บทที่ 6 6

เพราะบาร์อยู่ชั้นสี่สิบเก้าจึงใช้เวลาสักพักกว่าลิฟต์จะมาถึงชั้นล่าง ความคุกรุ่นอัดแน่นเต็มอกเมื่อถูกทาบทามซึ่งหน้า โมโหไปหน่อยก็เลยลืมเดินไปบอกเกศราว่าจะกลับเลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นส่งไลน์บอกน้องแทน

จำได้ว่าเมวิกาจอดรถไว้ที่ลานจอดรถด้านนอก เหมือนต้องเดินผ่านล็อบบีเพื่อที่จะออกไปทางประตูใหญ่ อาจจะด้วยความง่วงหรือไม่ก็ตาแห้งจากคอนแทคเลนส์เลยส่งผลให้ปวดกระบอกตาเล็กน้อย จะมองป้ายบอกทางแต่ละทีต้องคอยเพ่งดีๆ นาทีนี้วนิษาต้องการวาร์ปไปโผล่ที่ห้องอยากอาบน้ำให้โล่งตัวแล้วกระโดดขึ้นเตียงเต็มแก่

ทว่า...ปลายเท้ากลับต้องมาชะงักเมื่อมีคนมายืนขวางทาง ยิ่งพอเห็นหน้าของคนที่ตั้งใจดักรอกันแล้วยิ่งทำให้ไฟที่เกือบจะมอดดับลงไปแล้วดันปะทุขึ้นมาอีก

นี่มันวันอะไรกัน!

วนิษาส่ายหน้าพร้อมกับหันปลายเท้าไปอีกทางทันที แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมจึงเร่งฝีเท้าเดินตีคู่ขึ้นมา อาจเพราะรู้จักกันมานานเธอถึงเบี่ยงตัวหนีทันก่อนที่เขาจะคว้าตัวเธอไว้ได้

“เดี๋ยวก่อนมีน” วาทิตตัดสินใจใช้ตัวเองขวางทาง เขาลงทุนเปิดห้องที่โรงแรมนี้เพราะรู้ว่าวนิษามีงานที่นี่ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้คุยกันสักที

“พี่โทรหาไม่ติด มีนบล็อกเบอร์พี่?”

“ใช่” วนิษาคิดว่ามันเป็นคำถามที่เหมือนลืมกลั่นกรองจากสมองอย่างไรอย่างนั้น “รู้แล้วก็ช่วยหลีกทาง”

วาทิตยกมือเสยผมลวกๆ หงุดหงิดกับท่าทีไม่สนใจของหญิงสาว ทั้งที่เขาพยายามจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ดูเหมือนวนิษาไม่เปิดใจรับฟังสักอย่าง

“เราต้องคุยกันมีน” เขากดเสียงต่ำ

“เราคุยกันเข้าใจตั้งแต่วันนั้นแล้วไง” เจ้าของร่างบางยกแขนหนีเมื่ออีกฝ่ายจะจับ ดวงตาเรียวรีจ้องหน้า ‘อดีต’ คนรักด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกเท่าไร

มีหลายๆ อย่างผุดขึ้นมาในใจ ณ เวลานี้

มันไม่หลงเหลือความเสียใจแล้ว มีแต่ความโกรธไปค่อนเกลียด ที่ผ่านมาเธอโดนสวมเขามาโดยตลอด ในวันที่เธอจมอยู่กับความเศร้าและต้องการเขา แต่วาทิตกลับไม่เคยอยู่เคียงข้างกันด้วยซ้ำ

“พี่ไม่ละ...”

“ถ้ายังมีความเป็นคนอยู่ก็สำนึกไว้ด้วยว่าตัวเองกำลังจะแต่งงาน!” คิดดูเอาแล้วกันว่าความรู้สึกของเธอจะเป็นยังไงเมื่อรู้ความจริงในทีแรก

โดนแทงข้างหลังไม่พอ พีกขั้นกว่าคือเขากำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงอีกคน โคตรจะตลกร้ายเลยว่าไหม

“มันไม่ใช่... / พี่ทัพ!”

วนิษาได้แต่แค่นหัวเราะเมื่อมีตัวละครมาเพิ่ม ที่น่าขำก็คือสีหน้าซีดเผือดของผู้ชายตรงหน้า มันเป็นคำตอบที่ค่อนข้างชัดว่าวาทิตแอบ ‘ว่าที่ภรรยา’ เพื่อมาดักรอเธอจริงๆ

“รู้ว่าผู้ชายเขากำลังจะแต่งงาน แต่ก็ยังหน้าด้านแอบนัดมาคุยกันแบบนี้น่ะเหรอ” มาถึงเจ้าตัวก็ฟาดวงฟาดงาใส่เธอท่าเดียว

“หวงมากทีหลังก็ล่ามไว้กับคอตัวเองสิ ไม่ใช่ปล่อยให้เพ่นพ่านวิ่งตามกลิ่นคนอื่น” วนิษายกยิ้มทั้งที่เท้ายังปักหลักอยู่กับที่ อีกอย่างเธอไม่ใช่พวกงอมืองอเท้าปล่อยให้คนอื่นมาชี้หน้าด่าปาวๆ หรอกนะ

“แล้วก็ช่วยหันหน้าไปถามคนของตัวเองด้วยว่าดึกป่านนี้มีเหตุผลอะไรถึงได้มาดักรอฉันแบบนี้”

แน่นอนว่าคำพูดของเธอเหมือนจุดชนวนขึ้นมา ผู้หญิงที่ชื่อรัญชนาถึงได้ดูโกรธจัดจนหน้าบูดเบี้ยว

“พี่ทัพ!” พอเอาเรื่องเด็กข้างบ้านอย่างวนิษาไม่ได้ก็หันไปลงไม้ลงมือกับชายหนุ่ม

“พี่แค่ลืมของไว้ที่รถ แล้วบังเอิญเจอกับมีน” วาทิตกลายเป็นผู้ชายอกสามศอกขึ้นมาทันทีเมื่อโดนคนรักจ้องแบบเอาเป็นเอาตาย

ยิ่งเห็นวนิษายิ่งอยากขอบคุณอะไรก็ตามที่หลุดพ้นจากผู้ชายคนนี้ เลื่อนสายตามองรัญชนาที่ยังคงจับจ้องกันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

“ไม่ต้องกลัวนะ” เธอว่าเสียงกลั้วหัวเราะ ปรายตามองอดีตคนรักด้วยความระอา “ยังไงฉันก็ไม่มีวันกลับไปหาผู้ชายที่เอาแต่หลบอยู่ใต้กระโปรงผู้หญิง” 

แค่นี้มันก็ชัดแล้วว่าแท้จริงวาทิตเป็นแค่ผู้ชายขี้ขลาดคนหนึ่ง เขาพร้อมที่จะโยนความผิดให้คนอื่นเพียงเพื่อเอาตัวรอดแบบหน้าด้านๆ

“พี่ทัพกลับไปรอที่ห้อง เตยจะคุยกับมันให้รู้เรื่อง” รัญชนาออกปากสั่งคนรัก เตรียมจะพุ่งเข้าใส่ศัตรูหัวใจ แต่วาทิตกลับคว้าแขนไว้ได้ทันก่อนที่เรื่องราวมันจะบานปลาย

ส่วนวนิษาได้แต่ยืนส่ายศีรษะ นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าศีลเสมอกัน

“โทษที พอดีฉันไม่มีอะไรจะคุยด้วย” คำว่าอย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือเป็นยังไง วนิษาเพิ่งเข้าใจอย่างแท้จริงก็วันนี้ “แล้วก็ช่วยสะกดคำว่ามารยาทนิดหนึ่งนะ...เป็นใครถึงได้มายืนจิกปากเรียกคนอื่นว่ามัน”

“แอบลักกินขโมยกินแบบนี้ ไม่ให้เรียกว่าชู้แล้วจะให้เรียกว่าอะไร”

“อย่าเรียกว่าชู้เลย” คนโดนปรามาสว่าเสียงกลั้วหัวเราะ “เพราะขนาดให้ฟรี ฉันยังไม่คิดจะรับ”

อะไรที่เป็นเนื้อร้ายวนิษาไม่ลังเลที่จะตัดทิ้ง คนที่ไม่เห็นค่าความรู้สึกที่เรามอบให้ไปอย่างวาทิต ไม่มีความจำเป็นต้องมานั่งเสียใจซ้ำซาก

“ขอตัวนะ”

วนิษาไม่รู้และไม่อยากสนใจด้วยว่าสองคนนั้นมีสีหน้าหรืออาการอย่างไรหลังจากที่เธอทิ้งท้ายไว้แบบนั้น แค่ยืนพ่นน้ำลายใส่ด้วยเมื่อครู่ก็นับว่าเสียเวลาชีวิตมากเกินไป เห็นทีคงต้องหาเวลาว่างทำบุญเสริมดวงหน่อยแล้ว ทั้งที่ไม่ใช่ปีชงแต่ช่วงนี้รู้สึกดวงตกจะทำอะไรก็ติดขัดไปหมด 

แต่ดูเหมือนความวุ่นวายสำหรับวันนี้จะไม่หมดง่ายๆ เพราะระหว่างทางที่จะเดินไปยังรถตัวเอง เงาของผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่สะท้อนผ่านกระจกรถยนต์นั้นทำเอาวนิษาต้องหยุดฝีเท้าแล้วหันไปบอกด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“คุณชาลี มีนพูดชัดเจนแล้วนะคะ ว่าไม่...” คล้ายกับคำพูดถูกกลืนหายกลับลงคอเมื่อคนที่สาดวาจาใส่นั้นไม่ใช่คุณชาลี

แต่เป็นปรินทร์!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป