บทที่ 1 ลูกไม้ตกใต้ต้น
กรุงเทพมหานครฯ
ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหาเสียงเพื่อเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศไทยหลังจากที่ท่านนายกคนปัจจุบันหมดวาระไปก็ต้องเลือกตั้งท่านนายกคนใหม่ของประเทศและตัวแทนของแต่ละพรรคก็ออกหาเสียงกันทุกเขต หัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคต้องไปช่วยลูกพรรคหาเสียงและปราศรัยนโยบายของพรรคว่าจะพัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชนยังไงปรับกลยุทธ์แข่งกับพรรคอื่นๆที่ต่างก็ระดมหาเสียงกันทุกวันและต้องเดินทางไปทุกจังหวัดในประเทศไทยที่สมาชิกของพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งของจังหวัดนั้นๆ
“วันพรุ่งนี้ท่านจะเดินทางไปจังหวัดอุตรดิตถ์มั้ยครับ” โกวิทคนสนิทของนายเตชทัช ภัทรกิจโภคินวัยห้าสิบแปดปีหัวหน้าพรรคมหาชนชาวไทยจะต้องไปช่วยลูกพรรคหาเสียงเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ
“ไปสิโก้ะ นายเตรียมรถแล้วบอกเจ้าจุลด้วยนะ” นายเตชทัชบอกคนสนิทให้บอกลูกชายของเขาที่ลงสมัครรับเลือกตั้งส.สครั้งแรกเขตสามย่านและออกหาเสียงทุกวันตระกูลภัทรกิจโภคิน เป็นตระกูลเก่าแก่ที่เล่นการเมืองมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวดจนมาถึงยุคของเตชทัชที่ลงเล่นการเมืองตามรอยพ่อและเขากำลังส่งเสริมลูกชายคนรองให้เจริญรอยตามส่วนลูกชายคนโตนั้นจัดการเรื่องธุรกิจค้าเหล็กและผลิตวัตถุดิบกลุ่มทองแดง ขดลวด ผลิต ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า สายไฟ หลอดไฟ ของครอบครัวที่มีมาเนิ่นนาน เตชทัชแต่งงานกับคุณปิยะมาศ ก้องเกียรติวานิชลูกสาวของนายอมร ก้องเกียรติวานิช ตอนนั้นตาของเธอเป็นนายกรัฐมนตรีและปริวัตร ภัทรกิจโภคินพ่อของเตชทัชเป็นส.ส.และนั่งตำแหน่งรองนายกจึงทำให้ทั้งสองพบรักกันกลางงานเลี้ยงของพรรคจึงได้คบหากันและเป็นที่พอใจของผู้ใหญ่ที่จะได้ดองกันในที่สุดก็ได้แต่งงานกันมีลูกสามคนเป็นชายสองคนผู้หญิงหนึ่งคน
“ครับท่าน” โกวิทรับคำสั่งของเจ้านายที่เขาติดตามมายี่ห้าสิบปีตั้งแต่เตชทัชเริ่มเล่นการเมืองจากนั้นมาเขาก็เป็นเงาตามตัวเจ้านายมาตลอดจนกระทั่งลูกชายคนโตวัยเดียวกับลูกชายเจ้านายได้เรียนโรงเรียนเดียวกันมหาลัยเดียวกันและยังไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยกันด้วยทุนที่เตชทัชสนับสนุนและยังเป็นเพื่อนกันทำให้ครอบครัวของเขาเคารพนับถือเตชทัชกับปิยมาศและจงรักภักดีกับครอบครัวภัทรกิจโภคิน
“งั้นกลับบ้านกันเถอะวันนี้เหนื่อยกันทั้งวัน” เตชทัชบอกคนสนิทแล้วทั้งสองก็ออกจากห้องทำงานที่สำนักงานของพรรคมหาชนชาวไทยที่อยู่ห่างจากบ้านประมาณสองกิโลเมตรติดกับตึกสูงสามสิบชั้นของบริษัทPPK อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด(มหาชน)
เมื่อส่งเจ้านายถึงบ้านโกวิทก็หมดหน้าที่เพราะมีลูกน้องอีกสองคนที่เป็นบอดี้การ์ดและคนขับรถคอยดูแลเจ้านายที่บ้านเขาก็กลับบ้านที่อยู่ห่างไปสามซอย
“คุณโก้ะอย่าเพิ่งกลับนะคะ พอดีฉันทำคุกกี้เสร็จเมื่อกี้จะฝากไปให้ชิมหน่อยน่ะ ตุ้มไปหยิบคุกกี้ที่ฉันวางไว้บนโต้ะในครัวมาให้คุณวิทหน่อยสิ” วีราบอกเด็กในบ้านไปหยิบโหลคุกกี้ให้คนสนิทของสามี
“ค่ะคุณผู้หญิง” ตุ้มรับคำสั่งของคุณผู้หญิงของบ้านแล้วเดินไปหยิบโหลคุกกี้ใส่ถุงมาให้โกวิท
“ขอบคุณมากครับคุณเดียร์ ผมขอตัวนะครับท่าน คุณเดียร์” โกวิทรับโหลคุกกี้จากเด็กในบ้านของเจ้านายแล้วยกมือไหว้ขอบคุณและขอตัวกลับบ้าน
สองสามีภรรยามองตามโกวิทเดินออกไปจากบ้านแล้วหันมาคุยกันเรื่องที่ลูกชายคนกลางลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.สมัยแรกจึงต้องลงพื้นที่หาเสียงมากกว่าทุกคนถึงแม้จะมีฐานเสียงที่ปู่และพ่อสร้างไว้ก็ต้องเข้าถึงประชาชนเพื่อรับรู้เรื่องเดือดร้อนของประชาชนในเขตรับผิดชอบของตัวเอง
“ผมว่าจะดึงนายเมฆมาเป็นผู้ช่วยนายจุลนะคุณเดียร์” เตชทัชปรึกษาภรรยาที่ลงพื้นที่ช่วยลูกชายหาเสียงเหมือนกัน
“ก็ดีเหมือนกันค่ะคุณ สองคนนี่เขารู้ใจกันดีแล้วตาเจ็ทจะยอมเหรอคะ” ปิยมาศตอบสามีตอนนี้เมฆาทำงานที่บริษัทในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทหนึ่งในห้าของ PPK อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือเรียกย่อๆว่า พีเคเค กรุ๊ปฯ ซึ่งมี พรรษชล ภัทรกิจโภคิน หรือ เจ็ท ลูกชายคนโตวัย30ปีนั่งเก้าอี้ประธานบริษัทและสามารถบริหารงานทั้งหมดของ พีเคเค กรุ๊ปฯ และ นวพรรษ ภัทรกิจโภคิน หรือ จุล ลูกชายคนรองวัย28ปี เป็นรองประธานบริษัทและเพิ่งลาออกเมื่อต้นปีเพื่อมาลงสมัคร ส.ส.เจริญรอยตามปู่และพ่อส่วน นวพร ภัทรกิจโภคิน หรือ จุ๊บ ลูกสาวคนเล็กวัย 26ปีเพิ่งเรียนจบปริญญาโทจากประเทศอังกฤษกลับมาช่วยงานพี่ชายเมื่อต้นปีพอดีกับนวพรรษลาออกพอดี
“ก็ต้องลองถามทั้งนายเมฆก่อนว่าสนใจมั้ยถ้าไม่ผมก็ไม่บังคับ” เตชทัชแค่คิดไว้หากเมฆาไม่อยากเล่นการเมืองเขาก็ไม่ว่าแต่ต้องหาคนที่ไว้ใจได้ให้มาช่วยงานลูกชายตอนนี้ก็มีเลขาของนวพรรษสองคนที่ดึงมาช่วยงาน
“ดีค่ะคุณ แต่เดียร์ว่าตาเมฆไม่น่าจะชอบงานทางการเมืองนะคะ” ปิยมาศพูดถึงเมฆาที่เธอเห็นมาตั้งแต่เด็กและรักเหมือนลูกคนหนึ่ง
“ยะหู้..มีใครอยู่มั้ยค้าจุ๊บคนสวยกลับมาแล้วค่า” เสียงแหลมเล็กของนวพรดังมาก่อนตัวซึ่งเป็นเรื่องปกติของลูกสาวคนเล็กที่เสียงมาก่อนตัวเสมอ
“ทำไมสอนไม่จำนะลูกคนนี้ ตะโกนโหวกเหวกเสียงดังไม่มีความเป็นกุลสตรีเลยจริง” ปิยมาศบ่นลูกสาวที่นับวันจะห้าวเกินหญิงจนเธอกลัวว่าลูกสาวจะกลายพันธุ์เป็นทอมถ้าจริงเธอก็รับได้ไม่ว่าลูกจะเป็นอะไรขอแค่เป็นคนดีก็พอ
“โธ่คุณแม่ขา จุ๊บก็เป็นของจุ๊บมาตั้งนานแล้วนะคะ จะให้ทำตัวเหมือนผ้าพับไว้ไม่ไหวหรอกค่ะ” นวพรตอบแม่แล้วนั่งลงกอดท่านอย่างออดอ้อน
“แล้วแบบนี้จะมีบ้านไหนเขาอยากได้ไปเป็นสะใภ้ล่ะลูก” ปิยมาศส่ายหน้าไปมาโอบกอดลูกสาวไว้อย่างแสนรัก
“ไม่มีใครอยากได้ก็ดีสิคุณเดียร์ ลูกสาวคนเดียวผมเลี้ยงได้” คนเป็นพ่อหวงลูกสาวไม่อยากให้ออกเรือนจนกว่าเขาจะเห็นว่าผู้ชายคนนั้นรักลูกสาวของเขาจริง
“ใช่ค่ะคุณพ่อ จุ๊บกลัวเจอผู้ชายเจ้าชู้เหมือนพี่เจ็ทพี่จุลค่ะ” น้องเล็กของบ้านเห็นพี่ชายทั้งสองเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นพร้อมกันจึงพูดพาดพิงถึงพี่ชายทั้งสอง
“น้อยๆหน่อยน้องรัก พี่ไม่ได้เจ้าชู้แค่มีหลายรักเท่านั้นเองนะครับ” พรรษชลนั่งลงข้างพ่อแล้วตอบน้องสาวที่ย่นจมูกใส่เขา
“พี่เปล่าเจ้าชู้นะยัยจุ๊บ ที่เป็นข่าวก็เพื่อนกันพี่น้องกันทั้งนั้น” นวพรรษตอบน้องสาวยิ้มๆเขาไม่เจ้าชู้เพราะทุกคนเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องท้องชนกันเท่านั้นอยู่ที่ความสมัครใจแลกเปลี่ยนความสุขกันและเขาก็เลือกคบทีละคน
“พี่น้องท้องชนกันเหรอค้าคุณพี่จุล หรือว่ามีตัวจริงแล้วคะ” คนเป็นน้องแซวพี่ชายเพราะตอนนี้คบกับไฮโซสาวคนดัง
“มีที่ไหนล่ะ”
“แหมพี่จุลคะ คบพี่มิ้งค์มานานแล้วไม่ใจอ่อนบ้างเหรอคะ คิกๆๆ” นวพรแซวพี่ชายแล้วหัวเราะ
“ไม่อ่ะ พี่กลัวฟ้าผ่า"
“ค่าพี่ชาย”
“แล้วเมื่อไหร่แม่จะได้อุ้มหลานล่ะลูก จนป่านนี้ยังไม่มีวี่แววเลยนะตาเจ็ท ตาจุล” ปิยมาศถามลูกชายทั้งสองที่ยังไม่มีแฟนมีแต่เพื่อน
“เอาไว้ผมมีแฟนเมื่อไหร่จะบอกคุณแม่เป็นคนแรกเลยครับ” พรรษชลยิ้มให้แม่เขายังไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานเลยในหัวมีแต่เรื่องงาน
“ผมก็เหมือนกันครับ เอาไว้สักสามสิบห้าค่อยคิดครับคุณแม่” เขายังมีอะไรให้ทำอีกมากมายหากถามว่าอยากเป็นส.ส.มั้ยเขาแค่อยากลองหาอะไรใหม่ๆทำยังไงเรื่องงานบริษัทเขาก็ไม่ได้ทิ้งไปเลยเพียงแต่แอบช่วยทำที่บ้านหากเขาได้เป็นส.ส.เขาก็พร้อมสละเวลาเพื่อรับใช้ประชาชนและช่วยเหลือเท่าที่เขาจะทำได้
“เฮ้อ, รู้อย่างนี้แม่มีลูกสักครึ่งโหลก็ดี” ปิยมาศถอนหายใจค้อนลูกชายทั้งสองและพูดประชด
“งั้นเรามาปั้มลูกกันอีกสามคนที่เหลือดีมั้ยคุณ..”
“ฮ่าๆ/ ฮ่าๆๆ /คิกๆๆ..”
“จะบ้าเหรอคุณอายุปูนนี้แล้วเดียร์จะเอาแรงที่ไหนคลอดลูกล่ะ” ปิยมาศค้อนสามีและลูกๆทั้งสามที่หัวเราะขำ
“สมัยนี้เขาผ่าคลอดกันแล้วครับคุณแม่ ว่าแต่คุณพ่อไหวเหรอครับ หุหุๆ..” นวพรรษล้อพ่อแล้วหัวเราะในคอ
“ชะช้า..แกดูถูกพ่อซะแล้วเจ้าจุลระดับพ่อแรงดีไม่มีตกโว้ย” คนเป็นพ่อคุยข่มลูกชาย
“จริงเหรอครับ ผมเห็นเดินไปไม่ถึงห้าร้อยเมตรก็หอบแล้วทำเป็นคุย” นวพรรษยังยั่วเย้าพ่ออย่างขำๆ
