บทที่ 10 10
แล้วเงินจำนวนห้าหมื่นพูดเหมือนกับว่าเธอสามารถเสกขึ้นมาได้ง่ายๆ กว่าจะได้เงินแต่ละพันแต่ละหมื่นเธอต้องทำงานหลังขดหลังแข็งแค่ไหนมันคงไม่คิดจะใส่ใจ
“ไม่มี” แน่นอนว่าวนิษาปฏิเสธการช่วยเหลือแบบที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก
“มีน!” วศพลถึงกับยกมือขึ้นทึ้งศีรษะตัวเองคล้ายกับลืมตัว พอรู้ว่ายังโดนจับจ้องจากกลุ่มคนด้านหลังมันก็รีบพูดสำทับ
“ถ้าไม่มีให้พวกมันก่อน เราสองคนซวยแน่ๆ”
เราสองคน?
“ฉันแค่มารับแกกลับบ้าน ไม่ได้มีหน้าที่ตามเช็ดตามล้างปัญหาของใคร” ภารกิจมีแค่ลากคอน้องชายกลับบ้านให้แม่เห็นหน้าจะได้สบายใจก็เท่านั้น
“สรุปจะไม่ช่วยว่างั้น” มันแค่นหัวเราะในลำคอก่อนตวัดตามองกัน ดูยังไงก็แฝงไปด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“สักบาทเดียวก็ไม่” เพราะเคยใจอ่อนยอมช่วยครั้งแรกแล้วมันมีครั้งที่สองที่สามตามมาไม่หยุด แล้วถ้าให้นับจริงๆ รอบนี้ก็น่าจะเกินห้าครั้งแล้วด้วยซ้ำ ช่วยไปก็เหมือนเอาเงินไปฉีกเล่น ไม่เคยได้ประโยชน์อะไรกลับมา
“เออ งั้นยืนรอตรงนี้” วศพลยกมือขึ้นเหนือบ่าเหมือนยอมแพ้ที่จะเร้าหรือต่อ “ขอคุยกับพวกมันก่อน”
หลังจากที่น้องชายในไส้บอกว่าจะลองไปคุยกับคนพวกนั้น เธอก็เลยยืนรอในระยะวงนอกเพราะไม่อยากรับรู้เกี่ยวกับปัญหาที่วศพลสร้างไว้
“กูรู้แค่ว่ากูต้องได้คืนวันนี้!” แต่ไม่รู้ว่าคุยกันอีท่าไหนเรื่องราวมันถึงได้ดูบานปลายจนเริ่มมีปากเสียง
“ไปเอาที่พี่มึงสิ”
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่วนิษาจะตั้งสติได้ทันเมื่อหนึ่งในกลุ่มนั้นก้าวอาดๆ เข้ามาหาเธอ เห็นท่าไม่ดีเลยเตรียมหนีแต่ก็ช้าเกินไปเมื่อถูกกระชากกระเป๋าไปอย่างแรงจนร่างซวนเซล้มลงกับพื้น
แม้วนิษาจะโกรธจัดกับการกระทำต่ำทราม แต่เธอพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้เพราะไม่ว่าจะมองยังไง ทั้งเธอรวมถึงวศพลล้วนตกเป็นรองอยู่วันยังค่ำ
พวกมันคงคิดว่าในกระเป๋ามีเงินอยู่ พอไม่เจออะไรเลยออกอาการโกรธจัดหันไปเล่นงานตัวต้นเรื่องอย่างวศพล
ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่พี่สาวที่ดีหรือประเสริฐนัก แต่ก็ทนมองน้องชายตัวเองโดนรุมทำร้ายไม่ไหวจึงรีบลุกขึ้นแล้วหาทางช่วยน้อง ร้องขอความช่วยเหลือจากคนที่แต่งตัวคล้ายการ์ดซึ่งกำลังเดินมาทางนี้พอดี
“ช่วยด้วยค่ะ มีคนตีกัน” เธอบอกด้วยความร้อนใจพลางชี้ไม้ชี้มือ “ทางนั้นค่ะ”
หญิงสาวเป็นฝ่ายนำทางกลับไปที่เดิม แต่พอไปถึงภาพที่เห็นก็คือน้องในไส้กำลังวิ่งขึ้นรถยนต์คันหนึ่งมองแล้วคงเป็นพรรคพวกตัวเอง ส่วนเจ้าหนี้ก็พากันวิ่งตามไป
วนิษาไม่เคยหวังอะไรในตัวน้องชายอยู่แล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะทิ้งให้พี่สาวอย่างเธออยู่แบบนี้คนเดียว มันหนีไปแบบไม่มีความรู้สึกเป็นห่วงเธอสักนิด
ในระหว่างที่ยืนสมเพชอยู่นั้นหญิงสาวเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก พลันหัวใจนั้นหล่นวูบไปกองกับพื้นใบหน้าค่อยๆ ถอดสี หันซ้ายมองขวา หันมองรอบๆ ด้วยใจที่เริ่มจะลนลานอยู่ไม่สุข
กระเป๋าเธออยู่ที่พวกมัน ที่สำคัญกุญแจรถอยู่ในนั้น!
“คุณมีน?” เสียงเรียกนั้นพอที่จะดึงสติของวนิษากลับมาได้บ้าง เธอเงยหน้ามองไปทางต้นเสียงแล้วก็ตกใจรวมถึงแปลกใจในคราวเดียวกัน
คุณชาลี!
ดูเหมือนเขาเองก็แปลกใจไม่ต่างกันที่เห็นเธออยู่ตรงนี้
คุณชาลีพูดอะไรกับการ์ดคนนั้นครู่หนึ่งก่อนที่อีกฝ่ายจะค้อมศีรษะลงเล็กน้อยแล้วปลีกตัวออกไป
“มาทำอะไรที่นี่ครับ” ชายร่างสูงใหญ่หันมองรอบๆ หรือที่เขาได้รับรายงานจากลูกน้องมานั้นวนิษามีส่วนเกี่ยวข้อง
“พวกนั้นทำอะไรคุณหรือเปล่า”
วนิษาพรูลมหายใจที่อัดแน่นด้วยความเหนื่อยล้า แม้เธอจะสงสัยกับการปรากฏตัวของชาลี แต่ตอนนี้มีเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตเธอมากกว่า
“มีนมาตามน้องชายกลับบ้าน แล้วเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อยน่ะค่ะ” ดวงตากลมโตพิศมองการแต่งกายของคนตรงหน้าอีกรอบ ดูคล้ายกับการ์ดคนที่เดินออกไปแต่ดูเป็นทางการมากกว่า
“กระเป๋ามีนถูกกระชากไปค่ะ ในนั้นมีกุญแจรถอยู่ด้วย คุณชาลีพอจะช่วยตามหาให้ได้ไหมคะ”
คุณชาลีขอรายละเอียดของกระเป๋า ของในนั้น รวมถึงบุคคลที่เอาไปแล้วปลีกตัวออกไปสองสามก้าวโทรคุยกับใครสักคน ระหว่างนั้นหญิงสาวก็เดินดูบริเวณรอบๆ เผื่อคนพวกนั้นจะโยนกระเป๋าเธอทิ้งไว้ตามข้างทาง
เดาว่ามันแค่เผลอหยิบติดมือไปอาจตกใจตอนที่พวกของวศพลมาช่วย ไม่น่าจะตั้งใจขโมยไปหรอกเพราะในนั้นไม่ได้มีอะไรสำคัญ
อีกอย่างมองจากตรงนี้เธอก็ยังมองเห็นรถตัวเองจอดอยู่ที่เดิม โชคดีที่โทรศัพท์ยังอยู่กับตัว ส่วนคีย์การ์ดห้องกับบัตรเครดิตนั้นสอดอยู่ในเคสโทรศัพท์อีกที
แต่ไม่มีกุญแจรถ...แล้วจะกลับบ้านยังไง!
“เรื่องกระเป๋ากับน้องชายคุณมีน ให้คนช่วยตามหาแล้ว แต่เดี๋ยวผมจะช่วยเช็กจากกล้องวงจรปิดอีกที” ชาลีเดินกลับมาพร้อมกับเสนอทางเลือกให้ “ส่วนตอนนี้ผมว่าคุณมีนทำแผลก่อนดีไหมครับ”
วนิษายกแขนดูบาดแผลบริเวณข้อศอกซึ่งมีรอยถลอกจนได้เลือด ตอนแรกรู้สึกแค่แสบยิบๆ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีแผลจนกระทั่งชาลีบอก ไม่แน่ใจว่าได้แผลมาตั้งแต่ตอนไหน ถ้าให้เดาก็คงเป็นตอนที่พยายามยื้อแย่งกระเป๋ากระมัง
“มาเถอะครับ”
