บทที่ 5 มีเวลาไหมคะ
"สัส! กูเรียกมึงมาปรึกษานะ ไม่ใช่ให้มึงมานั่งหัวเราะกูอย่างนี้ ไอ้ณัฐ"
ไตรวิทย์กระดกเหล้าเพียวๆ ลงคอ หลังสบถคำใหญ่ใส่ณัฐกร เสียงหัวเราะหลังจากที่มันดูคลิปวิดีโอที่เขาแอบถ่ายได้จากในร้าน ตอนที่เข้าไปซื้อกาแฟ เพราะคนเยอะทำให้เขาเดินไปนั่งรอที่โต๊ะด้านใน แล้วก็ดันหันไปเห็นหมอเจ้าของไข้ตัวเอง เขาก็ไม่ได้คิดอะไรในทีแรก แต่พอเดินเข้าไปใกล้ๆ ทันได้ยินเรื่องที่เธอเอ่ยกับเพื่อน จึงรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปไว้ได้ทันในจังหวะที่เธอคนนั้นพูดแล้วรู้ว่าเป็นเขาได้ทันที
ณัฐกรเจ้าของสำนักงานทนายความชื่อดังยังไม่หยุดหัวเราะแม้จะถูกด่า แล้วที่ว่าชื่อมันดังเพราะพักหลังๆ มานี่ไอ้ณัฐมักจะชอบไปเฉิดฉายอยู่ตามหน้าสื่อโซเชียลเวลามีข่าวดังๆ ให้ต้องวิเคราะห์
ร้านเหล้าหรูนั่งสบายๆ เหมาะแก่การคุยกันมากกว่า เพราะตลอดเกือบทั้งคืนเสียงเพลงคลาสสิกบรรเลงเบาๆ สลับกับเพลงไทยในจังหวะฟังช้าๆ สบายๆ ไตรวิทย์มารอณัฐกรอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง แต่ก็ไม่นับเป็นปัญหาสำหรับเขา เพราะก่อนหน้าที่ณัฐกรจะมาถึงเขาก็มีสาวสวยนั่งดริ๊งค์มานั่งเป็นเพื่อน
"สรุปคือมึงจะฟ้องเขา"
"ก็เออน่ะซิ"
"ทั้งสองคนเลยหรือเปล่า"
"ทั้งสองคนนั่นแหละ ต่อไปจะได้ระวังปากไว้บ้าง ไม่ใช่จับกลุ่มกันนินทาคนไข้แบบนั้น"
"กูว่า ที่เขานินทาก็เพราะต้นเรื่องมาจากที่มึงไปตำน้ำพริกเสียงดังหรือเปล่าวะ" ณัฐกรพยายามหาเหตุผลมาอ้าง
"มึงจะเป็นทนายให้ใคร" ไตรวิทย์มองตาขวางถามเพื่อนอย่างไม่สบอารมณ์
"เอ้า ก็ต้องเป็นให้มึงน่ะซิ" แต่คนตอบกลับพูดเสียงกลั้วหัวเราะอย่างไม่ปิดบัง
"ไอ้เรื่องเสียงดัง ห้องกูก็ขอโทษไปแล้ว แล้วก็แก้ไขแล้ว"
"เออ กูเข้าใจ แต่.."
"ไม่ต้องพูด มึงจัดการได้เลย" ณัฐกรยังไม่ทันได้เอ่ยจบ ไตรวิทย์ก็ขัดขึ้นเสียก่อน เรื่องฟ้องร้องจึงได้หยุดการสนทนาอยู่แค่นั้น เพราะเจ้าตัวต้นเรื่องได้เปลี่ยนเรื่องไปเรื่องอื่นเสียแล้ว
"เออ แล้วไอ้โรคที่มึงไปหาหมอน่ะ โอเคไหมวะ" ณัฐกรยังวกกลับมาเข้าเรื่องหมออีกจนได้
"รูขุมขนอักเสบ ไม่ได้เป็นไรมาก"
"แล้ว..น้องดาด้าของมึงล่ะ เลิกเลยหรือ เสียดายว่ะ อย่างแจ่ม"
"มึงจะรับไปดูแลต่อไหมล่ะ"
"สัส ไม่เอาหรอก" กลายเป็นไตรวิทย์หัวเราะร่วนกับคำตอบของเพื่อน
ในทุกวันปรางทิพย์จะพยายามสอดส่องห้องข้างๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าช่วงเช้าหรือเย็น หรือแม้กระทั่งตอนมืด หลังจากเกิดเรื่องที่ร้านกาแฟวันนั้น เธอแทบจะเรียกตัวเองว่าถ้ำมอง เพราะทุกคืนเธอมักจะไปแอบฟังเสียงอยู่ที่ระเบียงหลังห้อง แต่มันก็เงียบผิดปกติ เงียบชนิดที่ว่าคล้ายไม่มีคนอยู่ที่ห้องอย่างนั้นแหละ
ทีแรกเธอตั้งใจจะบากหน้าไปหาเขาที่มหาวิทยาลัยที่เขาสอนอยู่ แต่ก็ยังหาเวลาที่เหมาะไม่ได้สักที แต่อีกใจก็ยังไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับเขานัก เธอยังจำแววตาวาวโรจน์ราวกับเสือร้ายวันนั้นได้อยู่เลย จนเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เธอให้ข้อสรุปตัวเองว่าห้องข้างๆ ไม่น่าจะมีคนอยู่ และพรุ่งนี้เป็นวันหยุดเธอตัดสินใจแล้วว่าจะไปหาเขาที่โรงพยาบาล
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นในช่วงเวลาเกือบจะได้ออกเวรในช่วงเย็นพอดี เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ของเธอโทรมา ปรางทิพย์จึงรีบรับสายทันที
"ค่ะแม่"
"ยายปราง รีบกลับมาบ้านเลย" เสียงร้อนรนของมารดาทำเธอใจเสีย
"แม่ใจเย็นๆ มีอะไร ใครเป็นอะไร"
"หมาย..หมายศาล อะไรไม่รู้ฟ้องแกมา รีบๆ กลับมาดูซิ" ฟังคำอธิบายของแม่เสร็จ ใจเธอแทบจะร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่ก็ต้องฝืนปลอบมารดา ทั้งที่ตัวเองยังใจสั่นไม่หาย
"ใจเย็นแม่ ไม่มีอะไรหรอก มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน หนูกับเขากำลังไกล่เกลี่ยกันอยู่ ไม่ใช่คดีร้ายแรงอะไร เดี๋ยวหนูเลิกงานแล้วจะรีบกลับไปจ้ะ"
หลังจากวางสายไปแล้ว ปรางทิพย์ก็ต้องยกฝ่ามือขึ้นนวดขมับ ไอ้เรื่องฟ้องเธอไม่กลัวสักเท่าไหร่หรอก แต่กลัวเรื่องที่ทางโรงพยาบาลจะทราบต่อจากนั้น ซึ่งมันอาจจะมีผลกระทบกับงานเธออย่างมากแน่นอน
หลังจากเลิกงานตอนเย็น หมอปรางก็รีบขับรถกลับบ้านที่นครนายกทันที บ้านของเธอเปิดเป็นโฮมสเตย์เล็กๆ ประมาณเจ็ดหลังอยู่ติดกับลำธารน้ำตกที่สามารถเล่นน้ำได้ด้วย ธุรกิจเล็กๆ ของครอบครัวไม่ค่อยทำกำไรสักเท่าไหร่ เพียงพอให้พ่อและแม่เธอในวัยเกษียณได้มีงานอดิเรกทำ ยิ่งในช่วงหน้าแล้งที่ลำธารไม่ค่อยมีน้ำ นักท่องเที่ยวก็เงียบหายไปหมด ในช่วงเวลานั้นเธอจำเป็นต้องซัปพอร์ตค่าใช้จ่ายให้ครอบครัว ในช่วงหน้าฝนก็พอได้มีรายได้ต่อเนื่องบ้าง ถ้าในปีนั้นจะไม่มีน้ำป่าไหลหลากให้คนตื่นกลัวเสียก่อน
ลำพังพ่อแม่เธอก็แทบจะไม่ต้องส่งเสียทางบ้านด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดว่าน้องชายที่กำลังเรียนอยู่ชั้นปวส. ไหนจะค่าใช้จ่ายเรื่องเล่าเรียน แต่นั่นก็ยังไม่เท่าไหร่ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียโดยใช่เหตุอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะค่าแต่งรถ เลี้ยงสาว หนักหนาสาหัสก็เรื่องชกต่อย มีเรื่องมีราวให้พ่อกับแม่ต้องคอยจ่ายค่าเสียหายให้คู่กรณีอยู่เรื่อยๆ และเมื่อพ่อแม่หาเงินได้ไม่ทันสุดท้ายมันก็กลายมาเป็นภาระของเธออีกจนได้ แม้ว่าเงินเดือนหมอจะได้เยอะในสายตาคนทั่วไป แต่ภาระมันก็เยอะตามมาด้วยเช่นกัน
ปรางทิพย์กลับมาถึงบ้านเกือบจะสี่ทุ่ม เมื่อมาถึงแม่ศรีก็รีบหาข้าวหาน้ำให้เธอทันที
"ไอ้ปลั๊กมันยังไม่กลับอีกหรือแม่" เธอมองไปรอบๆ มองหาน้องชาย จึงได้เอ่ยถามมารดา ทั้งที่ข้าวอยู่เต็มปาก เพราะความรีบร้อนออกจากกรุงเทพจนไม่ได้ทานข้าวตั้งแต่เย็น
"ห้าทุ่มเที่ยงคืนนั่นแหละ ค่อยๆ กินเดี๋ยวติดคอ" แม่ศรีรินน้ำใส่แก้วส่งให้ลูกสาวที่ยังเคี้ยวข้าวคำใหญ่
"แล้วแกไปมีเรื่องมีราวอะไรกับใคร" แม่ศรีวางหมายศาลฉบับโตให้ที่โต๊ะกินข้าวแล้วก็เอ่ยถามลูกสาว สีหน้าวิตกกังวลยังไม่จางหาย
"คนไข้น่ะแม่ แค่ปรึกษากันเรื่องผลการรักษากับยายพี แต่เขามาได้ยินจึงคิดว่านินทาว่าร้ายเขา" หมอปรางพยายามอธิบายให้เรื่องดูไม่ใหญ่โตนัก แต่เมื่อต้องต่อกรกับระดับรองศาสตราจารย์ด้านกฎหมายเธอก็หวั่นใจไม่น้อย แต่ต้องพยายามทำให้แม่สบายใจที่สุด
"ก็ไปขอโทษเขาซะ อธิบายให้เขาเข้าใจ"
"จ้ะแม่ นี่กลับไปก็ว่าจะไปหาเขาพรุ่งนี้แหละ แล้วพ่อว่าไงบ้าง"
"พ่อแกยังไม่เห็น พอแม่ได้รับก็รีบโทรหาแก เลยยังไม่ทันได้คุยกัน พ่อแกไปเยี่ยมย่าที่ปราจีนตั้งแต่บ่าย พรุ่งนี้ถึงจะกลับ"
"งั้นแม่ก็ไม่ต้องบอกพ่อหรอก เดี๋ยวเขาจะเป็นห่วง ไว้หนูตกลงได้เรื่องกับเขายังไงจะโทรบอกแม่"
"แกแน่ใจนะ"
"จ้ะแม่"
ทั้งที่รับปากมารดาไปแบบนั้น แต่เธอก็ไม่คิดหรอกว่าเรื่องมันจะง่ายอย่างปากว่า ตลอดทางที่กลับกรุงเทพในสายอีกวัน ตลอดทางเธอยังคิดไม่ตกด้วยซ้ำ ได้แต่โทรถามพีรพรว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งเพื่อนเธอก็แทบจะไม่ต่างกัน เธอจึงได้แต่บอกเพื่อนว่าวันนี้จะลองเข้าไปคุยกับเขาที่มหาวิทยาลัย ได้เรื่องอย่างไรจะบอกอีกที
รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นกลางเก่ากลางใหม่แล่นเข้ามาที่ร้านกาแฟ แต่ไม่ได้จอดกลับตรงเข้าไปในส่วนของมหาวิทยาลัย คณะนิติศาสตร์ เมื่อสอบถามอาจารย์ที่ห้องพักจนได้ความว่าอาจารย์วิทย์ติดสอนอยู่ ปรางทิพย์จึงได้เตร็ดเตร่อยู่แถวนั้น เกือบสองชั่วโมงกว่าที่เธอจะเห็นคนตัวสูงคุ้นตา ผิดที่วันนี้ไม่ใช่เชิ้ตสีดำ แต่เป็นสีเทาเข้ม แค่เพียงเขาเห็นเธอ รอยคิ้วขมวดก็เกิดขึ้นใบหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่ดูตึงเครียดขึ้นทันที
"สวัสดีค่ะ อาจารย์ไตรวิทย์" ปรางทิพย์รีบ
ยกมือขึ้นสวัสดี ทำให้เขารับไหว้อย่างเสียไม่ได้
