บทที่ 2 ทายาทนักการเมือง

“ถ้าแม่แกไม่ทำหมันซะก่อนป่านนี้แกมีน้องเป็นโขยงแล้วไอ้ลูกชาย จริงมั้ยแม่” คนเป็นพ่อก็ไม่ยอมแพ้

“พอแล้วค่ะ แยกย้ายกันไปอาบน้ำแล้วลงมากินข้าวกันดีกว่าลูก คุณด้วยค่ะ” ปิยมาศบอกลูกๆและสามีก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัวเพื่อสั่งให้แม่ครัวจัดเตรียมอาหารเย็นสำหรับครอบครัว

“วันนี้เป็นยังไงบ้างลูก” เตชทัชถามลูกชายคนรองที่ออกพื้นที่หาเสียงกับลูกทีมเพราะเขาไปช่วยลูกพรรคอีกเขตหนึ่งหาเสียง

“ก็ดีครับชาวบ้านให้การต้อนรับดี วันนี้ผมเจอนายวัชระไปช่วยลูกพรรคหาเสียงด้วยครับ” นวพรรษตอบพ่อและเขาก็ไม่ได้สนใจว่าฝ่ายคู่แข่งจะเล่นนอกกติกาเพราะฐานเสียงเขตคลองสานตระกูลของเขามีฐานเสียงแน่นหนามาตั้งแต่สมัยปู่ย่ามาจนถึงทุกวันนี้

“การแข่งขันมันมีมาทุกยุคทุกสมัยอยู่ที่ใครจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านช่วยเหลือพวกเขาอย่างจริงใจไม่ใช่ทำตอนที่หาเสียงพอได้เป็น ส.ส.แล้วก็หายหัวไปไม่มาดูดำดูดีชาวบ้านถึงจะซื้อเสียงชาวบ้านเขาก็รับเงินแต่ไม่เลือก จุลก็เข้าถึงชาวบ้านถามไถ่ถึงความเดือดร้อนของพวกเขาหากวันหนึ่งได้เป็น ส.ส. เราก็จะได้ช่วยเหลือได้ถูกถ้าหากพลาดเราก็ส่งต่ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลต่อได้” เตชทัชสอนลูกชายคนรองที่ยอมทำตามคำขอของเขาลงสมัคร ส.ส.เพราะลูกชายคนโตไม่สนใจเลย

“ครับพ่อ แล้ววันศุกร์นี้คุณพ่อจะให้ผมไปอุตรดิตถ์ด้วยมั้ยครับ” นวพรรษถามพ่อตอนนี้เขาก็ออกหาเสียงทุกวันและนักข่าวก็ตามทำข่าวของเขาเพราะเป็นผู้สมัครอายุน้อยและหน้าตาหล่อเหลาเป็นพระเอกได้สบายแต่เขาเลือกทำงานรับใช้ประชาชน

“พ่อกำลังจะบอกจุลพอดี ยังไงก็ไปช่วยลุงพุดเขาหน่อยนะลูก” เตชทัชบอกลูกชายให้ไปช่วยเพื่อนหาเสียงถึงแม้ว่าวุฒิพงษ์จะมีฐานเสียงแน่นแต่เขาเป็นหัวหน้าพรรคก็ต้องลงไปช่วยลูกพรรคหาเสียงและใช้ชื่อเสียงหน้าตาของลูกชายไปช่วยตอนนี้ข่าวของนวพรรษกำลังดังในโลกโซเซียลเพราะรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาฐานะร่ำรวยนามสกุลดังจึงได้รับความสนใจมากกว่าวัชระผู้สมัครส.ส.เขตเดียวกันซึ่งสองตระกูลเป็นคู่แข่งกันมาตลอดและทางเดชาวงค์จะแพ้ตลอดเช่นกันช่วงหลังจึงลงส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ยังไงก็ได้แน่นอนเพราะเป็นกรรมการพรรคและยังเป็นผู้สนับสนุนพรรค

“ครับพ่อ”

“อ่อ,เจ้าเจ็ทพ่อว่าจะให้นายเมฆมาทำงานกับเจ้าจุลลูกจะว่ายังไง”

“ผมไม่ว่าอะไรครับพ่อ อยู่ที่นายเมฆว่าอยากมาทำงานการเมืองหรือเปล่า” พรรษชลตอบผู้เป็นพ่อและเขาสามารถตอบแทนเมฆาได้เลยว่าหนุ่มรุ่นน้องไม่สนใจแน่นอน

