บทที่ 8 ตามตื้อ
ฮูหยินรองกับหลิวเหมยหลินกลับเรือนไปพักผ่อนแล้ว ทว่าหลิวฟางเซียนกลับไม่ได้ทบทวนตำราแพทย์ต่อ เพราะยามนี้มีแขกผู้มาใหม่แบกหีบใส่เงินหมื่นตำลึงมาเยี่ยมเยือนตามสัญญา
"คุณชายรองโม่ตรงต่อเวลานัก"หลิวฟางเซียนเอ่ยเย้า คุณชายท่านนี้น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับนาง ทว่าท่าทางเอาแต่ใจนั้นราวกับคุณชายตัวน้อยวัยสามขวบแลดูน่าแกล้งนัก
"บุรุษที่ดีย่อมรักษาคำพูด คุณหนูหลิวท่านจะนับเงินนี้ก่อนหรือไม่" โม่เสวี่ยเหยียนตอบ ริมฝีปากยกยิ้มอย่างผูกมิตร
หลิวฟางเซียนยิ้มตอบก่อนจะให้อาจูนับเงินและให้คนยกไปเก็บที่เรือน
"หากคุณชายรองโม่ไม่รังเกียจ ข้าขอเชิญจิบชาพูดคุยที่ศาลากลางสระบัวได้หรือไม่เจ้าคะ"
"ได้สิ" โม่เสวี่ยเหยียนรีบตอบรับ
"ชาของท่านหอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นบุปผาและธรรมชาติ ดื่มเข้าไปให้ความรู้สึกคล้ายกับได้อยู่ในสวนพฤกษา อีกทั้งรู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก" คุณชายรองโม่เอ่ยชม ริมฝีปากบางสีชมพูธรรมชาติยกยิ้มอย่างสบายใจ เห็นได้ชัดว่าเขาปฏิบัติต่อหลิวฟางเซียนดีกว่าเมื่อวานอยู่หลายส่วน
"ชานี้ข้าคิดค้นขึ้นมาเอง ที่เรือนของข้ายังมีชานี้เก็บไว้อยู่สองกล่อง เช่นนั้นข้าขอมอบให้ท่านหนึ่งกล่องนะเจ้าคะ" หลิวฟางเซียนบอกเสียงนุ่ม ก่อนจะหันไปสั่งสาวใช้ " อาจิ้น เจ้าไปหยิบชานี้มาให้คุณชายรองหนึ่งกล่อง"
"ขอบน้ำใจคุณหนูรองหลิว" โม่เสวี่ยเหยียนกล่าวขอบคุณ เพียงชั่วครู่สั้นๆ อาจิ้นก็นำกล่องบรรจุชาร้อยบุปผามาส่งให้แก่นายสาว
หลิวฟางเซียนมอบชาให้กับคุณชายรองโม่และส่งยิ้มบางๆ ให้เขาอย่างจริงใจ บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองจึงดูผ่อนคลายลงหลายส่วน
"ไหนๆ เราทั้งสองก็นับว่าเป็นสหายกันแล้ว เช่นนั้นข้าขอเรียกเจ้าว่าเซียนเอ๋อร์ ได้หรือไม่" รอยยิ้มแห่งมิตรภาพกระจายอยู่เต็มกรอบหน้าของโม่เสวี่ยเหยียน เขากำลังรอลุ้นคำตอบจากโฉมสะคราญผู้มีกายกรุ่นไปด้วยกลิ่นของมวลบุปผาด้วยใจจดจ่อ
เดิมทีหลิวฟางเซียนคิดที่จะปฏิเสธ หากแต่หางตากลับเห็นคนผู้หนึ่งกำลังมองมาจึงตอบรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "ได้สิเจ้าคะ"
"เช่นนั้นเจ้าเรียกข้าว่าอาเหยียนเหมือนท่านพี่ของข้าก็แล้วกัน ต่อไปก็เวลาพูดคุยกับข้าก็ปฏิบัติเช่นสหาย ตกลงไหมเซียนเอ๋อร์"
"ได้สิ ข้าตกลง อาเหยียน" คำตอบรับของหลิวฟางเซียนทำให้โม่เสวี่ยเหยียนพึงใจมากทีเดียว ได้เป็นสหายผูกมิตรกับสตรีที่เฉลียวฉลาดเชี่ยวชาญการแพทย์นับว่าโชคดียิ่งนัก
หากแต่สำหรับบุรุษอีกผู้กลับตรงกันข้าม เมื่อวานโฉมสะคราญผู้นี้ตอบปฏิเสธเขาอย่างไร้เยื่อใย คงมิใช่โกรธเขาจนใช้บุรุษผู้นั้นเพื่อกล่าวคำที่จงใจตัดสัมพันธ์กระมัง แม้จะรู้สึกเจ็บแปลบในใจทว่าชินอ๋องก็มิอาจทำใจเดินจากไปได้ ตรงกันข้ามเขากลับพุ่งตรงไปยังกลางวงสนทนาของสตรีในใจกับบุรุษแปลกหน้า
"เซียนเอ๋อร์เจ้าอยู่ที่นี่เอง ถึงว่าพี่หย่งฉีไปหาที่เรือนกลับไม่พบ" ชินอ๋องทักทายดรุณีน้อยรูปงามอย่างสนิทสนม ก่อนจะหันไปทางก้างชิ้นโตที่นั่งอยู่ตรงข้ามนาง "ท่านนี้คือ..."
"ถวายพระพรชินอ๋องเพคะ ท่านนี้คือสหายของหม่อมฉัน คุณชายรองโม่ โม่เสวี่ยเหยียน" หลิวฟางเซียนลุกขึ้นยอบตัวคารวะแขกผู้มาใหม่ ก่อนกล่าวแนะนำชื่อแซ่ของบุรุษที่นั่งอยู่ตรงข้าม
"อ้อ คุณชายรองโม่ ญาติผู้น้องของประมุขโม่ แห่งพรรคพยัคฆ์เหมันต์นะหรือ" ชินอ๋องส่งยิ้มบาง ให้อีกฝ่ายตามมารยาท
"ถวายพระพรท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ" โม่เสวี่ยเหยียนคำนับและเหยียดยิ้มกลับอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะหันไปกล่าวลาหลิวฟางเซียน
"เซียนเอ๋อร์มีแขก เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ไว้พบกันครั้งหน้า ชินอ๋องกระหม่อมทูลลา"
"เซียนเอ๋อร์ เจ้าไปรู้จักกับพวกคนพรรคมารได้อย่างไร เลิกคบหาสมาคมกับคนมากเล่ห์พวกนี้เถิด" ชินอ๋องเอ่ยถามทันทีหลังจากที่โม่เสวี่ยเหยียนกลับไปแล้ว
"หม่อมฉันจะรู้จักหรือสมาคมกับผู้ใดนั้น มิกล้ารบกวนให้ชินอ๋องมาเป็นธุระตัดสินใจหรอกเพคะ" คำพูดตัดบทอย่างไร้เยื่อใยของหลิวฟางเซียนทำเอาคนฟังเจ็บปวดยิ่งนัก
ชินอ๋องมองใบหน้างดงามที่เคยคุ้นเคยด้วยจิตใจเลื่อนลอย เซียนเอ๋อร์ไยเจ้าจึงใจร้ายกับพี่หย่งฉีถึงเพียงนี้ อ๋องหนุ่มรำพึงรำพันในใจ
"หม่อมฉันทราบเจ้าค่ะ ว่าหม่อมฉันกล่าวทำลายน้ำใจพระองค์เกินไป ทว่าพระองค์เคยนึกถึงผลที่จะตามมาหรือไม่เจ้าคะ ทั้งที่พรุ่งนี้จะเป็นวันมงคลของพระองค์ แต่พระองค์กลับเอาแต่เข้าออกจวนราชครูหลิวอยู่ทุกวัน พระองค์ควรจะอยู่ที่จวนจัดการเรื่องงานแต่งมิใช่มาหาหม่อมฉัน”
“ฮองเฮากับคนตระกูลซูจะคิดเช่นไรเพคะ เรื่องในจวนราชครูหลิวจะกลายเป็นข่าวลือสนุกปากของชาวบ้านร้านตลาด หม่อมฉันที่เป็นต้นเหตุมิอาจทนให้คนในจวนถูกพูดลับหลังเพคะ หม่อมฉันทูลลา" พูดจบหลิวฟางเซียนก็ยอบตัวและเดินจากไป
"เซียนเอ๋อร์...”
“เซียนเอ๋อร์!"
ชินอ๋องตะโกนเรียกร่างระหงที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป ทว่านางไม่แม้แต่จะหันกลับมามองสักนิด
หลิวฟางเซียนเจอกับอะไรมาถึงได้มีท่าทีเช่นนี้ต่อเขา เรื่องนี้ต้องมีสาเหตุนางมิใช่สตรีตื้นเขินไร้เหตุผล มิเช่นนั้นจะปฏิบัติต่อเขาแบบนี้ได้อย่างไร
"อาจู ไปสั่งทหารยาม ต่อไปหากชินอ๋องมาขอพบข้าอีก ให้แจ้งว่าข้าไม่สะดวก อ้อ เตรียมรถม้าให้ข้าด้วย" หลิวฟางเซียนออกคำสั่ง
แม้ว่าคำที่กล่าวออกมาจากริมฝีปากอิ่มจะดูหนักแน่นถึงเพียงใด ทว่าในใจกลับบอบช้ำยิ่งนัก
ชินอ๋องคือคนที่ผูกพันมีสัญญาใจกันตั้งแต่เด็ก ไม่ง่ายเลยที่นางจะทำใจตัดใจจากเขา เดิมทีหากว่าฮองเฮามิได้เกลียดชังตระกูลหลิวถึงขั้นอยากจะฆ่าแกง นางคงตัดใจยอมเป็นชายารองของเขาไปแล้ว ยามนี้นางไม่อาจเห็นแก่ตัวจนละทิ้งทุกอย่างเพื่อความรักได้
นางอยากให้ชินอ๋องตัดใจ ยิ่งเขาเข้าใกล้นางมากเท่าไหร่หลิวฟางเซียนก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดมากเท่านั้น เกรงว่าวันหนึ่งหากนางไม่สามารถควบคุมหัวใจตัวเอง อาจจะมีเหตุให้เกิดปัญหาที่ไม่เหลือแม้แต่ทางให้ถอยสักทาง
