บทที่ 19 19

มันน่าขันก็ตรงที่วาทิตดูจะตกใจสุดขีดเมื่อเห็นว่าเธอปรากฏตัวที่บ้าน แต่ที่ตลกร้ายกว่าก็คือต่อหน้าคนอื่นเขายังเป็นสุภาพบุรุษเป็นแฟนที่ดีต่อรัญชนา

แต่เมื่อลับตาผู้คนชายหนุ่มกลับรีบเข้าหาเธอพร้อมบอกว่าจะอธิบายเรื่องทุกอย่างอีกที ซึ่งเธอมองว่าทุกอย่างที่เห็นและได้ยินมันชัดเจนมากพออยู่แล้ว

‘ไม่ต้องอธิบาย จบกันแค่นี้

วนิษาคิดว่าไม่มีเหตุผลอะไรให้ทน เธอเลือกหักดิบความรู้สึกตัวเองด้วยการตัดขาดกับวาทิต แน่นอนว่าความเสียใจถาโถมเข้ามาจนชีวิตปัดเป๋ไปพักหนึ่ง

ใช่...คืนวันนั้นไง ที่นึกอยากจะลองมี one night sthund ขึ้นมา

ที่วนิษายังรักษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับวาทิตมาตลอดสี่ปีเป็นเพราะอยู่กับเขาแล้วเกิดความสบายใจ แต่พอมีเวลาคิดทบทวนแล้วเธอเพิ่งค้นพบว่าอันที่จริงระยะหลังระหว่างเรามันมีความอึดอัดก่อเกิดขึ้นเป็นเส้นจางๆ ในความสัมพันธ์

มันอาจจะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่เธอตัดสินใจออกจากบ้านตัวเองกระมัง จากคนที่เคยเห็นหน้ากันตลอดได้คุยกันเกือบทุกวัน พอไม่ได้อยู่ใกล้กันเลยทำให้การติดต่อเริ่มทิ้งห่างจากเดิมจนกลายเป็นความเคยชิน

แต่คนรักที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน หรือแม้กระทั่งอยู่คนละประเทศก็ยังสามารถประคองความสัมพันธ์ตลอดรอดฝั่งก็ถมเถไป มองว่าของแบบนี้ไม่ได้อยู่กับระยะห่างหรอกแต่อยู่ที่ใจคนมากกว่า

วนิษาออกมาใช้ชีวิตข้างนอกตั้งแต่ช่วงที่กำลังจะเข้ามาหาวิทยาลัย เหตุผลก็เพราะเธอไม่อยากทนใช้ชีวิตเหมือนกับมารดาก็เท่านั้น

ท่านเคยมีหน้าที่การงานที่ดี แต่จู่ๆ ก็ออกจากงานมาเลี้ยงลูกอยู่บ้าน ตอนนั้นอาจเพราะวนิษายังเด็กเลยไม่ได้นึกสงสัยอะไร แต่เพิ่งมารู้ทีหลังว่าบิดาขอให้ท่านออกมาช่วยดูแลบ้านจะได้ไม่ต้องจ้างคนอื่นมาทำความสะอาด

ตั้งแต่ที่เริ่มมีความคิดความอ่านก็มักจะตั้งคำถามเสมอมา ทำไมงานบ้านถึงไม่ช่วยกันทำ ทำไมมีแค่เธอกับมารดาที่ต้องคอยทำหน้าที่นี้ ทั้งๆ ที่กินด้วยกันใช้ของด้วยกันแต่กลับผลักภาระมาให้กันอย่างนั้น

‘ทำไมพี่พฤกษ์ไม่ต้องทำงานบ้าน ไม้ก็เอาแต่เตะบอลไม่เห็นพ่อจะว่า’

‘เพราะแกเป็นผู้หญิงไง หน้าที่พวกนี้ให้ผู้ชายทำได้ยังไง’

แล้วทำไมผู้ชายถึงทำไม่ได้ ในเมื่อก็มีมือมีเท้าเหมือนกัน คำถามนี้วนิษาไม่ได้เอ่ยปากถามคนเป็นพ่อ แต่เอาไปถามมารดาที่กำลังเตรียมกับข้าวอยู่ในเวลานั้น ทว่าท่านกลับเอาแต่ยิ้มแล้วบอกให้เธอขึ้นไปอาบน้ำ

เมื่อก่อนวนิษาเอาแต่น้อยใจว่าทำไมต้องเป็นเธอที่ถูกกีดกันแทบจะทุกอย่าง อยากเรียนพิเศษด้านวาดรูปก็โดนปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้เรียนด้านวิชาการ ในขณะที่พี่ชายรวมถึงน้องชายของเธอสามารถเลือกเรียนได้ตามใจชอบ

กระทั่งอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ ท่านก็ยอมตามใจส่งพี่ชายคนโตไปเรียนถึงอเมริกา

จำได้ว่าตอนนั้นตัวเองร้องห่มร้องไห้กับมารดา พร่ำบอกท่านว่าอยากเรียนในสายที่ตัวเองรัก แต่สุดท้ายคนเป็นแม่ก็พูดได้แค่ว่า

‘พ่อเขาหวังดีกับมีนนะลูก ตามใจพ่อเขาเถอะ’

นาทีนั้นวนิษาตระหนักได้ว่าหากตัวเองไม่ทำอะไรสักอย่าง อนาคตวันข้างหน้าคงไม่ต่างอะไรจากหุ่นเชิดที่ครอบครัวหวังอยากจะให้เป็นแน่ๆ

ในวันที่ต้องตัดสินใจเรื่องเข้ามหาวิทยาลัย วนิษาเลือกที่จะเปิดอกคุยกับทุกคนในครอบครัว แทนที่บิดาจะรับฟังเหตุผลแต่ท่านกลับใช้อารมณ์และออกคำสั่งเด็ดขาด พอเธอไม่ยอมทำตามท่านจึงออกปากด้วยวาจาที่ทำให้หัวใจคนเป็นลูกเจ็บปวดเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางใจ

‘ถ้าปีกกล้าขาแข็งนักก็ออกไปเลย! เก่งนักก็ไปใช้ชีวิตข้างนอก! แล้วใครหน้าไหนก็อย่าได้เสนอหน้าช่วยมัน!’

วนิษาไม่ปฏิเสธว่าตัวเองหน้าตาดีเป็นทุนเดิม พอเข้ามหาวิทยาลัยเธอได้รับทาบทามให้ช่วยเป็นนางแบบในการถ่ายโพรโมตให้ทางคณะที่เรียน 

พอเป็นที่รู้จักในคณะก็เริ่มเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง คนติดตามในช่องทางโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

วนิษาเป็นนางแบบรับถ่ายงานสินค้าทั่วไป แต่ส่วนมากเน้นรับเสื้อผ้าตามร้านในอินสตาแกรมรวมถึงรีวิวของต่างๆ ดูเหมือนเป็นอาชีพที่ง่ายๆ แต่ก็สร้างความปวดหัวให้เธอพอสมควร แต่เทียบกับจำนวนเงินแล้วถือว่าคุ้มค่า

เป็นงานสุจริตที่ทำให้เธอเลี้ยงตัวเองได้จบเรียนจบ แต่มันดันเป็นสิ่งที่บิดาแสดงออกถึงความรังเกียจ เพียงเพราะเธอไม่ยอมสอบเข้าราชการอย่างที่ท่านต้องการ

มันคือชีวิตและอนาคตของเธอ เพราะงั้นคงไม่ผิดหากวนิษาจะเลือกเส้นทางเดินของตัวเอง

เสียงกุกกักๆ ดังอยู่หน้าประตูก่อนที่มันจะถูกปลดล็อกแล้วถูกเปิดเข้ามา เมวิกามาพร้อมกับกล่องพัสดุกล่องใหญ่ สิ่งที่อยู่ในนั้นคงเป็นของที่เธอต้องรีวิวตามคิวที่ผู้จัดการคนสวยลงไว้ให้

ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเมวิกาเปรียบเสมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ถ้าไม่มีเพื่อนคนนี้ชีวิตเธอก็คงมาไม่ถึงจุดนี้เหมือนกัน

“ทะเลาะกับพ่อมาอีกเหรอ” เมวิกาเห็นสภาพเพื่อนที่นอนหมดอาลัยตายอยากบนโซฟาแล้วเกิดความอนาถใจ

“เปล่า” เจ้าของห้องที่นอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยตอบเสียงเนือย กลับจากบ้านทีไรเหมือนโดนดูดพลังงานจนหมดตัวทุกที “แค่ลับฝีปากกันนิดหน่อย”

“แล้วแม่เป็นไงบ้าง” เมวิกาเคยเจอครอบครัวของเพื่อนอยู่ไม่กี่ครั้ง ฝ่ายพ่อค่อนข้างเป็นคนหัวโบราณแถมยังดูดุพอสมควร ส่วนคุณป้าพิไลเป็นคนใจดีไม่ค่อยมีปากมีเสียงเท่าไร

“เหมือนเดิม” วนิษาผ่อนลมหายใจเป็นรอบที่ร้อยแล้วกระมังกับความล้มเหลวในการพยายามโน้มน้าวใจให้ท่านออกมาอยู่กับเธอตามประสาแม่ลูก

จุดประสงค์ของเธอแค่อยากให้แม่อยู่แบบสุขสบายก็เท่านั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป