บทที่ 17 17

วนิษาสอนมารดาเรื่องการใช้งานโทรศัพท์อยู่ราวๆ สิบนาทีท่านก็เริ่มเข้าใจแล้วเริ่มสนุกกับมือถือเครื่องใหม่ ก่อนหน้าที่จะนำมาให้เธอจัดการโหลดทั้งแอปฯ ซื้อเพลงที่แม่ชอบไว้ให้หมดเสร็จสรรพ

“แม่มีอะไรหรือเปล่าคะ” รู้สึกว่าท่านมองหน้าเธออยู่พักใหญ่แล้ว

พอลูกเปิดช่องว่างให้ถาม คนสูงวัยจึงไม่รีรอ “ช่วงนี้มีนมีปัญหาชีวิตหรือเครียดๆ อะไรหรือเปล่า”

“ไม่นี่คะ” หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธพลางขมวดคิ้วข้องใจ ถ้าเป็นเรื่องของวศพลเธอไม่เคยหยิบมาใส่ใจ

ถ้าจะเครียดก็มีแค่เรื่องงานตัวเองกับเรื่องที่คนเป็นแม่ไม่ยอมย้ายออกไปอยู่ด้วยกันมากกว่า

“หลายอาทิตย์ก่อนทัพแวะมาถามแม่ว่าติดต่อมีนได้หรือเปล่า” พิไลหยั่งเชิงถาม “ทะเลาะกันเหรอ”

วนิษานิ่งไปพักหนึ่ง สารภาพตามตรงว่าเธอลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ

“เลิกกันแล้วค่ะ”

“งั้นเหรอ” ท่านดูตกใจไปชั่วขณะแต่สักพักก็ยื่นมือมาลูบหัวไหล่เธอเบาๆ ราวกับปลอบโยน “แล้วหนูโอเคหรือเปล่าลูก”

“โอเคสิคะแม่” ระยะเวลาที่คบหากับวาทิตไม่ใช่เวลาน้อยๆ ไม่แปลกเท่าไรหากคนเป็นแม่จะดูเป็นห่วงจนความกังวลฉายบนใบหน้าแบบนี้ “เลิกกันไปเป็นเดือนแล้ว อีกอย่างตอนนี้มีนแฮปปีมากเพราะงานรุมสุดๆ”

อยู่นั่งคุยเรื่องสัพเพเหระสักพักวนิษาก็โดนแม่เตือนว่าอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงบิดาน่าจะกลับถึงบ้าน แม้ใจยังอยากอ้อนแม่ต่ออีกสักนิด แต่ก็ไม่อยากทำให้ท่านไม่สบายใจจึงจำต้องกอดลาพร้อมกับสัญญาว่าจะมาหาบ่อยๆ

ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะเดินพ้นรั้วประตู กลับมีรถคันหนึ่งที่ยังคงเป็นสิ่งคุ้นตาตัวเองเคลื่อนตัวมาจอดตรงหน้า หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ตัดสินใจยืนนิ่งอยู่กับที่ จะให้เดินหนีมันก็ยังไงอยู่

“สวัสดีค่ะ” วนิษายกมือไหว้บิดาที่แสดงออกถึงความไม่ชอบใจเมื่อเจอหน้ากัน คิ้วที่ขมวดมุ่น สายตาเหยียดหยัน รวมไปถึงริมฝีปากที่เหยียดยิ้ม

“มาทำไม” นั่นคือคำถามจากคนเป็นพ่อ ซึ่งก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายเท่าไรนัก

ท่านเกลียดคนจำพวกที่พยายามออกนอกกรอบที่ตัวเองตีไว้ เกลียดการที่ต้องมานั่งตอบเพราะไม่เคยมีใครกล้าตั้งคำถามกับเขามาก่อน

ใช่...คนที่ว่าก็คือเธอยังไงล่ะ

“มีนผ่านร้านก๋วยเตี๋ยวลุยสวนเจ้าดัง เลยซื้อแล้วแวะเอามาให้ค่ะ”

“คิดว่าฉันจะกินของที่มาจากเงินของแกงั้นเหรอ?”

ตั้งแต่วันที่เธอตัดสินใจก้าวขาออกจากบ้านหลังนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับบิดาก็เหมือนจะต่อไม่ติด จากเดิมที่เข้าขั้นแย่อยู่แล้ว

“พ่อไม่กิน แต่คนอื่นเขากินนี่คะ”

“ยัยมีน!” คนเป็นพ่อดูโกรธจัดจนหน้าบูดเบี้ยว

พอเห็นแบบนั้นแล้ววนิษาจึงยอมยกธงขาวเพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด

“มีนจะกลับแล้วค่ะ พ่อก็อย่าหัวร้อนนักเลยเดี๋ยวความดันจะขึ้น”

วนิษากระชับสายสะพายกระเป๋า ผ่อนลมหายใจอันหนักหน่วงตามเสียงที่ไล่จากด้านหลัง หากเป็นเมื่อก่อนความน้อยใจคงแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย ขอบตาก็คงร้อนผ่าวใกล้จะปริ่มออกอยู่รอมร่อ

แต่ตอนนี้ไม่เป็นแบบนั้น จะบอกว่าชินก็คงไม่ใช่ สงสัยความแข็งแรงของหัวใจมันไต่ระดับขึ้นกระมัง มันรู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดได้

“อ้าวมีน แวะมาหาน้าพิไลเหรอ”

คนโดนเรียกชะงักปลายเท้า ไม่รู้ว่าเพราะมัวแต่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยหรือเปล่าถึงไม่ทันได้สังเกตว่าใกล้ๆ กับบริเวณที่จอดรถตัวเองไว้มีผู้ชายสองคนยืนคุยกันอยู่

หนึ่งในนั้นคือพี่พฤกษ์ พี่ชายต่างมารดาคนที่เป็นฝ่ายเอ่ยทักกันเมื่อครู่ ส่วนอีกคนก็อดีตคนรักอย่างวาทิต

“เอาของโปรดมาฝากแม่น่ะค่ะ” วนิษาไม่มีปัญหาอะไรกับพี่ชายคนโต แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นสนิทสนมจนสามารถพูดกันทุกเรื่องได้อย่างสบายใจ

“กลับเลยเหรอ ไม่อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันก่อน?”

“มีนมาตั้งแต่บ่ายแล้วพี่พฤกษ์” ขืนเธออยู่กินข้าวเย็นด้วย บรรยากาศในบ้านคงเต็มไปด้วยความคุกรุ่น

“อีกอย่างเย็นนี้มีนมีนัดกับเพื่อนด้วย”

“โอเค เอาไว้ครั้งหน้าแล้วกัน ขับรถกลับดีๆ นะ” หญิงสาวพยักหน้ายิ้มรับไม่คิดเผื่อแผ่ให้ใคร ส่วนพฤกษ์หันไปหาเพื่อนที่ยังยืนนิ่งไม่ขยับ

วนิษาไม่นึกสนใจใคร ตอนนี้เธออยากกลับห้องไปเคลียร์งานที่เหลือ จากนั้นก็จะนอนให้ฉ่ำปอดไปเลย แต่ยังไม่ทันที่จะเปิดประตูรถขึ้นไปนั่ง น้ำเสียงตัดพ้อชวนน่ารำคาญใจกลับดังขึ้นจากด้านหลัง

“ที่บอกว่ามีนัดกับเพื่อน ใช่ผู้ชายที่มีนคุยด้วยคืนนั้นหรือเปล่า”

หันกลับไปก็ไม่ผิดแผกไปจากที่คิด วาทิตที่ยืนกอดอกโดยใช้สายตามองกันราวกับกำลังตำหนิ ยิ่งเห็นอากัปกิริยานั้นแล้วมันยิ่งทำให้เธอนึกขัน

นี่เขาลืมอะไรไปหรือเปล่า?

“เกรงว่ามันไม่ใช่เรื่องของพี่นะคะ” วนิษาว่าเสียงกลั้วหัวเราะก่อนจะส่ายศีรษะอย่างระอาใจ

“เราจะปล่อยให้มันจบแบบนี้จริงดิ ไม่คิดจะคุยกับพี่เลยใช่ไหม” ชายหนุ่มขบกรามแน่นเมื่อได้รับความหมางเมิน เขาคว้าข้อมือบางไว้ทันท่วงที แต่คนตัวเล็กกลับสะบัดหลุดภายในเสี้ยววินาที

วาทิตแค่นยิ้มใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม ก่อนเอ่ย “เพราะมีนเป็นแบบนี้ไง เอาแต่หนีปัญหาไม่กล้าเผชิญหน้ากับมัน”

เจ้าของร่างบางถึงกับหันหลังขวับ ความคุกรุ่นแล่นขึ้นเป็นริ้วๆ จนต้องพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ให้ระเบิดหน้าบ้าน รอจนแน่ใจว่าตัวเองอารมณ์เย็นพอแล้วถึงค่อยย้ำชัดให้อดีตคนรักซึมซับอีกสักครั้ง

“ข้อแรกเลยนะ มีนไม่ได้หนีปัญหา แค่อยากออกจากสภาพแวดล้อมที่ส่งผลลบกับใจตัวเอง ข้อสองเรื่องระหว่างมีนกับพี่มันจบไปแล้ว จบลงตั้งแต่วันที่พี่เปิดรับอีกคนเข้ามา”

นอกจากคนในครอบครัว วาทิตถือเป็นผู้ชายคนแรกที่เธอสนิทสนมและไว้ใจจนระบายเรื่องราวต่างๆ ให้เขาฟัง แต่วันนี้เขากลับหยิบเรื่องละเอียดอ่อนขึ้นมาทับถมเธอ

เพียงเพราะอยากเอาชนะ?

บทก่อนหน้า
บทถัดไป