บทที่ 13 13
เกิดความเงียบในชั่วขณะหนึ่ง กระทั่งชาลีเป็นฝ่ายกระแอมไอแล้วเปิดคลิปจากโทรศัพท์ให้หญิงสาว
“จากที่ผมเช็กดู เหมือนน้องชายคุณมีนมีเพื่อนขับรถเข้ามารับ ส่วนกระเป๋ามีคนเจอว่าตกอยู่ใกล้ๆ กับแถวที่เกิดเรื่อง”
“ขอบคุณค่ะ” วนิษารับกระเป๋ามาจากชาลีพยายามสนใจแต่ผู้สนทนาด้วยเท่านั้น แต่พอลองตรวจค้นดูข้าวของในกระเป๋าดูแล้วกลับไม่พบของสำคัญ
“ไม่มี...” ยังไม่ทันที่จะเอ่ยปากถาม สายตาเธอก็เหลือบไปเห็นว่ากุญแจรถตัวเองอยู่ในมือของปรินทร์ วนิษาขมวดคิ้วกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
“ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ” ปรินทร์พูดแค่นั้นลูกน้องคู่ใจอย่างชาลีก็ปลีกตัวออกไปอย่างเงียบๆ ปล่อยให้เธออยู่ตามลำพังกับผู้ชายมากเล่ห์
วนิษาได้แต่แค่นหัวเราะอยู่ในลำคอ เชื่อแล้วว่าบนโลกใบนี้ไม่มีใครที่จะยอมยื่นมือช่วยเหลือเราได้ฟรีจริงๆ
“ทำไมมองผมแบบนั้น?”
“คงเพราะคุณเป็นพวกไม่น่าไว้ใจมั้งคะ”
“วางใจเถอะ ผมไม่ได้มีรสนิยมบังคับขืนใจใคร” ปรินทร์ลอบยิ้มกับการโดนดวงตาคู่กลมตวัดใส่แบบไม่ปิดบัง ส่วนเขานั้นคว้ากล่องยามาวางไว้บนตัก “ชาลีบอกว่าคุณได้รับบาดเจ็บ มานั่งนี่สิ”
“…” คนเจ็บตัวมองคนพูดที่ใช้มือตบเบาะด้านข้างเหมือนเราสนิทสนมกันอย่างไรอย่างนั้น
“เดี๋ยวผมทำแผลให้”
“ไม่เป็นไรค่ะ เกรงใจ” วนิษาหลุบมองกุญแจรถที่ยังอยู่กับชายหนุ่ม เธอไม่โง่พอที่จะแข็งข้อกับปรินทร์ในตอนนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเชื่อฟังเขาทุกอย่าง
“มีนทำแผลเองน่าจะสะดวกกว่า”
“แน่ใจ?” คนเจ้าเล่ห์นึกขันเมื่อความหวังดีถูกปัดตก ตั้งแต่เจอกันเขาโดนเธอปฏิเสธไปกี่ครั้งแล้วนะ
“มีนทำเองได้ค่ะ” หญิงสาวยืนกรานเสียงแข็ง แต่พอรู้ว่าเผลอตัวจึงรีบปรับโทนเสียง “ขอกล่องยาได้ไหมคะ”
ปรินทร์มองเห็นความรั้นของอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด ยอมส่งกล่องยาที่ว่านั่นให้ก่อนที่เจ้าตัวจะรับไปเปิดดูอุปกรณ์แต่ละอย่างแล้วเริ่มลงมือทำความสะอาดแผล
วนิษาพยายามไม่สนใจต่อสายตาอีกฝ่าย เพราะตำแหน่งของแผลอยู่เหนือข้อศอกด้านหลังเลยทำให้การทำแผลค่อนข้างทุลักทุเลไปสักหน่อย
แต่สุดท้ายการทำความสะอาดเบื้องต้นก็เสร็จสิ้น ออกมาใช้ชีวิตคนเดียวตั้งหลายปีเรื่องแค่นี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครหรอก
“คุณปรินทร์มีเรื่องอะไรจะคุยกับมีนเหรอคะ” หลังจากจัดการตัวเองเรียบร้อย ก็ตรงเข้าประเด็นไม่คิดรีรอแต่อย่างใด “อยากรีบคุยรีบกลับน่ะค่ะ”
“เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในสถานที่ของผม”
ท่าทีของปรินทร์ดูจริงจังผิดกับการเจอกันครั้งก่อนแบบลิบลับ ทำเอาวนิษาซีเรียสขึ้นมาหนึ่งระดับลางสังหรณ์ร้องเตือนว่ามีเรื่องบางอย่างที่อาจส่งผลเสียกับเธอ
“ผู้ชายคนนี้คือน้องชายคุณหรือเปล่า” ดวงตากลมหลุบมองรูปที่ชายหนุ่มเลื่อนมาตรงหน้ากัน ขนาดมองแบบผ่านๆ ก็จำได้ทันทีว่าคนที่อยู่ในรูปคือวศพล
“ผมไม่อยากปรักปรำใครโดยไม่มีหลักฐาน คุณลองดูก่อนแล้วกัน เผื่อว่าอาจจะเป็นแค่คนหน้าคล้าย”
ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมาปรินทร์กลับวางรูปอีกหลายๆ ใบขึ้นมาสมทบ รวมถึงคลิปที่เหมือนจะมาจากกล้องวงจรปิด ซึ่งเธอรับไปดูด้วยความรู้สึกที่หวาดระแวง และมันก็เป็นไปตามที่กังวลจริงๆ เมื่อเหตุการณ์ในคลิปนั้นคือการทะเลาะวิวาท
“ค่ะ เขาเป็นน้องของมีนเอง” วนิษายอมรับไปตามตรง แม้ไม่อยากตีตนไปก่อนไข้แต่ยอมรับว่าตอนนี้ความเครียดเต้นตุบๆ อยู่ในหัวเต็มไปหมด
ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรกอีกแล้ว
“เขาก่อความวุ่นวายและสร้างความเสียหายในคลับของผม” แน่นอนว่าการทำธุรกิจพวกนี้มีเกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่ถ้าเหล้าเข้าปากแล้วไม่สามารถคุมสติหรือพฤติกรรมของตัวเองได้ สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น นั่นก็แปลว่าคนผู้นั้นยอมรับในผลที่จะตามมาทีหลัง
มองจากตรงนี้ปรินทร์เห็นความเคร่งเครียดผ่านทางสีหน้าของวนิษาอย่างเห็นได้ชัด ปกติแล้วเรื่องพวกนี้เขาปล่อยให้ทางศักดิ์ธรเป็นคนจัดการไป หรือถ้ามันเลยเถิดเกินไปชาลีจะลงมาดูแลในเคสนั้นเอง
แต่ที่ปรินทร์ลงมาเล่นเองในครั้งนี้อาจจะเพราะมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้หญิงตรงหน้า
“หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทคือค่าเสียหายที่น้องชายคุณยังไม่เคลียร์ให้ผม ส่วนนี่คือบิลค่าซ่อม”
ก่อนหน้านี้ก็ห้าหมื่น ตอนนี้มีเพิ่มมาอีกแสนห้า!
จำนวนเงินนั้นทำเอาวนิษานิ่งงัน รับบิลกระดาษค่าความเสียหายมาดูแล้วก็วางไว้ที่เดิม ทั้งหูทั้งสมองเบลอไปชั่วขณะกับวีรกรรมที่น้องชายตัวเองก่อเอาไว้ ความรู้สึกในนาทีนี้มันปะปนกันเต็มไปหมด ทั้งตกใจ เสียใจ รวมถึงโกรธจนแทบบ้า!
เรื่องนี้วศพลผิดเต็มประตูแน่นอน แต่วนิษาเชื่อว่าสิ่งที่หล่อหลอมให้น้องชายเป็นแบบนี้ส่วนหนึ่งมาจากการเลี้ยงดู ตั้งแต่เล็กมันแทบไม่เคยโดนขัดใจ ไม่เคยต้องเจอกับความลำบาก ไม่ว่าจะทำอะไรผิดมักมีคนกางปีกปกป้องเสมอมา
แน่นอนว่าเจ้าของปีกนั้นไม่ใช่เธอ และไม่คิดจะเป็นให้ด้วย!
“มันอาจจะฟังดูเห็นแก่ตัวไปหน่อย” วนิษาที่เพิ่งควานหาเสียงตัวเองเจอเลื่อนสายตาสานสบกับคนตรงหน้า
“แต่เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับมีน ถ้าคุณปรินทร์จะเรียกค่าเสียหายก็เรียกกับเขาได้เต็มที่เลยค่ะ”
หญิงสาวหน้าร้อนผ่าวเมื่อฝ่ายเจ้าหนี้หัวเราะขึ้นมาราวกับเป็นเรื่องขบขัน
“ที่จริงน้องชายคุณนัดเคลียร์ค่าเสียหายวันนี้ แต่คนของผมรายงานว่าพอถึงเวลาจู่ๆ ก็ติดต่อเขาไม่ได้” ปรินทร์ยอมรับว่าแปลกใจกับวนิษาพอสมควร ซึ่งเขาไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องเห็นแก่ตัวแต่อย่างใด ในเมื่อเธอไม่ได้เป็นคนทำผิด แล้วทำไมต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ได้ก่อ?
