บทที่ 15 15

ปรินทร์บิดกายคลายความปวดเมื่อย บอกให้ตั้งใจขับรถอย่าขับเร็วก็จริง แต่ก็ไม่คิดว่าหญิงสาวจะขับช้าชนิดที่ว่าเขาสามารถใช้ระยะเวลานี้ไปกลับกรุงเทพฯ - ชลบุรีได้เกือบหนึ่งรอบ

“ชาลี” เขารู้ว่าคนสนิททรมานไม่ต่างกัน “กลับไปที่คลับ”

ตอนแรกชาลีนิ่งไปพักหนึ่งแต่ก็ยอมหักพวงมาลัยรถ เลี้ยวกลับไปทางเดิมหลังจากที่ขับแยกจากวนิษา ทำงานกับปรินทร์มาหลายปีก็จริงแต่บางครั้งเขาก็เดาใจนายตัวเองไม่ถูกเหมือนกัน

การที่ลงทุนให้ขับรถตามมาส่งวนิษาถึงที่ มันก็แปลได้กลายๆ ว่านายกำลัง ‘สนใจ’ ผู้หญิงคนนั้นจริงๆ แต่จะสนใจในแง่ไหนอันนี้เขาก็ตอบไม่ได้

“สืบตารางงานของวนิษาไว้ด้วย” ปรินทร์ใช้กำลังทุบหลังตัวเองเบาๆ คลายความปวดเมื่อย ตั้งใจจะพักสายตาสักยี่สิบนาทีแต่โทรศัพท์กลับแจ้งเตือนเสียก่อน

XXX : ส่งรูปภาพ

XXX : สีไหนเหมาะกว่ากัน?

เป็นข้อความจากผู้หญิงคนหนึ่งที่ส่งทั้งรูปภาพรวมถึงขอความคิดเห็นจากเขา มุมปากหยักโค้งขึ้นเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายส่งสติกเกอร์ตามมาอีกหลังจากข้อความขึ้นโดยอัตโนมัติว่าถูกอ่านแล้ว

XXX : ขาวดูบริสุทธิ์ไปมะ ครีมดูอบอุ่นดี แต่เทาก็น่าเหมาะสุด แต่กลัวอึมครึมไปนิด

XXX : อย่าเอาแต่อ่าน ตอบด้วยค่ะ!

“ไม่ส่งให้มันเลือกเองวะ” ปรินทร์พึมพำกับตัวเองเบาๆ ส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนใช้ปลายนิ้วกดดูรูปที่อีกฝ่ายส่งมา ในฐานะที่เขาเป็นคนใกล้ชิดกับมันมากที่สุด

ขอตอบเลยว่ามันเลือกสีดำ ซึ่งไม่มีอยู่ในตัวเลือกนี้

Prin : เทา

XXX : แต๊งกิ้วจ้า

Prin : นอนได้แล้ว

ชายหนุ่มกดล็อกพร้อมกับคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ ความคิดหลายอย่างไหลกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง ไม่ว่าจะทบทวนอีกสักกี่รอบคำตอบของเขาก็ยังชัดเจนเหมือนเดิม

“ชาลี”

“ครับ” คนรับหน้าที่ขับรถขานรับทันที

“ขอไม่เกินพรุ่งนี้” การ์ดโฮลเดอร์แบรนด์ดังถูกหยิบออกจากกระเป๋ากางเกง ปลายนิ้วหนาไล้มันเบาๆ พลางใช้ความคิด จากที่ตอนแรกจะไม่อะไรแล้ว แต่ดูเหมือนเขาอาจจะต้องทำอะไรสักอย่าง

“…”

“ตารางงานของผู้หญิงคนนั้น”

ขากลับใช้เวลาไม่นานก็กลับมาถึงที่ซุกหัวนอนในช่วงนี้ ปลายเท้าของปรินทร์ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็น ‘กฤช’ ยังอยู่ที่นี่ไม่ได้กลับบ้านอย่างที่คิด

แปลได้ว่ามัน ‘จงใจ’ หลีกหนีจากความวุ่นวาย ซึ่งปรินทร์พอจะเดาออกว่าอะไรที่เป็นสาเหตุทำให้มันหนีมาเบียดเบียนน้องชายอย่างเขา

ถึงกับหอบงานมาทำด้วยมันคงไม่ได้คิดจะอยู่แค่คืนเดียว ไม่รู้ว่าคนที่มันตั้งใจหนีมารู้แล้วหรือยัง แต่ดูจากรูปการณ์แล้วเหมือนจะยังไม่รู้

“มึงไปไหนมา”

คนเป็นพี่ถามขึ้นหลังจากที่เขาทิ้งตัวลงบนโซฟา ที่กฤชนั่งทำงานอยู่ชั้นนี้แทนที่จะเป็นห้องนอนตัวเอง แปลว่ามันรู้ทันว่ายังไงเขาต้องกลับมาที่คลับไม่ใช่หรือไง

“ไม่ใช่ว่ามึงรู้อยู่แล้วเหรอ” ปรินทร์หัวเราะในลำคอ ไอ้เวรนี่หูตามันเป็นสับปะรดแต่เสือกหลอกตั้งคำถามปัญญาอ่อนกับเขา

กฤชวางมือจากงานแล้วหมุนเก้าอี้ไปทางคนอายุน้อยกว่า นัยน์ตาคมเข้มหรี่มองน้องชายที่จ้องตาอยู่ก่อนแล้ว สุดท้ายกลายเป็นกฤชที่ถอนหายใจเฮือกใหญ่

“คิดจะทำอะไร”

แม่งรู้! ซึ่งไม่แปลกเพราะคนเดียวในโลกนี้ มีแค่มันที่รู้ไส้รู้พุงเขาทุกอย่าง แต่เขาหน้าด้านพอที่จะไม่ยอมรับเสียอย่าง

“กูจะทำอะไร” ปรินทร์เล่นลิ้นตามสเต็ป

ส่วนกฤชแค่นหัวเราะกับคำตอบที่ได้รับ แค่เรื่องงานก็อัดแน่นเต็มจนแทบขยับตัวไปไหนไม่ได้ แต่ยังต้องมารับมือกับสิ่งมีชีวิตที่น่ารำคาญอีก

สิ่งที่กฤชเกลียดที่สุดคือคนประเภทพูดไม่รู้เรื่อง และสองคือพวกที่ยอมเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อแลกกับความสุขของคนอื่น

“หรือเพราะเด็กนั่นเคยชอบกู?” คนเป็นพี่หรี่ตาลงหลังจากที่พ่นวาจา ทว่าไอ้ตัวดีมันยังเฉยเหมือนไม่ได้รู้สึกกระทบกระเทือนอะไร

นั่นแหละที่แปลก ปกติมันใช่พวกอยู่นิ่งที่ไหน

“กูจะบอกอะไรให้” ปรินทร์เปลี่ยนท่านั่งหันมาประจันหน้ากับพี่ชายที่กำลังทำตัวเหมือนผู้พิพากษา “ตอนนี้น้องมันก็ยังชอบมึง ส่วนกู...ไม่ได้อะไรกับน้องมันเลย”

“กูก็ไม่ได้อะไรกับเด็กนั่น” กฤชย้ำชัดและเขาคิดว่าตัวเองย้ำไม่ต่ำกว่าสี่รอบ มนุษย์ที่มีมันสมองทั่วไปฟังรอบเดียวก็รู้เรื่องแล้ว

“...”

“อย่าทำให้เป็นเรื่องยาก” กฤชขบกรามแน่นเมื่อน้องชายไม่มีท่าทีเปลี่ยนใจแม้แต่น้อย “ไอ้สัตว์! ทำไมต้องเป็นกูวะ!”

“มึงเป็นพี่ไง” ปรินทร์หลุดยิ้มกับคำสบถของพี่ชาย คนที่ทั้งโลกมีแต่สีเทาอย่างมันควรได้รับสีสันเข้าไปในชีวิตบ้าง “เป็นมึงทางนั้นเขาน่าจะโอเคกว่า”

“หมอก” เจ้าของชื่ออย่างปรินทร์นิ่งไปชั่วขณะเมื่ออีกฝ่ายเรียกเขาด้วยสรรพนามนั้น “มึงแน่ใจแล้วใช่ไหม”

“เออ” ปรินทร์ตอบรับในทันที ริมฝีปากหนายกยิ้มส่งให้พี่ชาย การที่ได้เห็นสีหน้าของกฤชขมวดมุ่นคล้ายในหัวมันตีกันยุ่งเหยิง ทำให้ปรินทร์รู้ว่าอย่างน้อยตัวเองเดินมาถูกทาง

“คิดว่ากูเป็นพวกเสียสละหรือไง”

หากเลือกแล้วจะย้อนกลับมาแก้ไขอะไรไม่ได้ เรื่องนี้ปรินทร์รู้ดีแก่ใจ แต่ไม่ว่าจะให้คิดทบทวนดูอีกกี่รอบ คำตอบก็ยังเหมือนเดิม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป