บทที่ 12 12

ถามย้ำเมื่ออีกฝ่ายยังคงนั่งจิบน้ำสีอำพัน ไม่มีท่าทีอยากสานต่อทั้งที่เมื่อครู่เขาเพิ่งจูบเธอแบบเอาเป็นเอาตายแท้ๆ

“ช่วงนี้ผมเกเรไม่ได้น่ะสิ พี่ชายกำลังจับตามองผมอยู่” คำปฏิเสธของปรินทร์ทำเอาดาราสาวหน้าเหวอ นอกจากนั้นแล้วเขายังปลดวงแขนเรียวออกจากตัวแล้วจัดให้เธอลงไปนั่งด้านข้างอย่างเดิม

“อีกอย่างคืนนี้มันก็อยู่ที่นี่ด้วย” ปรินทร์เกือบหลุดหัวเราะเมื่อเห็นท่าทีของหญิงสาว

“คุณกฤชเหรอคะ” พอนิษฐานึกถึงสายตาเย็นชาพี่ชายของปรินทร์แล้วก็ได้แต่หดคอลง “งั้นก็ไม่เป็นไรค่ะ”

ครั้งหนึ่งเป้าหมายลำดับต้นๆ ของเธอคือกฤช เคยมองว่าชายหนุ่มเป็นสิ่งที่ท้าทายและน่าตื่นเต้นมากกว่าใครๆ แต่สุดท้ายแล้วมันกลับกลายเป็นเรื่องที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเธอ

กฤชเป็นผู้ชายที่สุขุม อีกทั้งยังหล่อร้ายไม่แพ้ปรินทร์ ทว่าเขาดูเป็นคนเลือดเย็นแถมยังเฉยชาเกินไป อยู่ใกล้แล้วเกิดความอึดอัดหายใจไม่ออก

หากถามว่าเลือดเย็นประมาณไหน ยกตัวอย่างเช่นหากเธอกำลังจมน้ำต่อหน้ากฤชแล้วละก็ นอกจากจะไม่ยื่นมือมาช่วยแล้ว เขายังสามารถยืนกอดอกมองเธอพยายามตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

ผู้ชายที่ไร้ความรู้สึกแบบนั้น เธอขอบายดีกว่า ลงทุนผิดที่...ต่อให้พยายามเป็นสิบปีก็คงไม่สมหวัง

“แบบนี้ต้องหาอะไรมาทดแทนให้เนย์นะคะ” หญิงสาวหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงพี่ชายของเขา ดึงเรื่องอื่นขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงแง่งอน ใช้นิ้วเกี่ยวพันปลายผมก่อนอ้อนขอในสิ่งที่อยากได้

“อยากได้อะไร”

“วันก่อน SA เพิ่งไลน์มาว่าเร็วๆ นี้จะมีคอลฯ ใหม่เข้ามา” ลองหยอดดูเผื่อว่าเขาจะยังใจดีกับเธอเหมือนก่อน ซึ่งแนวโน้มก็เหมือนจะเป็นอย่างที่คิด

“เดี๋ยวชาลีจะจัดการให้” ปรินทร์พยักหน้ารับเมื่อรู้จุดประสงค์ของอีกฝ่าย

“น่ารักกับเนย์ตลอดเลย” เธอไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มไว้ได้แม้แต่น้อย อีกไม่กี่วันคงมีรูปสวยๆ อัปลงในโซเชียลให้คนอื่นอิจฉาตาร้อนเล่นๆ “แล้วเราจะเจอกันอีกทีวันไหนดีคะ”

ระหว่างที่จินตนาการถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น อยู่ๆ ลูกน้องคนสนิทของปรินทร์ก็เดินเข้ามา หญิงสาวเขยิบออกจากชายหนุ่มอย่างจำใจ ทว่าหางตายังคงเหลือบมองชาลีที่ก้มลงกระซิบบางอย่างกับนายตัวเอง

นัยน์ตาคมกริบวาววับขึ้นเล็กน้อยหลังจากฟังรายงานจากคนสนิท เขาพยักหน้ารับคล้ายสั่งงานทางอ้อมจากนั้นชาลีก็เดินออกไปถึงได้หันกลับมาบอกหญิงสาว

“ผมจะให้ศักดิ์ขับรถไปส่งคุณที่คอนโดฯ แล้วกัน”

“ก็ได้ค่ะ เอาไว้เนย์จะโทรหาคุณอีกทีนะคะ” นิษฐายอมล่าถอยอย่างว่าง่าย แต่ไม่ลืมที่จะยื่นหน้าไปจูบแก้มชายหนุ่มเบาๆ

“กูดไนต์ค่ะ”

ทางด้านวนิษากำลังพยายามติดต่อหาวศพลอยู่หลายครั้ง กระทั่งมันโทรกลับมาพร้อมกับบอกว่าปลอดภัยดีไม่ต้องเป็นห่วง แน่นอนว่าเธอขุดทุกคำที่อยู่ในหัวสั่งสอนไปเท่าที่จะทำได้

แต่คนที่เห็นแก่ตัวอย่างนั้นคงไม่ได้รู้สึกสำนึกอะไรหรอก

“อย่ามาพูดว่ามันฉุกละหุก เพราะยังไงแกก็ทิ้งพี่ไว้ในที่แบบนั้นคนเดียว!” วนิษาหัวร้อนจนต้องยกมือลูบอก พฤติกรรมเหลวไหลของน้องเธอระอาจนเหนื่อยที่จะบ่น

“แล้วตอนนี้อยู่ไหน ได้เอากระเป๋าพี่ไปด้วยหรือเปล่า”

ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือกระเป๋าไม่ได้อยู่ที่วศพล และน้องชายเธอจะอยู่บ้านเพื่อนไปสักพักเพื่อหลบหลีกเจ้าหนี้ของมัน อีกหนึ่งเหตุผลก็คือกลับบ้านไม่ได้นอกจากว่ากลัวคนพวกนั้นจะตามไปแล้ว

สิ่งที่มันกลัวที่สุดก็คือ...กลัวพ่อจะรู้เรื่องนี้

วนิษาวางสายทั้งที่ยังเดือดดาลกับการกระทำของน้องชาย เชื่อไหมว่าเธอไม่เคยสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่วศพลมีให้เธอในฐานะพี่สาวได้เลยแม้แต่น้อย ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะคนในครอบครัวสปอยล์ตั้งแต่เด็กจนเคยตัว

ตั้งแต่เกิดมาวศพลแทบไม่ต้องทำงานบ้านเลยด้วยซ้ำ เลิกเรียนกลับมาถึงบ้านก็เปลี่ยนชุดแล้วออกไปเตะบอลกับเพื่อน ชุดนักเรียนโยนยังไม่ลงตะกร้าลำบากเธอกับแม่ต้องตามเก็บให้ตลอด

คิดมากไปก็เหนื่อยเปล่า ขนาดเธอหนีออกมาใช้ชีวิตข้างนอกแล้ว ยังต้องคอยมาตามเก็บเช็ดล้างให้จนน่าโมโห จะเพิกเฉยใจก็ยังไม่แข็งพอที่จะทนเห็นมารดาเสียใจ

ยิ่งถ้าบิดารู้เรื่องนี้เข้า คนที่เดือดร้อนคงไม่พ้นคนเป็นแม่อีกตามเคย

อะไรไม่ได้ดังใจก็เอามาลงที่ภรรยาตัวเองกับลูกสาวอย่างเธอนี่ไง พอเธอไม่อยู่แม่เลยต้องรับไปเต็มๆ

ถึงได้อยากให้ท่านย้ายออกมาอยู่ด้วยกัน แต่ความพยายามของเธอไม่สัมฤทธิ์ผลสักที

‘ถ้าแม่ไปแล้วพ่อกับน้องจะอยู่ยังไง’

วนิษาพรูลมหายใจที่อัดแน่นออกอย่างอึดอัดเมื่อหวนนึกถึงเรื่องนี้ ในฐานะลูกของแม่แล้วสิ่งที่ท่านพูดมาเธอเข้าใจทุกอย่าง ยอมรับว่าตัวเองเห็นแก่ตัวมากพอถึงได้เดินออกมาจากบ้านหลังนั้นได้สำเร็จ

ถ้าไม่ตัดสินใจออกมาในวันนั้น วันนี้ก็คงต้องทนกินน้ำใต้ศอกเหมือนเดิม

“คุณมีนครับ...”

วนิษาดีดตัวขึ้นจากที่นั่งทันทีที่เห็นว่าชาลีเดินกลับเข้ามาพร้อมกับกระเป๋าของเธอ ส่วนมืออีกข้างคล้ายกับหิ้วกล่องปฐมพยาบาลติดมาด้วย

ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมารอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกลายเป็นความแห้งเหือดเมื่อเห็นว่ามีคนเดินตามหลังชาลีมาด้วย

ปรินทร์…

อยากจะกรีดร้องให้รู้แล้วรู้รอดเมื่อต้องเจอกับผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง นึกตงิดอยู่ในใจตั้งแต่แรกที่เห็นชาลีแล้ว แต่ตอนแรกเธอคิดว่าชายหนุ่มทำงานเกี่ยวกับด้านรักษาความปลอดภัย การจะรับงานนอกก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป