่องราวประสบการณ์ที่เจอมาอย่างสนุกสนาน จนสาวใช้ทั้งสองงุนงง คุณหนูของพวกนางเพิ่งช่วยชีวิตประมุขผู้นี้เมื่อสองวันก่อนนี้เองมิใช่หรือ เหตุใดจึงได้สนิทกันเร็วนัก ไหนจะท่าทางและคำเรียกขานที่สนิทสนมนั้นเล่า ราวกับทั้งคู่รู้จักกันมานับสิบปี

"เซียนเอ๋อร์มีธุระไปที่ใดหรือไม่" โม่เสวี่ยหยางเอ่ยถามขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินเล่นย่อยอาหาร

"เซียนเอ๋อร์จะไปคารวะท่านตาที่สำนักแพทย์เจ้าค่ะ"

"เช่นนั้นพี่ไปพร้อมเจ้าด้วย นานแล้วที่ไม่ได้พบท่านเจ้าสำนัก" ประมุขหนุ่มบอกเสียงนุ่มทุ้มก่อนจะเอื้อมเอามือหนามาโอบเอวบางของดรุณีน้อยเอาไว้ ก่อนจะใช้พลังเคลื่อนย้ายพานางมาอยู่ที่หน้าสำนักแพทย์อย่างรวดเร็วเพียงชั่วพริบตา

หลิวฟางเซียนที่ถูกพาตัวมาอย่างไม่ทันตั้งตัวกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างเหลือเชื่อ "พี่เสือน้อย! ทะ...ท่านทำแบบนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ" นางกล่าวพลางผละตัวออกจากมือหนาที่โอบเอวบางเอาไว้

"เอ่อ...พี่" โม่เสวี่ยหยางอึกอัก เขาลืมไปว่ายามนี้นางเป็นสตรีที่เติบโตเป็นสาวสะพรั่งแล้ว มิอาจถูกเนื้อต้องตัวอย่างแนบชิดกับบุรุษที่มิใช่สามีที่แต่งอย่างถูกต้องตามจารีตประเพณี

"สุดยอดไปเลยเจ้าค่ะ ข้ามิเคยเห็นเคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายร่างที่รวดเร็วเช่นนี้มาก่อน" หลิวฟางเซียนบอกอย่างตื่นเต้น ยังคงพลิกแขนตัวเองไปมาอย่างเหลือเชื่อ

"อะ...อ๋อ เป็นเช่นนี้นี่เอง พี่คิดว่าเจ้า..."

ประมุขหนุ่มเว้นช่วงเพื่อกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ ไม่คิดว่าดรุณีน้อยจะมิเพียงไม่ตกหนิที่เขาทำตัวรุ่มร่าม ทั้งยังชื่นชมเขาเสียอีก ช่างเป็นการกระทำที่เหมือนน้องสาวตัวน้อยปฏิบัติต่อพี่ชาย มากกว่าหญิงสาวปฏิบัติต่อชายหนุ่มนัก

"คิดว่าข้าจะให้ท่านสอนนะหรือ" นางถามกลับพลางหัวเราะออกมาจนนัยน์ตาโค้ง "พี่เสือน้อยไม่ต้องลำบากใจหรอกเจ้าค่ะ เคล็ดวิชาของประมุขพรรคย่อมต้องปิดเป็นความลับ จะมาสอนให้ข้าได้อย่างไร"

ดูเอาเถิดแม่นางน้อยผู้นี้ ช่างไร้เดียงสาเสียจนมิรู้จะหาคำใดมากล่าว ยามนี้คงมองเขาเป็นดั่งประมุขพรรคผู้น่าเลื่อมใสน่านับถือกระมัง ความทรงจำของนางก็ช่างสั้นนัก เรื่องสัญญาเมื่อสิบปีก่อนล้วนลืมเลือนไปเสียแล้ว ตอนนางแปดขวบยังขอให้เขาคำนับสัญญาต่อหน้าต้นสาลี่ให้หมั้นหมายกับนางอยู่เลย พอโตขึ้นกลับหลงลืมเสียได้ ช่างหน้าตียิ่งนัก

"เซียนเอ๋อร์เจ้ามาแล้วหรือ" ชายชราเอ่ยถามผู้เป็นหลานสาวด้วยเสียงเนิบช้า ใบหน้าที่มีริ้วรอยหย่อนคล้อยตามกาลเวลาแย้มยิ้มเปี่ยมสุขส่งมาให้

ดรุณีน้อยรีบประสานมือคำนับทักทาย ก่อนจะเดินเข้าไปคล้องแขนชายผู้เฒ่าเอาไว้อย่างออดอ้อน "เซียนเอ๋อร์คิดถึงท่านตาเหลือเกินเจ้าค่ะ" หลิวฟางเซียนกล่าวเสียงหวาน

"ฮ่าๆๆ ดูนางหนูน้อยคนนี้เถิด ช่างกล่าวคำหวานเอาใจคนแก่เก่งนัก" ท่านเจ้าสำนักแพทย์ผู้มากประสบการณ์กลั้วหัวเราะ กล่าวเย้าหลานสาวอันเป็นที่รักอย่างเอ็นดู ก่อนหันมาเอ่ยถามประมุขหนุ่ม"ประมุขโม่ก็มาด้วยหรือ"

"คารวะท่านเจ้าสำนัก ไม่เจอกันนาน สบายดีหรือไม่"

"ข้าสบายดี "ชายชราตอบ ใบหน้ายังคงแย้มยิ้มอยู่ไม่จาง ก่อนจะชวนหนุ่มสาวที่ตนเอ็นดูนั่งลงเพื่อจิบชาพูดคุยถามไถ่

เมื่อได้เห็นหลานสาวในวัยพร้อมออกเรือนก็ทำให้เจ้าสำนักแพทย์วัยชราหวนนึกถึงบุตรสาวที่เป็นดังดวงใจ

ยามนั้นหลังพ้นวัยปักปิ่น ความงามของบุตรีเจ้าสำนักแพทย์หุบเขาไป๋ซานก็เลื่องลือจนมีบุรุษมากหน้าหลายตาอยากที่จะมายลโฉมหญิงงามให้เห็นกับตา 

ทว่าบุตรีของเขามิคิดสนใจผู้ใด จนกระทั่งในวันครบรอบวันเกิดอายุครบสิบแปดหนาว ไป๋ฟางเหนียงเข้าป่าไปเพื่อเก็บสมุนไพร นางบังเอิญไปพบกับบุรุษผู้หนึ่งที่ติดอยู่ในเขาวงกตทั้งคืนจนเป็นไข้จึงพาเขากลับมาที่สำนักแพทย์เพื่อรักษา

หลังจากคนป่วยฟื้นก็พบว่าเขาคือ หลิวหลิ่งเหอ บุตรของฮูหยินหลิวเพื่อนในวัยเด็กของเจ้าสำนัก ที่ตั้งใจมาตามหาเจ้าสำนักแพทย์ผู้เลื่องชื่อไปทำการรักษามารดาที่ป่วยหนัก ช่างเป็นคนหนุ่มที่กตัญญูนักในสายตาของผู้อาวุโสในขณะนั้น

หลิวหลิ่งเหอเป็นบุรุษรูปงามเกิดในตระกูลบัณฑิต เขาเป็นคนมีความสามารถเก่งกาจได้เป็นอาจารย์ของรัชทายาทแห่งแคว้น ต่อมาเมื่อรัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นองค์จักรพรรดิเขาจึงได้เลื่อนขั้นเป็นราชครูอาวุโส

เมื่อเห็นว่าหลิวหลิ่งเหอและไป๋ฟางเหนียงต่างชอบพอกัน เจ้าสำนักและฮูหยินหลิวจึงตัดสินใจเกี่ยวดองกัน

แม้ชายหนุ่มจะมีอนุสาวงามที่ฮ่องเต้มอบให้อยู่ก่อนแล้วทว่าหลังทั้งคู่แต่งงานกันก็มิได้มีปัญหาอันใด ทั้งยังรักใคร่กลมเกลียวกันดี

ยามนี้ได้เห็นบุตรีคนรองของนางจึงทำให้หวนคิดถึง หลิวฟางเซียนเหมือนมารดาส่วนหลิวเฟิงเหลียนเหมือนบิดา ทั้งสองคอยมาเยี่ยมเยือนเขาเรื่อยๆ ช่างเอาใจใส่คนแก่อย่างเขายิ่งนัก

"อาเหลียนไม่มาด้วยหรือ" ท่านเจ้าสำนักเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าพูดคุยอยู่นานแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะได้เห็นหลานชายคนโต

"พี่ใหญ่ติดงานราชการที่กรมอาญาเจ้าค่ะ จึงปลีกตัวมาพร้อมเซียนเอ๋อร์มิได้ ทว่าเมื่อใดที่เสร็จงานเขาจะรีบตามมาเจ้าค่ะ" ดรุณีน้อยตอบเสียงหวาน

"เช่นนั้นก็ดีๆ " ชายชราหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป