บทที่ 9 หาเสียง
“มันก็ไม่แน่นะแก คบไว้ก็ไม่เสียหลายหรอกมีคนรักยังดีกว่ามีคนเกลียดนะ” วีรินทร์พูดกับเพื่อนรักและรู้นิสัยกันดีลอออรไม่ใช่ผู้หญิงที่ตาตื่นตาโตกับผู้ชายหล่อและร่ำรวยเพราะบ้านของเธอก็รวยเหมือนกัน
“จ้าแม่คนใจงามทำไมแกไปไปประกวดนางงามเลยล่ะ” ลอออรล้อเพื่อนที่มองโลกในแง่ดี วีรินทร์สวยคมขำรูปร่างก็ได้สัดส่วนและที่เกินตัวมันก็ล้ำหน้าโดดเด่นจนหนุ่มๆต้องเหลียวหลัง
“อย่างน่านกรรมการไล่กลับบ้านไม่ทันล่ะสิ” วีรินทร์มักจะบอกว่าตัวเองผิวคล้ำแต่จริงๆแล้วผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียน คิ้วเข้ม ตาคม จมูกโด่งทำให้เธอดูสวยคมขำมองยังไงก็ไม่เบื่อ
“งั้นลองมั้ยว่ากรรมการจะไล่แกหรือเปล่า”
“ไม่เอาอ่ะ”
“อย่างแกนี่เป็นดารานางแบบได้สบายเลยอย่าถล่มตัวเองสิยะ แกเห็นคุณดารานั่นมั้ยล่ะลออได้ข่าวมาว่าไปโมหน้าที่เกาหลีมานะเบ้าหน้าถึงสวยได้ขนาดนี้” ลอออรพูดถึงดาราสาววัยรุ่นที่เรียนคณะอักษรศาสตร์และเป็นเชียร์รีดเดอร์ไม้หนึ่งของมหาลัยและยังเป็นดาวคณะอีกด้วย
“แต่เค้าก็สวยจริงนะ” เธอก็คิดว่าไปทำมาแล้วสวยก็ดีแล้วคนทำงานที่ต้องใช้หน้าตาหากินก็จะต้องดูแลตัวเองเพื่อให้มีงานตลอด
“น้ำน่าน”
“อะไร”
“ลออหิวอ่ะเราแวะซื้อของกินติดมือไปกินกันดีมั้ย” ลอออรบอกเพื่อนเพราะที่กินเข้าไปเมื่อกี้มันไม่น่าจะอยู่ท้องของพวกเธอเพราะมันมีแค่นิดเดียวถึงจะกินหลายอย่างก็ตาม
“น่านกำลังจะชวนแกเหมือนกัน กินข้าวจานล่ะสี่สิบบาทอิ่มไปถึงพรุ่งนี้ แต่อาหารที่เรากินจานกือพันแล้วไง กินไม่อิ่มซะงั้นเสียดายเงินจริๆว่ามั้แก” วีรินทร์คิดถึงตอนมานิตจ่ายเงินค่าอาหารเกือบเจ็ดพันแล้วเสียดายถ้าเป็นเธอกินได้เป็นเดือน
“นั่นสิแกคนรวยก็อย่างนี้แหละเนาะ ไม่คิดถึงพวกที่อดอยากบ้างเลย อ้อ ปีนี้คณะของแกจะไปออกค่ายที่ไหนเผื่อลออจะขอไปด้วย” ลอออรถามเพื่อนปีนี้คณะของเธอไม่ได้ออกค่ายแต่มีงานที่ต้องทำในมหาลัย
“ยังตกลงกันไม่ได้เลยตอนนี้แบ่งเป็นสองกลุ่มเอาไว้สรุปกันก่อนแล้วน่านจะบอกแกนะ” คณะของเธอออกค่ายไปช่วยเหลือโรงรียนที่ธุระกันดารจริงจะเอาสมุดดินสอและชุดนักเรียนรองเท้ากระเป๋าไปแจกและช่วยทาสีอาคารสร้างห้องน้ำหาทุนค่าอาหารกลางวันให้เด็กๆซึ่งผู้อุปถัมภ์ก็เป็นรุ่นพี่ที่จบไปก่อนและมีหน้าที่การงานดีมีธุระกิจเป็นของตัวเองก็ซื้อของมาบริจาคและบริจาคเงินซึ่งปีที่แล้วก็ได้เกือบสามแสนไปช่วยได้สามโรงเรียนที่จังหวัดตากแต่ปีนี้มีกำแพงเพชรกับเพชรบูรณ์และกำลังถกเถียงกันอยู่ว่าจะไปที่ไหนกันดี สองสาวคุยกันไปจนถึงหน้าคอนโดก็จอดรถซื้อขนมและผลไม้หน้ามินิมาร์ชก่อนจะขับรถไปจอดชั้นสองแล้วกลับขึ้นห้องไปพักผ่อนพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อกลับบ้าน
เวลา04.00น.
สองสาวอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ออกเดินทางกลับบ้านเพราะเป็นวันหยุดติดกันสี่วันทำให้ทั้งสองเลือกขับรถกลับบ้านด้วยกันและใช้รถของลอออรซึ่งเป็นฮอนด้าเอชอาร์วีสีขาวที่พ่อซื้อให้ตอนสอบเข้าเรียนมหาลัยได้ ส่วนรถของวีรินทร์เป็นรถมิตซูบิชิมิราจอีโคคาร์คันเล็กสีเขียวซึ่งเป็นสีตรงกับวันเกิดของเธอที่ย่าซื้อให้และต่างกับของพี่สาวพี่ชายลูกของลุงที่ใช้บีเอ็มกับเบนซ์
“แกขับก่อนนะน่าน” เจ้าของรถยื่นกุญแจให้เพื่อนขับก่อนซึ่งเป็นปกติที่สองสาวจะขับกันคนละครึ่งทางวีรินทร์จะขับถึงนครสวรรค์แล้วลอออรขับต่อไปถึงบ้าน
“ไม่มีปัญหา”
สองสาวออกเดินทางสี่นาฬิกาครึ่งแล้วแวะพักปั้มน้ำมันที่บางประอินเพื่อซื้อกาแฟก่อนจะเดินทางต่อไปจนถึงนครสวรรค์และแวะเข้าห้องน้ำเปลี่ยนมือขับแล้วแวะเข้าปั้มอีกสองที่ก็ถึงบ้านเกิดลอออรก็แวะส่งเพื่อนรักที่บ้านก่อนจะลงไปไหว้พ่อแม่ของเพื่อน
“สวัสดีค่ป้าโสภี”
“สวัสดีจ้ะหนูลออมาดื่มน้ำเย็นๆก่อนลูก” โสภีบอกลูกสาวเพื่อนอย่างอ่อนโยน
“ไม่เป็นไรค่ะป้าโสภี ลออดื่มกาแฟมาตลอดทางจนท้องอืดแล้วค่ะ ลออขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ”
“งั้นตามสบายจ้ะ” โสภียิ้มให้เพื่อนสนิททของลูกสาวและรับไหว้
“เดี๋ยวน่านโทรหานะลออ”
“จ้าน่าน ลออไปนะ”
วีรินทร์เดินไปส่งเพื่อนที่รถแล้วเดินกลับมาหาแม่ที่ห้องทำงานก็ทักทายพี่ๆน้องๆที่ทำงานตลอดทางจนถึงห้องทำงานของแม่ที่เธอคุ้นเคย
“อ้าวน้ำน่านทำไมไม่กลับบ้านไปนอนพักก่อนล่ะะลูก” โสภีพูดกับลูกสาวที่ขับรถออกจากกรุงเทพมากันตั้งแต่สี่นาฬิกากว่ามาถึงบ้านสิบนาฬิกาครึ่งเพราะแวะเข้าห้องน้ำและไม่ได้ขับเร็ว
“พ่อล่ะคะ”
“พ่อของลูกไปช่วยลุงพุดเขาหาเสียงจ้ะ พอดีใกล้โค้งสุดท้ายแล้วแม่ก็รอลูกกลับมาช่วยดูร้านพรุ่งนี้แม่จะไปช่วยอีกคนน่ะ” คนเป็นแม่บอกลูกสาวอย่างอ่อนโยนยกมือลูบศีรษะเล็กเบาๆอย่างรักใคร่
“งั้นน่านไปนอนพักก่อนดีกว่าตอนบ่ายจะได้มาช่วยงานแม่” วีรินทร์ก็เลือกไปนอนพักก่อนเพราะช่วยแม่ไม่ไหวแน่
“เดี๋ยวเที่ยงแม่จะไปกินข้าวด้วยนะลูก”
“ค่ะแม่” วีรินทร์เดินออกจากห้องทำงานของแม่ไปพักที่บ้านแล้วบ่ายๆค่อยมาช่วยงานแม่หญิงสาวก็คว้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของแม่ขี่เข้าบ้านที่ไม่ได้กลับมาเป็นเดือนก็เห็นน้องชายกับเพื่อนติวหนังสือสอบกันอยู่หลังบ้านจึงเดินไปทักทาย
“หวัดดีครับเจ้น่าน” วรายุยกมือไว้พี่สาว
“หวัดดีครับเจ้” หนุ่มน้อยสี่คนยกมือไหว้พี่สาวของเพื่อน
“หวัดดีจ้ะหนุ่มๆ ติวกันถึงไหนแล้วล่ะ” น้ำน่านนั่งลงข้างน้องชายมองดูว่าติววิชาอะไรกันเพราะน้องชายเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า
“ก็หลายวิชาครับจนมึนไปหมดแล้วครับเจ้” จิ๋วตอบพี่สาวเพื่อนกอดหมอนอิงล้มตัวลงนอนบนเสื่อที่ปูบนพื้นปูนที่พวกเขานั่งติวกันตั้งแต่เก้านาฬิกา
“รู้ว่ามันยากแล้วทำไมถึงเลือกเรียนล่ะ” วีรินทร์ถามยิ้มๆ
“ก็เพราะมันยากนี่แหละครับเจ้ มันท้าทายดีถ้าสอบได้โคตรเท่ห์เลยครับ” ทีมเพื่อนอีกคนของวรายุตอบวีรินทร์ที่พวกเขาเรียกว่าเจ้ตามเพื่อน
“ถ้าจะเรียนเอาเท่ห์พวกนายไม่ต้องไปสอบหรอกนะ เพราะเท่ห์อย่างเดียวมันไม่ทำให้เราสอบได้มันต้องขยันที่สำคัญเราต้องชอบด้วยไม่งั้นจะทำให้เราเรียนไม่รู้เรื่องสุดท้ายอาจโดนรีไทร์เพราะมีเพื่อนรุ่นเดียวกันกับเจ้โดนไปหลายคนเลย ถามใจตัวเองให้ดีว่าชอบคณะที่ตัวเองเลือกหรือเปล่าจะได้ไม่เสียเวลา” วีรินทร์สอนน้องๆแต่สำหรับน้องชายเธอรู้ว่าวรายุตั้งใจเรียนวิศวะไฟฟ้าเพื่อจะได้ต่อยอดงานที่ร้านเหมือนเธอ
“ผมชอบนะครับเจ้ แล้วอาจารย์บอกว่าเกรดเฉลี่ยและผลการเรียนของผมน่าจะไปได้ผมก็เลยเลือกวิศวะถ้าไม่มีงานผมมาขอทำงานกับเจ้ก็แล้วกันครับ” ฟิล์มพูดขึ้นเขาก็ชอบเพราะเป็นความฝันอยากเรียนวิศวะสาขาอะไรก็ได้ตอนนี้เขาก็ลือกวิศวะไฟฟ้าเหมือนเพื่อนในกลุ่มอยู่ที่ใครจะสอบได้เพราะทุกคนตั้งใจจะเรียนที่เดียวกันแต่ก็สำรองมหาวิทยาลัยนเรศวรที่พิษณุโลกกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
“งั้นตั้งใจกันนะ มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามเจ้ได้ ตอนนี้ขอไปนอนก่อนง่วงมากเลย” วีรินทร์พูดจบก็ลุกขึ้นเดินเข้าบ้านขึ้นไปห้องของตัวเองแล้วล้มตัวลงนอนทันที
ที่สนามบินดอนเมือง
เวลา 06.30น.
เตชทัชกับนวพรรษและคนสนิทก็เดินทางไปถึงสนามบินแล้วตรงไปที่กลุ่มของกรรมการบริหารพรรคและอดีตส.ส.ที่มีประสบการณ์มาหลายสมัยมีชื่อเสียงและลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ก็ไปช่วยผู้สมัครของพรรคปราศรัยหาเสียงเพราะนโยบายของพรรคชัดเจนมีสโลแกนว่า คนรุ่นใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อความก้าวหน้าอนาคตมั่นคง เมื่อทักทายกันเสร็จก็ไปขั้นเครื่องบินอกเดินทางเวลาเจ็ดนาฬิกาตรงใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงก็เดินทางไปจังหวัดพิษณุโลกแล้วนั่งรถเดินทางต่อไปจังหวัดอุตรดิตถ์อีกร้อยกว่ากิโลเมตรซึ่งทางพุฒิพงษ์มารับทุกคนด้วยตัวเอง