“ผมว่าพ่อไม่ต้องไปถามมันหรอกครับ นายเมฆมันไม่ทำหรอกผมมีคุณป๋อกับคุณเดลก็พอแล้วครับ” นวพรรษบอกพ่อเขารู้ใจเพื่อนดีว่าไม่ชอบงานการมืองที่ไม่มีเวลาให้ครอบครัวเพราะพ่อของเมฆาเป็นคนสนิทพ่อของเขาซึ่งทำงานเพื่อประชาชนมาตลอดจนไม่มีเวลาให้ครอบครัวสำหรับเขาก็เห็นมาตั้งแต่จำความได้พอโตขึ้นก็รู้สึกเฉยๆ เขาจะตามปู่และพ่อไปหาเสียงบ่อยเพราะสนุกดีและไม่คิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะมาไล่เคาะประตูบ้านเกือบทุกหลังในเขตคลองสาน เขตบางกอกใหญ่ เขตธนบุรีเพื่อขอคะแนนเสียง

“งั้นพ่อจะหาคนดูแลเพิ่มให้สองคนละกันแล้วให้นายทีขับรถให้” เตชทัชบอกลูกชายเพราะการสมัครส.ส.ก็มีทั้งดีและไม่ดีบางคนก็คดโกงบางคนก็เล่นสกปรกเพื่อให้ฝ่ายตัวเองได้รับความนิยมเขาเป็นส.ส.มานานก็รู้ดีว่าต้องทำยังไงบ้างเพื่อป้องกันความปลอดภัยให้ตัวเองและลูกน้องส่วนมากเขาไม่ค่อยมีปัญหากระทบกับใครและเขาไว้ใจทวีปให้ตามดูแลลูกชายการที่ให้ทวีปขับรถมันมีเหตุผลเวลาไปหาเสียงก็ต้องจอดรถไว้หากไม่มีคนดูแลอาจจะมีคนไม่หวังดีมาทำอะไรกับรถก็ได้ฉะนั้นเขาจึงเลือกทวีปเป็นคนดูแลความปลอดภ้ยในการเดินทางของลูกชายเช่นเดียวกับเขาไว้ใจสุวิทย์พี่ชายของทวีปขับรถให้มายี่สิบกว่าปี

“ครับพ่อ” นวพรรษเข้าใจพ่อที่เป็นห่วงเขา

“งั้นไปอาบน้ำกันเถอะลูกวันนี้เหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว” เตชทัชบอกลูกชายทั้งสองแล้วขึ้นไปอาบน้ำลงมากินอาหารเย็นพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัว

เวลา 07.00น.

นวพรรษตื่นตามปกติทุกวันก็มาก็วิ่งออกกำลังกายรอบบ้านก็เห็นปู่เดินออกมาจากบ้านเพื่อออกกำลังเช่นกันชายหนุ่มจึงหยุดรอท่าน

“มอร์นิ่งครับปู่”

“ตื่นเช้านะเจ้าจุล” มิตร ภัทรกิจโภคิน หรือปู่มิตรของหลานๆทักทายหลานชายคนรองที่ตื่นแต่เช้ามาออกกำลังกายทุกวัน

“ถ้าผมไม่ออกกำลังกายก็แย่สิครับปู่ วันหนึ่งเดินหาเสียงรวมกันได้หลายสิบกิโลเลยนะครับ” คนเป็นหลานตอบปู่แล้วเดินออกกำลังกายเป็นเพื่อนท่าน

“ดีแล้วล่ะ เราทำงานเพื่อสังคมและเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในเมื่อเราสมัครใจช่วยเหลือชาวบ้านก็ต้องยอมเหนื่อยกว่าพวกเขา หากเราอยากใด้ใจของชาวบ้านเราต้องเอาความจริงใจแลกกับเขาช่วยเหลือเกื้อกูลพวกเขาด้วยความจริงใจพวกเขาก็จะเห็นความดีของเราเอง” คนเป็นปู่ผ่านเรื่องงานการเมืองมาเกือบทั้งชีวิตและเขาหยุดเล่นการเมืองตอนอายุเจ็ดสิบปีเพราะทำเต็มที่แล้วก่อนจะส่งไม้ต่อให้ลูกชายและเป็นผู้ให้การสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษาให้ลูกชายและลูกพรรคที่ให้ความเคารพนับถือและอุดมการณ์เดียวกันแต่ก็มีบ้างที่มีความขัดแย้งในพรรคและพรรคแบ่งพวกกันแต่ก็คุยกันด้วยเหตุผลซื่งมันก็มีปัญหากันทุกพรรค

“ครับปู่..”

“สวัสดีค่ะคุณปู่” ยุวันดาหลานสาวคนโตของมิตรทักทายคุณปู่ของเธอผ่านรั้วตั้นไม้ที่แบ่งเขตบ้าน เธออายุรุ่นเดียวกับนวพรรษ

“จะไปทำงานแล้วเหรอแม่ยู่ยี่” ปู่มิตรเห็นหลานสาวแต่งตัวเรียบร้อยพร้อมไปทำงาน

“ค่ะคุณปู่ ก็มีคนลาออกแล้วงานก็มาตกที่ยี่หมดเลย และเช้านี้มีประชุมและนัดลูกค้าไว้ด้วยค่ะ” ยุวันดาพูดแล้วค้อนญาติหนุ่มที่อายุเท่ากันแต่นวพรรษแก่กว่าเธอไปห้าเดือน

“ฉันรู้ว่าเธอทำได้นะยี่” นวพรรษพูดกับญาติสาวที่แยกเขี้ยวใส่เขา

“ไม่ต้องมายอหรอกย่ะ ยี่ไปก่อนนะคะคุณปู่สวัสดีค่ะ” ยุวันดาพูดจบก็ยกมือไหว้ปู่ก่อนจะไปทำงาน

“จนป่านนี้แม่ยู่ยี่ก็ยังไม่มีแฟนแล้วเมื่อไหร่ปู่จะมีหลานกับเขาบ้างล่ะ” ปู่มิตรบ่นกับหลานชายที่หลานๆไม่มีใครมีแฟนเลยสักคนยิ่งหลานชายคนโตก็เอาแต่ทำงานคนรองก็บอกว่าขอทำหน้าที่ส.ส.ก่อน ส่วนที่เหลือก็บอกว่าขอทำงานก่อน ท่านเองก็แก่แล้วก็อยากมีเหลนเหมือนพวกเพื่อนๆบ้างจะได้ไม่เหงา

“ปู่ต้องไปบอกพี่เจ็ทครับ ผมไม่อยากแซงหน้าพี่ชายถ้าพี่เจ็ทแต่งงานเมื่อไหร่ผมจะหาแฟนครับ” เขายังไม่พร้อมจะมีครอบครัวจึงโยนไปให้พี่ชาย

“งั้นปู่อาจจะตายก่อนที่จะได้เลี้ยงเหลนน่ะสิ” ปู่มิตรพูดอย่างปลงๆเพราะลูกหลานยังไม่มีใครอยากแต่งงานสักคน

“ปู่แข็งแรงจะตายยังไงก็ได้เลี้ยงเหลนแน่นอนครับ ผมไปอาบน้ำก่อนดีกว่าเดี๋ยวจะไปที่พรรคสาย ฝากลุงเชียรด้วยนะครับ” นวพรรษบอกปู่และวิเชียรคนสนิทของท่านที่ออกกำลังกายกับเจ้านายทุกเช้า

“ครับคุณจุล” วิเชียรยิ้มให้หลานชายเจ้านาย

นวพรรษก็เดินกลับเข้าบ้านหลังใหญ่ที่ครอบครัวของเขาพักอาศัยอยู่เพราะพ่อเป็นลูกชายคนโตของบ้านและมีพี่สาวหนึ่งคนและน้องสาวหนึ่งคนซึ่งบ้านอยูติดกันฝั่งซ้ายเป็นบ้านของ เยาวเรศ หรือเยาว์ พี่สาวคนโตที่แต่งงานกับสุระ หิรัญวัฒน์ เจ้าของบริษัทน้ำผลไม้และส่งออกทั้งผลไม้สดและอบแห้งแปรรูปซึ่งตลาดหลักๆอยู่ที่จีนและโซนเอเชียทั้งหมดและขยายไปยุโรปและอเมริกามีลูกสองคนชายหนึ่งหญิงหนึ่งคนโตเป็นผู้หญิงคือ ยุวันดา หิรัญวัฒน์ หรือยู่ยี่ วัย28ปี จบปริญญาโทจากอังกฤษและเป็นผู้บริหารหฯในห้าบริษัทลูกของPPKอินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และลูกชายคนเล็ก ภาสกร หิรัญวัฒน์ หรือภาส วัย26ปีเรียนจบปริญญาโทจากเมลเบิร์นที่เดียวกับนวพรรษและจบพร้อมกับนวพรกับวัชระลูกชายของอาสาวซึ่งอายุเท่ากันแค่แก่เดือนเท่านั้น

ฝั่งขวาเป็นบ้านของอภิสร น้องสาวคนเล็กที่แต่งงานกับ ดร.วิทูร วิระโชติ หนุ่มไฮโซตระกูลเก่าแก่ซึ่งเป็นตระกูลที่รับราชการมานมนานเป็นทูตกันทั้งตระกูลแต่วิทรูลือกเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศมีลูกสองคนชายหนึ่งหญิงหนึ่งคนโตเป็นผู้ชาย วัชระ วีระโชติ หรือเต้นท์ วัย26ปี จบปริญญาโทจากอังกฤษพร้อมกับนวพรและภาสกรจึงมาทำงานพร้อมกัน คนเล็ก อนิมา วีระโชติ หรือตาล วัย22ปี กำลังเรียนอยู่ที่เมลเบิร์นประเทศออสเตรเลียที่เดียวกับนวพรรษ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป